ครบ 2 ปี ‘มาดามแป้ง’ คุมบอลไทย ฝ่าฟันแก้ปัญหามุ่งสู่ความสำเร็จ
เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่
นับเป็นเวลาครบรอบ 2 ปีแล้วสำหรับ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ที่ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนที่ 18 และเป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลไทย นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมมา 108 ปี และยังเป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ของชาติสมาชิกในทวีปเอเชีย
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ในการเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ “มาดามแป้ง” ได้คะแนนโหวตสูงถึง 68 จาก 73 เสียง หรือคิดเป็น 93% สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่การลงคะแนนครั้งแรก จากผู้สมัครลงชิงตำแหน่งรวม 5 คน ได้นั่งเก้าอี้นายกลูกหนังไทยต่อจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
จวบจนปัจจุบัน “มาดามแป้ง” ทำหน้าที่นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และดำเนินงานภายใต้สโลแกน “Better Together : Team Thailand” บอลไทยรวมใจ พัฒนาไปด้วยกัน ผ่านมาแล้ว 2 ปี หรือเท่ากับครึ่งทางจากวาระทั้งหมด 4 ปี
ซึ่งตลอดเส้นทางที่ผ่านมาได้เข้ามาบริหารงาน แก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านพ้นไปแล้วมากมาย
และยังมีอีกหลากสิ่งหลายอย่างที่ยังรอคอยการปรับปรุงอยู่
ปัญหาต่างๆ ในวงการฟุตบอลไทยที่มาดามแป้งจัดการให้เสร็จสิ้นไปแล้ว เริ่มต้นที่ประเด็นค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นกับวงการลูกหนังไทยก่อนหน้านี้ แต่ด้วยคอนเน็กชั่น และการเจรจาของมาดามแป้ง ในที่สุดไทยลีกได้เจ้าของลิขสิทธิ์เจ้าใหม่เป็น AIS PLAY ภายใต้สัญญา 4 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาล 2025/2026-2028/2029 พร้อมออปชั่นพิเศษต่อสัญญาอีก 2 ปี
สำหรับ AIS PLAY ในชื่อ บริษัท ไมโม่เทค จำกัด ร่วมกับ JAS หรือบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังประมูลซื้อลิขสิทธิ์ยิงสดไทยลีก 4 ฤดูกาล แบ่งเป็นฤดูกาลละ 350 ล้านบาท รวม 4 ฤดูกาล เป็นเงิน 1,400 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบค่าผลิตสัญญาณมูลค่าไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท/ฤดูกาล รวม 4 ฤดูกาล เป็นเงินไม่น้อยกว่า 600 ล้านบาท เบ็ดเสร็จอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
จากการได้ผู้ถือลิขสิทธิ์ไทยลีก ส่งผลให้สโมสรสมาชิกทั้ง 3 ลีก ได้รับเงินสนับสนุนทีมเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยไทยลีก 1 ทีมละ 15 ล้านบาท 16 ทีม รวม 240 ล้านบาท / ไทยลีก 2 ทีมละ 4 ล้านบาท 18 ทีม รวม 72 ล้านบาท / ไทยลีก 3 ทีมละ 1.25 ล้านบาท 70 ทีม รวม 86.5 ล้านบาท ยอดรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 398.5 ล้านบาทอีกด้วย
ขณะเดียวกัน ฟุตบอลไทยลีกทั้ง 3 ดิวิชั่นก็ได้ผู้สนับสนุนครบทั้งหมด โดยเริ่มปีแรกเมื่อฤดูกาล 2025 ได้ทั้งโตโยต้า (ไทยลีก 1), เมืองไทยประกันภัย เมืองไทยประกันชีวิต (ไทยลีก 2) และกลุ่มบริษัท ปตท. (ไทยลีก 3) ก่อนที่ปีถัดมาคือ ฤดูกาล 2025/2026 ได้ BYD สนับสนุนทั้ง 3 ลีก คือ บีวายดี ซีไลอ้อนซิกซ์ ลีกหนึ่ง, บีวายดี ซีลไฟว์ ลีกสอง และบีวายดี ดอลฟิน ลีกสาม
นอกจากนี้ ยังปัดฝุ่นจัดฟุตบอลลีกเยาวชน โดยได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เริ่มต้นปีแรกด้วยการจัดลีกเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี และปีต่อมาก็ได้จัดลีกเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เพื่อเป็นการสร้างเวทีให้นักเตะเยาวชนได้มีโอกาสโชว์ฝีเท้า และพัฒนาศักยภาพของตัวเองก้าวสู่ลีกอาชีพต่อไปในอนาคต

การพัฒนาวงการฟุตบอลในประเทศได้เดินหน้าไปพร้อมๆ กับต่อยอดสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ โดยมาดามแป้งได้จับมือกับต่างประเทศ ด้วยการลงนาม MOU กับสหพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย และสหพันธ์ฟุตบอลกาตาร์ เพื่อเปิดทางให้ทีมชาติไทยทุกชุดได้บุกไปเก็บตัวฝึกซ้อม และอุ่นเครื่อง สร้างความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
รวมไปถึงงานใหญ่ของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ซึ่งนายกฯ คนก่อน “บิ๊กอ๊อด” ได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า คองเกรส ครั้งที่ 74 โดยมาดามแป้งได้เข้ามาสานงานต่อ พร้อมกับการประสานงานกับภาครัฐและภาคเอกชน จนทำให้งานใหญ่ระดับโลกครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จ
ส่วนโครงการฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด 3.0 ที่มีเงินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบฯ ของฟีฟ่าในการสร้างศูนย์ฝึกตั้งแต่ยุคก่อนที่ยังทำไม่สำเร็จ ยุคมาดามแป้งแย้มว่าจะนำเงินมารีโนเวตสนามศุภชลาศัย เพื่อให้เป็นสนามเหย้าทีมชาติไทย แม้จะยังทำไม่ได้ แต่ว่าเงินส่วนนี้ไม่ได้หายไปไหน เพราะถูกนำไปใช้อัพเกรด VAR ส่วนงบฯ ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด 4.0 เตรียมจะนำเข้ามาใช้ในช่วงต้นปี 2027
ยิ่งไปกว่านั้นในปี 2024 สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยังได้รับรางวัล เอเอฟซี เมมเบอร์ แอสโซซิเอชั่น ออฟ เดอะ เยียร์ หรือสมาคมฟุตบอลยอดเยี่ยม ระดับไดมอนด์ ซึ่งนับเป็นรางวัลแรกในรอบ 30 ปีของสมาคมตั้งแต่มีการประกาศรางวัลนี้ปี 1994 จากนั้นถัดมาในปี 2025 ก็ได้รางวัลนี้อีกครั้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
นับเป็นเครื่องการันตีการบริหารงานอันยอดเยี่ยมของสมาคมลูกหนังไทยจาก “บิ๊กอ๊อด” มาสู่ “มาดามแป้ง”
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายสิ่งที่มาดามแป้งยังต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่อไป โดยเฉพาะเรื่องภาระหนี้สินผูกพันของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ชุดก่อนกับบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 360 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งมาดามแป้งควักทั้งเงินส่วนตัว 25 ล้านบาท และทยอยจ่ายไปแล้ว จนล่าสุดเจ้าตัวออกมาเผยว่าหนี้ก้อนนี้ใกล้จะหมดแล้วด้วย
ถัดมาเป็นปัญหาเรื่องโปรแกรมฟุตบอลลีก และทีมชาติ ที่เป็นปัญหามานานแล้ว ซึ่งมาดามแป้งได้ตั้งคณะกรรมการบริหารฟุตบอลลีกอาชีพ เพื่อดูแลให้มีระบบมากยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายก็ไปติดล็อกฟีฟ่าเดย์ ที่บางครั้งโปรแกรมทีมชาติไม่ตรงฟีฟ่าเดย์ ทำให้ทีมชาติไม่สามารถใช้งานนักเตะจากสโมสรได้ เห็นได้ชัดจากซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ผ่านมา
เรื่องสำคัญที่สุดที่เป็นความหวังของแฟนบอลไทยคือ ผลงานทีมชาติไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ศรัทธาของแฟนบอลได้อย่างแท้จริง
แน่นอนว่าพวกเขาเชียร์ทีมชาติไทยทุกชุดทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว แต่ในเมื่อผลงานทีมชาติไทยไม่ได้ดีอย่างที่คาดหวัง แน่นอนว่าย่อมเกิดความไม่พอใจ และอยากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำเร็จ
โดยผลงานของทีมชาติไทยในยุคของมาดามแป้งช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น เข้าร่วมศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2 ครั้ง และได้รองแชมป์ทั้ง 2 ครั้ง เช่นเดียวกับซีเกมส์ที่ผ่านมา 2 ครั้ง ได้รองแชมป์ทั้ง 2 ครั้งเช่นกัน
แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่มาดามแป้งต้องการทำให้สำเร็จ “ก้าวข้ามอาเซียน” ไปให้ได้ ซึ่งหลังจากนี้เป็นเป้าหมายสำคัญที่มาดามแป้งจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สำเร็จได้ในที่สุด
อีกปัญหาเรื้อรังของวงการฟุตบอลไทยคือ เรื่องผู้ตัดสินที่ยังแก้ไม่ตก แม้ว่าจะอัพเกรดเทคโนโลยี VAR Cross hair 3D เป็นชาติแรกในอาเซียน และได้เพิ่มการใช้ VAR ในไทยลีก 2 แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดปัญหาการตัดสินผิดได้
ซึ่งจริงๆ แล้วก็ต้องบอกว่า “คนไม่ใช่หุ่นยนต์” ก็อาจจะมีข้อผิดพลาดได้บ้าง แต่บางอย่างก็ไม่ควรผิดพลาด และเป็นสิ่งที่มาดามแป้งต้องแก้ไขกันต่อไป…
ท้ายที่สุดนี้ในวาระครบรอบ 2 ปีของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ กับการเป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งก็มีทั้งสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว สิ่งที่แก้ไขปัญหาใกล้สำเร็จ และสิ่งที่กำลังรอคอยความสำเร็จ
แต่เชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของหญิงแกร่งผู้นี้จะยืนหยัดต่อสู้กับปัญหาต่างๆ และฝ่าฟันจนก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน…
