มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
เมื่อเร็วๆ นี้ มีคนเปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือเก่าเรื่อง แผนผังเมือง พบว่าน่าสนใจมาก เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง
พระยาประกิตกลศาสตร์ (ประกิต รุณชิต กาญจนวณิชย์) วิศวกรโยธาและชลประทาน เคยเป็นนายช่างใหญ่กรมโยธาเทศบาล และอธิบดีกรมรถไฟหลวงและกรมไปรษณีย์โทรเลข รวมทั้งเป็นคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์คนแรกของไทย เขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อนานมาแล้ว คือ ปี พ.ศ.2478
แม้จะออกตัวว่า เป็นสมุดคู่มือเท่านั้น หาใช่เป็นสมุดตำราอันบริบูรณ์ไม่ เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจในการช่าง ทั้งผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการช่าง และเกี่ยวข้องในการบริหาร
แต่ทว่าเนื้อหามีสาระน่าสนใจอย่างยิ่ง และยังทันยุคทันสมัย
เริ่มจากอธิบายที่มาของเมือง ตั้งแต่ยุคเลี้ยงสัตว์ที่ยังไม่มีบ้านเมืองถาวร เพราะต้องตามฝูงสัตว์ตามฤดูกาล ยุคกสิกรรม พื้นที่กว้าง นอกจากอาศัยดินฟ้าอากาศ ยังต้องไหว้ผีสางเทวดาขอฝน
ยุคพาณิชยกรรม ต้องการสถานที่แลกเปลี่ยนอาหาร จะอยู่ริมทางน้ำ ริมทะเล สะดวกในการคมนาคม เป็นต้นเหตุการสร้างเมือง การค้าทำให้เมืองเจริญ
จนถึงยุคอุตสาหกรรม แปรรูปอาหาร ผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ ไม่ต้องอาศัยฟ้าดิน ทำได้ตลอดทั้งปี ซึ่งตอนนั้นยังไม่พูดถึงคอมพิวเตอร์
ยังให้ข้อสังเกตที่เข้าใจง่ายว่า คนทำกสิกรรม จะนิยมนักธรรม คนเลี้ยงสัตว์ นิยมนักรบ พ่อค้านิยมทหาร (ไว้ป้องกันข้าศึก) ศึกภายนอก ต้องมีทหาร ความสงบภายใน ต้องมีตำรวจ
เรื่องนี้จึงยังไม่เอาต์ ทุกวันนี้ ชาวบ้านในภูมิภาคที่ยังทำการเกษตร ล้วนเคารพนับถือพระสงฆ์ ส่วนชาวบ้านในเมืองจะเลือกข้างทหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านพ่อค้า
สำหรับนิยามเมืองนั้น ง่ายแค่บอกว่า ที่ที่สะดวกในการหาแรงงาน ทุนทรัพย์ และของ (วัตถุ) ดิบ เลยทำให้คนมาชุมนุมกัน แล้วเกิดทะเลาะกัน เลยต้องมีขื่อมีแป การปกครองต้องมีระเบียบ คือกฎหมาย ผู้รักษาระเบียบคือเจ้าหน้าที่ ผู้รักความสะอาดคือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องการอาหาร ภาษีเป็นปัจจัยซื้ออาหารสำหรับเจ้าหน้าที่ ภาษีจะเป็นเงาตามตัว ตามสภาพและความสะดวกต่างๆ ถ้าพลเมืองอยากได้ความสะดวกจะต้องเสียภาษี
เมืองจึงต้องมีประโยชน์แก่พลเมืองจึงจะตั้งอยู่ได้ ต้องพยายามฟังความประสงค์ต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การคมนาคมเป็นกระดูกสันหลังของเมือง เกี่ยวกับเวลาไม่ใช่ระยะทาง
ผังเมืองจึงไม่ใช่การตัดถนนกว้างใหญ่ จึงไม่ใช่การตั้งตึกรามสาธารณะ
การโยธาเทศบาลจึงไม่ใช่การบำรุงราษฎรยากจนอย่างเดียว
ผังเมืองจะทำให้เกิดสุขภาพ ความสะดวกทั้งปวง สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจวิทยาและอารยธรรม และมีความงามเป็นสง่า ทุกเวลา ตลอดไปในอนาคต

การสร้างบ้านเรือนมอบให้สถาปนิกทำได้ การวางสาธารณสุขให้แพทย์ทำได้ แต่การวางผังเมืองต้องมีความรู้ในทางเศรษฐศาสตร์ และในวิชาช่างทุกอย่างต้องการผู้มีอาชีพต่างๆ ประสานงานกัน จึงจะได้ผลเยี่ยม ส่วนใครจะเป็นผู้อำนวยการ ขอให้คิดเอาเอง
ผู้วางผังเมืองต้องไร้อคติทั้งปวง ไม่เห็นแก่เงินทอง ไม่เข้ากับคนชั้นไหน มั่งมีหรือจน คิดทำประโยชน์ให้ทั่วกัน ไม่คอยการชมเชยหรือติดนินทา ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ไม่เกรงกลัวอำนาจเงินหรืออำนาจเมือง แก้ไขหลักให้เอนเอียงไปจากทางที่ถูกและยุติธรรม ไม่ดื้อดึงกับความคิดของตน จนไม่ศึกษาความต้องการของคนต่างๆ ต้องเป็นคนชอบศึกษา มีความเข้าใจในวิชาการร้อยแปด ที่เกี่ยวแก่ชีวิตและการอยู่กินของพลเมือง เพื่อจะทำหน้าที่ของตนได้ดี และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
แต่ผู้ที่จะมีลักษณะเช่นนั้น จะสำเร็จโสดา (บัน) คงหาได้ยากเต็มที ดังนั้น ก็ต้องคนที่ใกล้ที่สุดที่จะหาได้ มักจะมีกรรมการควบคุมอีกชั้นหนึ่ง กรรมการควบคุมแต่หลักธรรม ส่วนหลักวิชาการนั้นควรให้ผู้ใดผู้หนึ่งจัดทำ
ในหนังสือยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย เพราะหนาเกือบร้อยหน้า
ถ้าไม่ใช้เกณฑ์ของกระทรวง อว. เกี่ยวกับเอกสารวิชาการ ที่ต้องมีการอ้างอิง มีทฤษฎี มีหลักฐานการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิสามท่าน จากสามสถาบัน มีการเผยแพร่ในวารสารต่างประเทศแล้ว อยากให้คณาจารย์ นิสิตนักศึกษาหามาเรียนรู้ทำความเข้าใจ
รวมทั้งพลเมืองที่อยู่ในเมืองที่มีผังเมืองต้องหามาอ่าน จะได้เข้าใจว่าควรทำตัวอย่างไรกับผังเมืองที่ประกาศใช้ต่อเนื่องมาหลายสิบปี แต่ยังคงมีปัญหาเดิมๆ
