แนวคิดเรื่อง ‘แผ่นดินแม่’ มาตุภูมิ มาจากไหน?
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ในภาษาอังกฤษ มีคำศัพท์ที่ใช้สำหรับเรียกบ้านเกิด (homeland) อย่างเป็นบุคลาธิษฐานว่า “motherland” หรือที่มีการควงศัพท์ใช้ในโลกภาษาไทยว่า “มาตุภูมิ” คือ “แผ่นดินแม่” แถมศัพท์คำนี้ยังมีใช้มาเก่าก่อนที่จะมีการใช้คำว่า “homeland” อีกด้วยนะครับ
เพราะคำว่า “homeland” นั้น มีหลักฐานว่าเพิ่งจะเริ่มมีการใช้กันเมื่อช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 17 (คือราว ค.ศ.1600 ต้นๆ)
ในขณะที่ศัพท์คำว่า “motherland” คือ “มาตุภูมิ” นั้น มีหลักฐานการใช้มาตั้งแต่ในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 16 แล้ว
ดังมีศัพท์คำว่า “terre mere” ปรากฏอยู่ในภาษาฝรั่งเศสนั่นเอง
แน่นอนว่า คำอย่าง “มาตุภูมิ” นั้น ย่อมแฝงไปด้วยความรู้สึกในเชิงของความอบอุ่น ความห่วงหาอาทร หรือการระลึกถึงความสุขในวัยเด็กของผู้คนที่ยังอยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของแม่
แต่เอาเข้าจริงแล้ว นักวิชาการในโลกตะวันตกหลายท่านก็ได้เชื่อมโยงศัพท์คำนี้ เข้ากับรากเหง้าความเชื่อเรื่อง “พระแม่ธรณี” ที่ฝรั่งเรียก “Mother goddess” “Earth goddess” “Mother Earth” หรือ “Mother Nature” ในสมัยโบราณ ที่เก่าแก่ย้อนไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
เราอาจทำความเข้าใจความเกี่ยวข้องของ “ผืนดิน” กับ “พระแม่” ได้จากฉากของท้องฟ้าที่มีฝนตกพรำลงบนท้องทุ่งเขียวขจี ไม่ว่าพืชผลที่อยู่ในท้องทุ่งนั้นจะเป็นข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ หรือพืชพันธุ์ธัญญาหารชนิดไหนๆ ย่อมทำให้เจ้าของท้องทุ่งยิ้มกริ่มมากกว่าจะร้องไห้ เพราะนั่นทำให้สามารถคาดหวังได้ถึงผลผลิตที่จะผลิดอกออกผลตามมา
ในสังคมที่รู้จักการเกษตรกรรมแล้ว จึงมักจะสร้างบุคลาธิษฐานของ “ท้องฟ้า” ในรูปของ “ผู้ชาย” ที่หลั่ง “ฝน” คือ “เชื้อแห่งชีวิต” ลงมายังพื้น “แผ่นดิน” ที่มักแสดงแทนด้วยรูป “ผู้หญิง”
เชื้อแห่งชีวิตเมื่อตกต้องสู่พื้นดินย่อมก่อกำเนิดให้มี “ชีวิต” คือ “ผลผลิต” เหมือนการสังวาสกันของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เครื่องเพศของทั้งชายและหญิง จึงเป็นสัญลักษณ์ของการก่อกำเนิด และความอุดมสมบูรณ์
พระแม่แห่งผืนดิน จึงมักจะมีตำแหน่งควบเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงกลายมาเป็นเทพีแห่งความงาม ความรัก ความอุดมสมบูรณ์ การสงคราม และอีกสารพัดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ไปในพร้อมกันนั้นด้วย
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยสักนิด ที่ในหลากหลายวัฒนธรรม จะถือเอาว่า “ชาติ” (ทั้งในความหมายของรัฐจารีตต่างๆ ก่อนที่จะเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ในดินแดนส่วนต่างๆ ของโลก ซึ่งอันที่จริงแล้วก็อาจจะนับว่าเป็นชาติได้อย่างไม่เต็มปากเต็มคำนัก และรัฐชาติแบบปัจจุบัน) ของตนเองนั้น เป็นเพศหญิง และมีบุคลาธิษฐานเป็น “มารดา” คือ “พระแม่” ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูชาติของตนเอง

ตัวอย่างที่สำคัญก็เช่น “Matushka Rossiya” (หรือที่รู้จักกันในโลกภาษาอังกฤษว่า Mother Russia) ผู้ถูกถือว่าเป็น “มารดาแห่งรัสเซีย” (บางทีเรียก มารดาแห่งมาตุภูมิ [Rodina-mat’] ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Mother Motherland)
นักภาษาศาสตร์ชาวเยอรมันอย่างฮาราลด์ ฮาร์มันน์ (Harald Haarmann) และนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษแห่งวิทยาลัยเบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน (Birkbeck College, University of London) ที่ชื่อ ออร์ลันโด ฟิเกส (Orlando Figes) ได้เสนอเอาไว้ตรงกันว่า “มารดาแห่งรัสเซีย” นั้น ควรที่รากความเชื่อมาจากเทพีแห่งน้ำ และความอุดมสมบูรณ์ของชาวสลาฟ ที่มีชื่อว่า “โมโกส” (Mokosh) ซึ่งก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับแนวคิดเรื่อง “พระแม่แห่งความอุดมสมบูรณ์” ผู้เกี่ยวข้องกับ “ผืนแผ่นดิน” อยู่นั่นเอง
ชาวรัสเซียได้ใช้ “มารดาแห่งรัสเซีย” เป็นสัญลักษณ์ความเป็นชาติของตนเอง ในหลายวาระโอกาส เช่น กลุ่มขบวนการขาว (White movement) ผู้สนับสนุนฝ่ายกองกำลังขาว ซึ่งต่อต้านกองทัพแดง ของพรรคบอลเชวิค ที่สนับสนุนในลัทธิคอมมิวนิสต์ ได้เคยใช้รูปมารดาแห่งรัสเซีย ในการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตนเองว่า พวกคนนอก (บอลเชวิค) กำลังข่มเหงรังแกมารดาแห่งรัสเซีย ในช่วงระหว่างการปฏิวัตรัสเซียเมื่อ ค.ศ.1917-1923
แต่ก็ไม่ได้มีเฉพาะเพียงฝั่งที่ไม่ต้องการคอมมิวนิสต์เท่านั้นหรอกนะครับ ที่จะใช้รูปของมารดาแห่งรัสเซียเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นชาติของรัสเซีย เพราะกลุ่มก้อนทางการเมืองของรัสเซียทุกฝ่ายต่างก็หยิบเอาพระแม่องค์นี้เป็นสัญลักษณ์ความเป็นชาติของตนเองเหมือนกันทั้งนั้น
ดังจะเห็นได้จากการสร้างอนุสาวรีย์รูปที่ระลึกมารดาแห่งรัสเซีย เอาไว้เป็นในวาระโอกาสต่างๆ เป็นจำนวนมาก
โดยมีตัวอย่างสำคัญคือ อนุสาวรีย์เสียงเรียกจากมาตุภูมิ (The Motherland Calls) อันเป็นรูปมารดาแห่งรัสเซียขนาดมหึมา ที่วอลโกกราด (Volgograd, ชื่อปัจจุบันของ สตาลินกราด) ที่สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกให้กับยุทธวิธีที่สตาลินกราด (ค.ศ.1942-1943) ที่ทัพรัสเซียพลิกสถานการณ์ชนะทัพของฝ่ายนาซี จนนำไปสู่ชัยชนะในภาพรวมทั้งหมดของรัสเซียได้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น

พระแม่ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็น “ชาติ” ที่สำคัญอีกองค์หนึ่ง ก็คือ “มาริแอนน์” (Marianne) ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือกันว่าเป็น “เทพีแห่งเสรีภาพ” ไปด้วยในตัว
ว่ากันว่า จุดเริ่มต้นของมาริแอนน์ เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1775 เมื่อช่างเขียนแบบควบตำแหน่งนักวาดภาพประกอบที่ชื่อ ฌ็อง-มิเชล โมโร (Jean-Michel Mureau) วาดภาพหญิงสาวในชุดสไตล์โรมันพร้อมหมวกฟริเจียน (Phrygian cap) ที่วางอยู่บนหอก ที่ถืออยู่ในมือข้างหนึ่งเธอ
ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นยุคที่ประชาชนชาวฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้องความยากจน และความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นอย่างสาหัสสากรรจ์ ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติครั้งสำคัญในอีกสิบกว่าปีถัดมา ภาพของหญิงสาวดังกล่าวจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพที่พวกเขาต้องการไปโดยธรรมชาติ
ภายหลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์เมื่อปี ค.ศ.1789 ของชาวฝรั่งเศส จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายประชาชน โดยภาพของมาริแอนน์ได้ไปปรากฏอยู่บนเหรียญตรา ที่ถูกทำขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ถล่มคุกบาสตีย์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789
จากนั้นมา มาริแอนน์ ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทพีแห่งเสรีภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นเทพีแห่งเสรีภาพ, ความเสมอภาค และภราดรภาพ ซึ่งเป็นคำขวัญสำคัญเมื่อคราวที่มีการปฏิวัติฝรั่งเศสในครั้งนั้น และบางครั้งก็พ่วงความเป็นเทพีแห่งความมีเหตุผลเข้าไปด้วย
(ดังนั้น จึงไม่ต้องประหลาดใจไปหรอกนะครับว่า ทำไมฝรั่งเศสจึงมอบอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพให้กับสหรัฐอเมริกา เพื่อเฉลิมฉลองในวาระโอกาสครบรอบ 100 ปีที่สหรัฐประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการล่าอาณานิคมของตนเองในยุคโน้น)
ถึงแม้ว่า มาริแอนน์จะมีประวัติที่ไม่ยาวนานนักก็ตาม แต่การที่ชนชาวฝรั่งเศสนั้นสามารถยอมรับให้พระแม่นางนี้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศตนเองได้ ก็เพราะว่ามีรากที่เกี่ยวข้องกับพระแม่แห่งผืนดินอยู่ด้วยเช่นกัน โดยจะสังเกตได้ว่า ภาษาฝรั่งเศสนั้น เป็นภาษาที่มีเพศ และคำว่า “ฝรั่งเศส” นั้น ก็เป็น “เพศหญิง” ดังนั้น รูปของหญิงสาวนางนี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นบุคลาธิษฐานของชาติในแบบที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง
การสร้าง “พระแม่” ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นบุคลาธิษฐานของความเป็นชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโลกตะวันตกเท่านั้น แต่ยังพบอยู่ในโลกตะวันออกอีกด้วย โดยมีตัวอย่างที่สำคัญก็คือ อินเดีย
ภายหลังจากที่ดินแดนต่างๆ ในอนุทวีปอินเดีย ได้ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของอังกฤษ ชาวอินเดียก็ได้เริ่มสร้าง “พระแม่” องค์ใหม่ขึ้นมาองค์หนึ่ง ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า กบฏอินเดีย ค.ศ. 1857 อันเป็นเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของบริษัทอินเดียตะวันออกของฝ่ายอังกฤษ
และก็แน่นอนด้วยว่า อังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในเหตุกบฏครั้งนั้น
พระแม่ที่เพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่พระองค์นี้มีชื่อว่า “ภารตมาตา” ซึ่งถอดความเป็นภาษาไทยตรงตัวได้ว่า “มารดาแห่งชาวภารตะ” คือมารดาแห่งอินเดีย ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ชาวอังกฤษเรียกพระแม่องค์นี้ว่า “Mother India”
ภารตมาตาเป็นพระแม่ที่มีสัญลักษณ์ของความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ผูกอยู่กับพระนางอย่างชัดเจน เธอสวมส่าหรีสีฝรั่น อันเป็นสีที่ประดับอยู่บนธงชาติของอินเดีย แถมยังมีอีกหลายครั้งที่ภาพเขียนในยุคหลังจะวาดรูปพระนางทรงธงชาติอินเดียเอาไว้ในพระหัตถ์ และบางทีก็มีรูปสิงโตอินเดียประกบอยู่ทางด้านข้างของพระนางด้วย
ข้อความพรรณนาถึงภารตมาตา ในนิยายภาษาเบงคาลี (ภาษาที่ใช้กันในแคว้นเบงกอล ของอินเดีย) ที่มีชื่อว่า “อนันดามาธ” ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อ ค.ศ.1882 ระบุให้เห็นว่า พระแม่องค์นี้แยกกันแทบจะไม่ขาดจากพระแม่ทุรคา และพระแม่กาลี
แน่นอนว่า ทั้งพระแม่ทุรคาและพระแม่กาลีนั้น ถือว่าเป็นพระแม่ปางดุร้าย ซึ่งก็เหมาะสมกันดีกับความรู้สึกที่ชนชาวอินเดียในยุคนั้น คิดเห็นต่อชาวอังกฤษที่รุกรานเข้ามาแผ่นดินเกิดของพวกเขา ทั้งยังจับเอาอินเดียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในดินแดนอาณานิคมของตนเอง
แต่ก็ต้องอย่าลืมด้วยว่า พระแม่ทั้งสององค์นี้ก็ล้วนแต่เป็นพระภาคหนึ่งของพระนางปารวตี (หรือที่คนไทยคุ้นกันมากกว่าในชื่อของ พระแม่อุมา) ซึ่งถือเป็น “เทพีแห่งความเป็นแม่” ได้ด้วยเช่นกัน
ความเป็นแม่ทำนองนี้แหละครับ ที่ผูกโยงให้เกิดแนวคิดเรื่อง “มาตุภูมิ” หรือแผ่นดินแม่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าแผ่นดินของรัฐ อาณาจักร จักรวรรดิ หรือประเทศใดๆ จะเป็นของแม่ไปเสียหมด เพราะยังมีความคิดเรื่อง “ปิตุภูมิ” คือแผ่นดินของพ่ออยู่ด้วยเช่นกัน
สัปดาห์นี้เนื้อที่หมดแล้ว เอาไว้สัปดาห์หน้าผมจะมาเล่าให้ฟังกันต่ออีกตอนหนึ่งครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
