วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

หวังว่าเสียงที่ดังและสำคัญจากนี้ จะสร้างแรงปะทะต่อรัฐบาลในร่างเงาอนุรักษนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง

เสียงแรกมาจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนล่าสุด-วิทัย รัตนากร ผู้มีโปรไฟล์แตกต่างอย่างน่าสนใจจากผู้ว่าการคนก่อนๆ เขาผ่านการศึกษาส่วนใหญ่ในระบบไทย มีประสบการณ์มาอย่างหลากหลาย ทั้งภาคเอกชนและรัฐ

ที่สำคัญเขาไม่เคยผ่านงาน ไม่มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับธนาคารพาณิชย์ไทยใหญ่ ถือว่าแตกต่างจากผู้ว่าการที่มาจาก “คนนอก” คนก่อนๆ ที่ต่อเนื่องกันถึง 3 คน ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

ตั้งแต่ประสาร ไตรรัตน์วรกุล (ดำรงตำแหน่ง 2553 – 2558) วิรไท สันติประภพ (2558 – 2563) และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (2563 – 2568)

เขากล่าวปาฐกถาอย่างเป็นการเป็นงานล่าสุด ในงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026…(28 มกราคม 2569)” โดยเปิดฉากให้ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทยที่เป็นกังวล

ด้วยยอมรับว่า ในปี 2569 “เศรษฐกิจไทยจะโตในระดับ 1.5-1.6%…น่าจะเป็นช่วงที่ต่ำที่สุด 10 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางปัญหารอบด้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

เมื่อมองเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย เขาระบุว่า มีปัญหาใหญ่ๆ รอบด้าน

“ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ทุนเทาเงินเทา ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา ขาดนวัตกรรม เสถียรภาพการเมือง คอร์รัปชั่น ระบบการบังคับใช้กฎหมาย ภัยการเงิน…”

อีกตอนที่สำคัญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งใจกล่าวถึงประเด็นเฉพาะแต่สำคัญ ว่าด้วยความเหลื้อมล้ำในมิติเกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจทรงอิทธิพล เป็นแกนระบบเศรษฐกิจไทยแต่ไหนแต่ไรมา

นำเสนอความเป็นไปปัจจุบัน ให้ภาพธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของไทยอันย้อนแย้ง

“มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและทำกำไรในระดับสูง กำไรปีละเกือบ 50,000 ล้านบาท สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจจริง ถึงเวลาแล้วที่สถาบันการเงินต้องมีบทบาทช่วยประกับประคองเศรษฐกิจ”

เขาเน้นอีกว่า จะหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะแก่ SMEs (เป็นแหล่งจ้างงานกว่า 70% ของประเทศ ) รวมถึงลดอัตราดอกเบี้ยในบางส่วน

“เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการเงินสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจจริงโดยปกติเศรษฐกิจขึ้น ธนาคารก็ควรขึ้นไปด้วยกัน และเศรษฐกิจลง ธนาคารก็ควรลงไปด้วยกัน แต่กำไรของแบงก์กลับวิ่งสวนทางกับเศรษฐกิจจริง”

อีกไม่กี่วันต่อจากนั้น (3 กุมภาพันธ์ 2569) มีบทความนำเสนอโดยสื่อระดับโลก Financial Times (FT) ในหัวข้อ “- How Thailand became the “sick man” (ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียได้อย่างไร)” โดยสื่อไทยหลายสำนักได้นำเสนอมาแล้ว รวมทั้งอยู่ในบางช่วงบางตอนในคำปราศรัยหาเสียงของนักการเมือง

Financial Times (FT) สื่อธุรกิจทรงอิทธิพลระดับโลก สำนักงานใหญ่ อยู่ในลอนดอน สหราชอาณาจักร ก่อตั้งมากว่าศตวรรษ เป็นที่รู้จักจากสื่อสิงพิมพ์-กระดาษพิมพ์สีชมพู อันเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันได้เป็นส่วนหนึ่งของ Nikkei Inc. แห่งญี่ปุ่น หลังจากถูกซื้อกิจการในปี 2558 ด้วยราคากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูลที่หาได้ (Wikipedia) FT มีฐานผู้อ่านที่ชำระเงินมากกว่า 1 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกแบบดิจิทัล

ที่ควรอ้างอิงต่อจากนั้น เกี่ยวกับ Nikkei Inc. หนึ่งในบริษัทสื่อใหญ่ที่สุดในโลกแห่งญี่ปุ่น เชี่ยวชาญด้านข่าวสารเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเงินอย่างครบวงจร

โดยเฉพาะมี Nihon Keizai Shimbun หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในโลก (กว่า 2.3 ล้านฉบับ ทั้งฉบับพิมพ์และดิจิทัล)

และที่สำคัญเป็นเจ้าของ Nikkei 225 ดัชนีหลักของตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

เชื่อว่า มีความเชื่อมโยงไม่มากก็น้อย ในฐานะเสียงสะท้อนบางมิติเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่นซึ่งฝั่งรากลึกในสังคมธุรกิจและเศรษฐกิจไทย มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีอิทธิพลอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา และยังคงอยู่

เชื่อกันว่า ความสัมพันธ์ในปัจจุบันอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์

บทความข้างต้น ในหลายท่อนที่มีสาระสำคัญๆ (ให้ AI ช่วยแปล โดยแก้ไข เพียงเล็กน้อย) นั้น น่าสนใจยิ่งนัก จึงตั้งใจนำมาแทบไม่ตัดทอน

ท่อนแรกๆ กล่าวถึงปัญหาซึ่งเป็นภาพกว้างทางความคิด จะว่าเป็นภาพขยายต่อจากปาฐกถาของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ที่กล่าวถึงตอนต้น) ก็อาจจะได้

“ประเทศไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘ต้นแบบ’ (Poster child) ของ “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” แห่งเอเชีย กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้าย ประเทศเริ่มถูกอธิบายมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะ “คนป่วย” แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก (Stalls) แต่ประเทศเพื่อนบ้าน กลับกำลังวิ่งแซงหน้าไปอย่างรวดเร็ว”

ท่อนต่อๆ มา ขยายความเชื่อมโยงไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและประชากร

“ราชอาณาจักรแห่งนี้กำลังติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle-income trap) ซึ่งถูกซ้ำเติม ด้วยวิกฤตทางประชากร ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกในภูมิภาคที่ “แก่ก่อนรวย” กำลังแรงงานที่หดตัวลงนี้ กำลังดื้นรนอย่างหนัก เพื่อประคับประคองภาคการผลิตแบบเก่า (Legacy manufacturing) ที่ล้มเหลวในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล”

จากนั้นได้โฟกัสไปยังปัญหาพื้นฐานซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ว่าด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภค (Debt Burden)”

ในขณะที่รัฐบาลหวังจะกระตุ้นการเติบโตผ่านการแจกเงิน แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเตือนว่า รากแก้วของปัญหาคือระดับหนี้ครัวเรือนที่รุนแรงจนทำให้พิการ (Crippling) ด้วยระดับหนี้ที่วนเวียนอยู่ใกล้ 90% ของ GDP ทำให้การบริโภคภายในประเทศตกอยู่ในสภาวะ “หายใจไม่ออก (Suffocating)”

แล้วก็มาถึงสาระที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง ด้วยอ้างถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและทางตัน (Political Gridlock)

“ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลายทศวรรษ ซึ่งเต็มไปด้วยการรัฐประหารและการแทรกแซงทางกระบวนการยุติธรรม ได้กัดเซาะความเชื่อมั่นของนักลงทุน การชักเย่อ (Tug-of-war) กันอย่างต่อเนื่องระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า (Conservative establishment) และกลุ่มก้าวหน้าได้ทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะที่ไร้วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว”

จากนั้นไปสู่บทสรุปอันสะพรึง

“หากประเทศไทยล้มเหลวในการสังคายนา (Overhaul) ระบบการศึกษา และไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่มีมูลค่าสูง (High-value FDI) ได้ ไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่ “ไร้ความสำคัญทางเศรษฐกิจ” (Economic irrelevance) ในภูมิภาค…”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เดิมพัน ไชยชนก ชิดชอบ กับ AI PASSPORT
15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสิน ‘ปราสาทพระวิหาร’ ตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
ผ่าแผนรื้อสวัสดิการรัฐ เช็กบิลคนเนียนจน ทางรอดไทยยุคถังปริ่มแตก
ดันดาดัน 2 : ถึงแม่จะเป็นผี แต่แม่ก็อยากจะมีอยู่จริง
ความทรงจำ
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (2)
3 ทศวรรษ ‘Love Letter’ จาก ‘จดหมายรัก’ ระหว่าง ‘คนแปลกหน้า’ สู่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘ธาตุแท้ของมนุษย์’
การละเล่นเพลงประชาชน
‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
ขมคอ สตอรี่ (1)
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | รัฐธรรมนูญ กับ ฮั้วส.ว. การเมือง ละเอียดอ่อน