ดู ‘เดชอสูรขันแก้วนพเก้า’ ตอนอวสาน ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มีละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร ที่ออกอากาศช่วงเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ทางช่อง 7 อยู่ “สองเรื่อง” ที่แพร่ภาพ “ตอนอวสาน” ตรงกับ “วันเลือกตั้งทั่วไป” พอดี
เรื่องแรกคือ “พระทิณวงศ์” (2550) ซึ่งตอนอวสานออกอากาศในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ตรงกับวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ภายหลังการ “รัฐประหาร” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
จุดใหญ่ใจความของ “พระทิณวงศ์” ตอนจบ ก็คือ “พระอินทร์” ได้สั่งสอนบทเรียนสุดท้ายให้แก่ “พระทิณวงศ์” ว่า “ยอมแพ้เราสิทิณวงศ์” ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่กับลูกเมียบนโลกมนุษย์ต่อไป
สุดท้าย “พระทิณวงศ์” ที่เป็นปฏิปักษ์กล้าท้าทายอำนาจของ “พระอินทร์” มาตลอดทั้งเรื่อง จึงทรุดกายลงกราบพระบาท “พระอินทร์” กระทั่งเขาได้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมา
ก่อนที่ในซีนสุดท้ายของละคร “พระทิณวงศ์” พร้อมด้วยครอบครัว เพื่อนมิตร บริวาร จะก้มลงกราบ “พระอินทร์” พร้อมๆ กันอีกหน

ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องที่สองในรอบสองทศวรรษ ซึ่งอวสานตรงกับวันเลือกตั้งเป๊ะๆ ก็คือ “เดชอสูรขันแก้วนพเก้า” (2568-69) ที่ปิดฉากลงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ประเด็นแรกที่คล้ายๆ เดิม และไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไรของ “เดชอสูรขันแก้วนพเก้า” ตอนจบ คือ สุดท้ายแล้ว ตัวร้ายที่ต้องโดนปราบโดนสังหารเพียงเผ่าพันธุ์เดียว ก็ได้แก่ พวกยักษ์และอสูรฝ่ายอธรรม
ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าเห็นจะเป็นชะตากรรมของ “ตัวร้ายรายสำคัญ” อีกคนหนึ่ง คือ “สุริยะ”
เดิมที “สุริยะ” เป็นอดีตเทวดาเกเรบนสวรรค์ ที่บังอาจไปแตะต้องแย่งชิงอาวุธวิเศษ “ขันแก้ว” จนร่างถูกเผาผลาญต้องลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ แล้วมนุษย์ชื่อ “สุริยะ” ก็ถูกอสูรอย่าง “โยคีดำ” ชิงตัวไปเลี้ยงดูกล่อมเกลาตั้งแต่วัยทารก กระทั่งกลายเป็นฝ่ายอธรรม
ในช่วงท้ายๆ ของละคร มีการเปิดเผยว่าเมื่อครั้งเป็นเทพนั้น จริงๆ แล้ว “สุริยะ” มีศักดิ์เป็นลูกของ “อรุณเทพบุตร” สารถีของพระอาทิตย์
หากใครศึกษาประวัติศาสตร์ไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ก็อาจพอทราบว่า ในยุคสมัยดังกล่าว ได้มีการใช้ “อรุณเทพบุตร” มาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ใหม่ที่แสดงให้เห็นถึง “รุ่งอรุณใหม่ของชาติในระบอบประชาธิปไตย” (อ่านได้จากงานศึกษาของ “ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ”)
หรือครั้งหนึ่ง ว่าที่ ส.ส.ปทุมธานี สองสมัย อย่าง “เชตวัน เตือประโคน” ก็เคยพยายามเขียนบทความยึดโยงสัญลักษณ์ความเป็นประชาธิปไตยของ “อรุณเทพบุตร” เข้ากับ “สีส้ม” ของพรรคอนาคตใหม่มาแล้ว
ในตอนอวสานของ “เดชอสูรขันแก้วนพเก้า” “สุริยะ” ในฐานะ “บุตรของอรุณเทพบุตร” จึงไม่ถูกพิฆาตกวาดล้างเฉกเช่นพวกยักษ์และอสูรฝ่ายร้าย เขา “แค่” ถูก “ลบล้างความทรงจำ” จนหลุดพ้นจากอำนาจมืดที่ครอบงำจิตใจ แล้วได้รับโอกาสใหม่ให้ใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าพระเอก นางเอก และทวยเทพ

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ บทบาทของ “พระอินทร์” ในละครเรื่องนี้
ตัวละคร “พระอินทร์” ใน “เดชอสูรขันแก้วนพเก้า” ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคซีจี (เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์) ไม่ได้ใช้มนุษย์เป็นผู้แสดง
แต่มากไปกว่านั้น “พระอินทร์” ยังมีสถานะเป็น “มนุษย์เทียม” (artificial person) ในทางการเมืองด้วย ดังที่พระองค์ได้เน้นย้ำบทบาทของตนในละครสองตอนสุดท้ายว่า พระองค์มีหน้าที่ “รักษาสมดุล” แต่จะไม่พยายามลงไปแทรกแซง ช่วยเหลือ หรือลงทัณฑ์ตัวละครหลักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ
โดยจะปล่อยให้แต่ละฝ่ายค่อยๆ ได้รับบทเรียนของตัวเอง
แม้แต่ในกรณี “พญาครุฑ” ผู้มีศักดิ์เป็นน้องของ “อรุณเทพบุตร” และเป็นอาของ “สุริยะ” ที่พยายามคัดง้างอำนาจของ “พระอินทร์” และแอบช่วยเหลือหลานชาย
“พระอินทร์” ก็ยังทำเพียงแค่ปรากฏกายไปส่งสารปรามแบบนิ่มๆ ว่า “เราจะรักษาสมดุล” ดังนั้น ท่าน (พญาครุฑ) ก็ไม่ควรไปยุ่งเรื่องของพวกเขาเช่นกัน
เมื่อได้ดูบทอวสานของ “เดชอสูรขันแก้วนพเก้า” ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ชะตากรรมของผู้แพ้ (ที่ได้รับโอกาส?) อย่าง “สุริยะ” และบทบาท “รักษาสมดุล” ของ “พระอินทร์” (หรืออาจรวมทั้งการขจัด “ยักษ์-อสูรสายมืด” ให้เหี้ยนไป) ก็ยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น
โดยเฉพาะถ้าเชื่อตามที่ตัวละคร “วาริน” (เทวดาที่ถูกส่งลงมาเป็น “ยักษ์เฝ้าขันวิเศษ” อยู่พักใหญ่) กล่าวสรุปไว้ในฉากสุดท้ายแบบทีเล่นทีจริงว่า เรื่องราวทั้งหมดนี้ “ไม่ใช่นิทานปรัมปรา”

ป.ล.
ก่อนหน้านี้ ค่ายสามเศียรเคยพยายามหยอดเคมีเรื่อง “ความหลากหลายทางเพศ” เข้าไปในละครของตนเองอยู่เป็นระยะๆ
ไม่ว่าจะเป็นการมีตัวละครหญิงที่หลงรักผู้หญิงอีกคน (เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นชายหนุ่ม) ใน “สี่ยอดกุมาร” (2559-60) หรือการมี 1 ใน 7 เขย ที่เป็นตัวละครชายรักชาย (แต่ก็ไม่ได้มีคู่รักในตอนท้าย) ใน “สังข์ทอง” (2561)
วิวัฒนาการที่น่าสนใจมาเกิดกับ “เดชอสูรขันแก้วนพเก้า” เพราะนี่เป็นครั้งแรกสุดที่ตัวละคร “หญิงรักหญิง” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ได้ครองรักกันตามใจปรารถนา โดยที่ฝ่ายหนึ่งเป็นมเหสีหม้ายผู้ครองเมือง อีกฝ่ายเป็นมเหสีที่พลัดพรากจากพระสวามีเกือบ 20 ปี และไปใช้ชีวิตอยู่กับฝ่ายแรกจนมีใจผูกพันกัน
กระทั่งอดีตชายคนรักผู้ย้อนกลับมา ก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งหัวใจที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วของเธอได้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
