| สุจิตต์ วงษ์เทศ
การละเล่นในพิธีกรรมเป็นต้นทางการแสดงมหรสพที่สืบเนื่องถึงสมัยหลังจนปัจจุบัน ในทางกลับกันการแสดงมหรสพสมัยหลังจนปัจจุบัน มีต้นทางจากการละเล่นในพิธีกรรม
การละเล่น เป็นกิจกรรมร่วมกันของทุกคนในชุมชน ต่างมีส่วนร่วมเล่นในพิธีกรรม แม้ในการเสด็จพระราชดำเนินของพระราชาเพื่อประกอบพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมีประชาชนเนืองแน่นเฝ้าแหนรับเสด็จ ซึ่งประชาชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม (หมายถึงประชาชนไม่ใช่คนดู)
การแสดง มี 2 ส่วน คือ นักแสดงกับคนดูแยกกันต่างหากอย่างเด็ดขาดเป็นคนละส่วนโดยไม่เกี่ยวข้องกัน
การละเล่นดั้งเดิมอุษาคเนย์ พบหลักฐานเก่าสุดขณะนี้เป็นลายสลักบนขวานสำริด อายุ 2,500 ปีมาแล้ว ราวเรือน พ.ศ.1 เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ ซึ่งมีลักษณะปะปนกันของวัฒนธรรมไม้ไผ่กับวัฒนธรรมโลหะ เช่น เครื่องเป่าเรียกแคน ทำจากไม้ตระกูลไผ่ โดยมีลิ้นแคนทำจากโลหะ
วัฒนธรรมไม้ไผ่ หมายถึง เครื่องมือเครื่องใช้ของคนทุกระดับทำจากไม้ไผ่ ด้วยเทคโนโลยีพื้นฐาน ไม่ซับซ้อน
วัฒนธรรมโลหะ มีพัฒนาการสมัยหลังวัฒนธรรมไม้ไผ่ หมายถึง เครื่องมือเครื่องใช้ของชนชั้นนำทำจากโลหะ ด้วยเทคโนโลยีซับซ้อนก้าวหน้า แล้วถูกใช้งานร่วมกันทั้งไม้ไผ่และโลหะ
หมายเหตุ ระนาดหินไม่เป็นการละเล่นประเภทเครื่องตี แต่เป็นเครื่องมือหินลักษณะแบนและมีขนาดยาวเป็นท่อนหรือแท่ง ถูกจัดเป็นวัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalith) ในพิธีกรรมหลังความตายใช้ฝังรวมอย่างอื่นๆ อีกมากในหลุมศพ เป็นสัญลักษณ์ของเครื่องมือเครื่องใช้กลายเป็นหิน
ชื่อ “ระนาดหิน” ถูกสมมุติขึ้นเรียกเครื่องมือหินขนาดแบนยาวเรียก “ขวานหินยาว” เหมือนลูกระนาดไม้ในปัจจุบัน (“ขวานหินยาว” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 2 ของธนาคารไทยพาณิชย์ พ.ศ. 2542 หน้า 681-689)
ทั้งนี้ด้วยความเข้าใจขณะนั้นว่า ระนาดหินให้กำเนิดลูกระนาดไม้ หรือในทางกลับ กันระนาดไม้มาจากระนาดหิน ซึ่งไม่ตรงความจริง เพราะหลักฐานจริงว่ากำเนิดลูกระนาดไม้จากปล้องไม้ไผ่ โดยมีที่มาดังนี้
(1.) กระบอกไผ่เป็นปล้องๆ วางเรียงกันโดยใช้ไม้ตีมีเสียงเรียงลำดับสูงต่ำตามขนาดไล่เรียงของปล้องไม้ไผ่ธรรมชาติ
(2.) ต่อมา ผ่าซีกปล้องไม้ไผ่แล้วผูกรวมกันให้มีขนาดไล่เรียงตามลำดับ เมื่อใช้ไม้ตีมีเสียงสูงต่ำ
และ (3.) หลังจากนั้น มีการสร้างสรรค์ลูกระนาดทำจากไม้เนื้อแข็งแทนซีกไม้ไผ่ เมื่อตีจะมีเสียงดังกังวานกว่าไม้ไผ่ แล้วใช้งานสืบมาจนปัจจุบัน

การละเล่นจากลายสลัก
ลายสลักบนเครื่องมือ (ขวาน) สำริดมีข้อมูลดังต่อไปนี้
(1.) ขุดพบในหลุมพิธีศพครั้งที่ 2 (2.) ลายสลักรูปบุคคลคล้ายผู้หญิงเปลือยท่อนบนทั้ง 3 ยืนเรียงกัน, นุ่งผ้ายาวปล่อยชายสองข้าง, มีเครื่องประดับสวมศีรษะ, ยืนย่อเข่า และ (3.) แสดงอาการต่างกัน ดังนี้ คนแรก (ขับลำ) ร่างเล็กสุด, ลำตัวตรง, กางแขน, แอ่นมือ, ย่อเข่า, ก้าวขา คนกลาง (เป่าแคน) ร่างสูง, ถือเครื่องเป่าด้วย 2 มือ, ย่อเข่า, ก้าวขา
คนหลัง (ลูกคู่) ร่างปกติ แสดงอาการเหมือนคนแรก
บุคคลทั้ง 3 เป็นต้นทางร้องรำทำเพลง ดังนี้ ร้อง คือขับลำ (มาจากขับหรือลำ), รำ คือฟ้อน ทำเพลง คือเป่าแคน สมัยหลังมีพัฒนาการเป็นปี่พาทย์ (มีคำอธิบายเก่าสุดเป็นลายพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ 12 มกราคม 2480 ในหนังสือ บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ เล่ม 1 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ประทาน พระยาอนุมานราชธน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2552 หน้า 260-284)
ขับลำ ด้วยคำคล้องจอง (ต่อไปข้างหน้ามีพัฒนาการเป็นร้อยกรอง เรียกโคลงกลอน)
ฟ้อน มีลักษณะสำคัญ คือ ลำตัวตรง, กางแขน, แอ่นมือ, ย่อเข่า, ก้าวขาเนิบช้า กิริยามีระบบ ไม่ตัวใครตัวมัน เท่ากับมีแบบแผนมานานมากก่อนหน้าลายเส้นนี้ คือก่อน 2,500 ปีมาแล้ว หรือก่อน พ.ศ.1 (ต่อไปข้างหน้าเป็นท่ารำพื้นฐาน “ยืด-ยุบ” ของโขนละคร)
เป่าแคน เป็นทำนองต่างๆ (ต่อไปข้างหน้ามีพัฒนาการเป็นปี่)
แคน เครื่องเป่ามีหลายเสียงประสาน หลอดเสียง หรือไม้กู่แคน ได้จากไม้อ้อ, ไม้เฮียะ, ไม้รวก เต้าแคน กระเปาะที่เป่าลมเข้าไปให้เกิดเสียง สมัยดั้งเดิมทำจากผลน้ำเต้าแห้ง (ปัจจุบันเป็นไม้จริง) (น้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์ของมดลูกที่ให้กำเนิดมนุษย์) ลิ้นแคน ทำจาก “สำริด” บางที่สุด
(งานวิจัยเรื่อง แคน : ระบบเสียงและทฤษฎีการบรรเลง ของ สนอง คลังพระศรี วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2554)

การละเล่นดั้งเดิมของชุมชนเริ่มแรกในอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว (ภาพ) ลายเส้นจำลองจากลายสลักบนเครื่องมือ (ขวาน)
พิธีกรรมหลังความตาย
ลายสลักบนเครื่องมือ (ขวาน) สำริดรูปบุคคลทั้ง 3 เป็นการละเล่นทางศาสนาผี ในพิธีกรรมหลังความตายของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (เพราะขุดพบในหลุมฝังศพ และพบของมีค่าฝังรวมกับศพ) เรียกพิธีส่งขวัญขึ้นฟ้า ซึ่งมีแบบแผนพิธีกรรมประกอบด้วยหมอขวัญ (หรือหมอมด), หมอแคน, หมอฟ้อน ดังนี้
(1.) พิธีส่งขวัญขึ้นฟ้า ขวัญของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ที่ส่งขึ้นไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า เพื่อปกป้องคุ้มครองคนยังมีชีวิตในชุมชนให้อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ว่านยา ข้าวปลาอาหาร และให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ พิธีกรรมดังนี้ (1.) คนตายเป็นชนชั้นนำ หัวหน้าเผ่าพันธุ์ (2.) พิธีศพครั้งที่ 2 (3.) “เฮือนแฮ่ว” คร่อมหลุมศพ (4.) ฉลองเฮือนแฮ่ว “งันเฮือนดี” หลายวันหลายคืน (5.) ส่งขวัญของคนตาย (ผี) ขึ้นฟ้า รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า (หัวหน้าฯ คนก่อนๆ) ปกป้องคุ้มครองคนมีชีวิตในชุมชน
(2.) การละเล่นในพิธีกรรม โดยบุคคลคล้ายหญิงทั้ง 3 ได้แก่ หมอขวัญ, หมอแคน, หมอฟ้อน
หมอขวัญ บางแห่งเรียก “หมอมด” (คนแรกของลายสลัก) ยืนนำเป็นหัวหน้าพิธีกรรมขับลำคำคล้องจองสู่ขวัญ
หมอแคน (คนกลางของลายสลัก) ยืนตาม และทำหน้าที่เป่าแคนคลอคำขับลำของหมอขวัญ คือสัญลักษณ์การแปลความจากคำขับลำเป็นลายแคน ซึ่งหมายถึงภาษาผีฟ้า
หมอฟ้อน (คนหลังของลายสลัก) เป็นลูกคู่ขับลำ หรือบริวารของหมอขวัญหมอแคน
(3.) ผู้หญิงมีอำนาจในพิธีกรรม (เหนือผู้ชาย) ได้แก่ (ก.) เป็นใหญ่ในพิธีกรรมทางศาสนาผี และ (ข.) เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ได้แก่ เครื่องดีดสีตีเป่า, คำขับลำ, ร้องรำทำเพลง
หมอทรง ขับลำคำคล้องจองภาษามนุษย์ ด้วยทำนองที่สร้างขึ้นเองแล้วสืบต่อกันมา
หมอแคน เป่าแคนคลอคำขับลำของหมอทรงเพื่อสื่อสารกับผีฟ้า เสมือนแปลงภาษามนุษย์เป็นภาษาผีฟ้าด้วย “สตอรี่” ส่งขวัญ (1.) เล่าเรื่องความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นโคตรตระกูลของคนตาย (2.) สั่งเสีย ร่ำลา (3.) พรรณนาการเดินทางไปเมืองฟ้า ผ่านชุมชนเครือญาติและเครือข่ายโดยเดินดง, ข้ามห้วงน้ำ, ขึ้นเมืองฟ้า
กินเลี้ยง มีการละเล่นอึกทึกครึกโครมสนุกสนาน ด้วยการขับลำเป็นถ้อยคำเชิงสังวาสผาดโผน มีโต้ตอบระหว่างหญิง-ชาย และสัญลักษณ์การร่วมเพศ มีน้ำอสุจิ ทำให้มีกำเนิด กระตุ้นเตือนผีฟ้าบันดาลฝนตกต้องตามฤดูกาล ปลูกพืชพันธุ์ได้ผลอุดมสมบูรณ์ การละเล่นตอนกินเลี้ยง ต่อไปข้างหน้าจะถูกทำให้มีพัฒนาการเป็น “หมอลำ”
[พิธีส่งขวัญมีการละเล่น เป็นต้นทางงานศพในไทย มีมหรสพ เช่น ปี่พาทย์, โขน, หนังใหญ่, ลิเก ฯลฯ]
เหล่านี้เป็นต้นแบบให้พิธีเซ่นผีฟ้าสมัยหลังๆ ได้แก่ ขอฝน, รักษาโรค, รวมทั้งเซ่นผีของชุมชน ดังนี้
(1.) ขอฝน เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยา ข้าวปลาอาหาร (2.) รักษาโรค เพื่อความปลอดภัยจากผีร้ายซึ่งเป็นต้นเหตุโรคภัยไข้เจ็บ และ (3.) ผีชุมชน พิธีเซ่นผีทั่วไปในชุมชน ได้แก่ เซ่นผีเรือน, เซ่นผีบ้าน, เซ่นผีเมือง
ต่อไปข้างหน้ามีพัฒนาการเป็นหมอลำเลี้ยงผีฟ้า ต้นทางหมอลำซิ่ง
