bg-single

กฎข้อที่หก | เรื่องสั้น : พัฒนา สุดยาใจ

27.02.2026

ทุกสิ้นเดือนเป็นต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ งานบัญชีก็มักเป็นแบบนี้ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือนุสมลภรรยาของผมลาออกจากบริษัทเพราะโต้เถียงกับผู้จัดการแผนกบัญชี ส่งผลให้งานของเธอต้องถูกแบ่งไปให้ทุกคนในแผนกทำจึงต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม

นั่งทอดสายตามองทิวทัศน์ยามค่ำคืนผ่านกระจกรถแท็กซี่พลางยกแขนมองนาฬิกาข้อมือซึ่งบอกว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้วหลังจากที่ออกจากบริษัทเมื่อเวลาเกือบสี่ทุ่ม

เวลาผ่านไปจนถึงห้าทุ่มผู้ขับขี่ก็นำรถแล่นเข้าซอยและเคลื่อนที่อีกไม่ไกลมากนักก็เทียบจอดที่หน้ารั้วประตูบ้านของหญิงวัยกลางคนซึ่งอยู่ในตระกูลผู้ดีมีสกุลมีพี่น้องรวมกันสามคน ด้วยต่างก็ได้รับมรดกตกทอดเป็นบ้านก่ออิฐถือปูนบนที่ดินผืนใหญ่แต่เฉพาะพี่แตนบุตรสาวคนโตได้บ้านสองหลังโดยที่อีกสองคนได้คนละหนึ่งหลัง จนต่อมาพี่แตนก็สร้างบ้านเพิ่มอีกหนึ่งหลังและกั้นเป็นห้องเช่าได้หลังละสี่ห้องนับรวมกันจึงมีแปดห้องจากบ้านสองหลัง น้องสาวของนางก็พักอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทว่า น้องชายซึ่งได้ยินมาว่ามีภริยานั้นไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน เคยได้ยินคนในซอยบอกว่าแต่เดิมอาศัยอยู่ในซอยนี้แต่ภายหลังก็ไม่มีใครพบเจออีกเลย ผมกับภรรยามาเช่าห้องกับพี่แตนหลังจากที่เขาไม่อยู่ในซอยนี้แล้ว สำหรับค่าเช่าก็เดือนละสามพันบาทโดยวางเงินประกันการเช่าไว้หนึ่งเดือนซึ่งถือว่าเป็นราคาย่อมเยาและเงื่อนไขที่ยอมรับได้แม้ว่าจะเป็นห้องเช่าที่มิได้หรูหรามากนักโดยที่ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ทางผู้เช่าต้องรับผิดชอบเอง

จ่ายค่าโดยสารแล้วก็เคลื่อนกายออกจากรถ เดินไปเปิดประตูรั้วที่แง้มไว้ หลังจากที่ผมเดินเข้าเขตบ้านแล้ว แม่บ้านวัยกลางคนก็ปิดประตูรั้วทันที ผมก้าวเท้าตามทางเดินที่ตัดกับสนามหญ้า หากแต่สายตามักไม่พลาดที่จะผินหน้ามองไปยังป้ายทำด้วยไม้เนื้อแข็งระบุกฎการเช่าห้องหกข้อซึ่งติดอยู่ที่เสาปูนด้านหน้าของบ้าน แสงไฟจากหลอดนีออนขาวโพลนส่องสกาวไปทั่วทางเดินจึงทำให้มองเห็นข้อความตัวอักษรสีเขียวชัดเจน

กฎการเช่าห้องที่ผู้เช่าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อส่วนรวม

ข้อหนึ่ง ห้ามเล่นการพนันทุกชนิดภายในบริเวณบ้าน

ข้อสอง ห้ามดื่มของมึนเมาหรือใช้สารเสพติดให้โทษภายในบริเวณบ้าน

ข้อสาม ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาภายในบริเวณบ้าน

ข้อสี่ เมื่อถึงกำหนดชำระค่าเช่า ต้องชำระเงินภายในเจ็ดวันนับจากวันครบกำหนด

ข้อห้า ห้ามก่อการทะเลาะวิวาทหรือส่งเสียงดังจนก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้เช่ารายอื่น

ข้อหก ห้ามเลี้ยงเด็กทุกเพศทุกวัยหรือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

กฎตั้งแต่ข้อหนึ่งถึงห้า ผมเห็นสมควรแต่สำหรับข้อหกนั้น ผมส่ายหน้าไม่เห็นด้วย อาจเป็นเพราะเจ้าของบ้านคงรำคาญเสียงเด็กหรือไม่ชอบเด็กเป็นอย่างมาก และที่สำคัญการชำระเงินค่าเช่าห้องต้องเป็นเงินสดสถานเดียวเพราะนางไม่ต้องการให้ผู้เช่าโอนผ่านบัญชีธนาคาร หลังจากที่มีการจ่ายเงินค่าเช่านางก็จะพิมพ์ใบเสร็จรับเงินให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

ห้องที่ผมเช่าอยู่ริมสุดของบ้านป่านนี้นุสมลคงจะหลับไปแล้วกระมัง น่าเห็นใจเธอเพราะปัจจุบันต้องขลุกอยู่ภายในห้องเพียงลำพัง

เสียบกุญแจพร้อมกับหมุนลูกบิดกุญแจและมือผลักเข้าไป เป็นจริงดังคาดที่เธออยู่ในนิทรารมณ์ ผมเองก็ควรจะรีบผลัดเสื้อผ้าอาบน้ำและรีบเข้านอนบ้าง ด้วยวันถัดไปต้องสะสางงานที่คั่งค้างอีกมากเพราะฉะนั้นจำเป็นต้องไปให้ถึงบริษัทอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

‘กริ๊ง กริ๊ง’ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตั้งแต่ยังไม่มีแสงตะวันทอดผ่านเข้ามาในห้อง ผมเลิกผ้าห่มและผุดกายลุกขึ้นจากเตียงนอน เหลียวไปมองภรรยาผม เธอยังไม่ตื่นนอน แต่สำหรับผมก็มิอาจพิรี้พิไรจึงกุลีกุจอผลัดเสื้อผ้าอาบน้ำและไปทำงาน

เดินพ้นปากซอยและมุ่งหน้าไปยังป้ายรอรถประจำทาง ผู้คนส่วนใหญ่ต่างยืนรอด้วยเป้าหมายเดียวกันคือทำงานเพื่อให้มีรายได้สำหรับยังชีพหากก็แตกต่างกันด้วยประเภทงานและสถานที่ปฏิบัติงาน

เวลาผ่านไปราวยี่สิบนาทีรถประจำทางสายที่วิ่งผ่านหน้าบริษัทก็เทียบจอด ผมกุลีกุจอก้าวขึ้นรถพลางเหลียวมองหาเก้าอี้ว่าง สุดท้ายก็ต้องทนยืนเบียดเสียดกับผู้คนจำนวนมากแต่นับว่ายังโชคดีที่ระยะทางไปบริษัทไม่ไกลมากนัก

รีบเร่งนำบัตรสัมผัสที่เครื่องบันทึกเวลาจากนั้นมุ่งไปยังโต๊ะทำงาน ยังพอมีเวลาเขียนใบเบิกค่าเดินทางจากคืนที่ผ่านมาและอ่านข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตพลางจิบกาแฟร้อนกรุ่น

จนเหลือเวลาประมาณสิบนาทีก็จะเป็นเวลาปฏิบัติงาน แต่ด้วยบางอารมณ์ก็มีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานบัญชีที่ต้องมีความละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะหากเดือนใดที่พบว่ายอดเงินเฉพาะบัญชีนั้นๆ ในบัญชีแยกประเภททั่วไปกับยอดเงินคงเหลือจากบัญชีคุมยอด เช่น คุมยอดลูกหนี้การค้าหรือเจ้าหนี้การค้า เป็นต้น ไม่ตรงกันก็ต้องค้นหาจุดแตกต่างที่ทำให้จำนวนเงินไม่เท่ากันโดยการตรวจทานตัวเลขในแต่ละบรรทัดจนกว่าจะหาพบ

เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้นขณะที่มืออยู่บนปุ่มสัมผัสของเครื่องบวกเลขไฟฟ้า เลื่อนสายตาไปมองที่หน้าจอโทรศัพท์ก็ปรากฏเป็นเลขหมายโทรศัพท์ประจำตัวของนุสมล ทำให้เกิดความฉงนฉงายและผมก็ต้องยกหูโทรศัพท์รับสาย

“ฮัลโหล นุสเหรอ มีอะไร”

เสียงเงียบไปพักใหญ่ “มีอะไรหรือเปล่า” ผมถามย้ำ

“เอ่อ…เราสองคนอาจต้องหาที่อยู่ใหม่แล้ว”

ผมขมวดคิ้ว “มีเรื่องอะไร”

“พี่เลิศจำกฎการเช่าห้องที่นี่ได้มั้ย”

“ได้ ได้ มีอะไรล่ะ”

“คือ เราอาจทำผิดกฎข้อที่หกซะแล้วล่ะ”

ผมเลิกคิ้ว “หมาย หมายความว่า…”

“เอ่อ นุสตั้งท้องได้สองเดือนแล้ว แต่ตอนแรกไม่กล้าบอกพี่เลิศ เห็นเครียดอยู่แต่คิดไปคิดมาก็เห็นว่าต้องรีบบอก”

“แล้ว แล้วทำไมไม่คุมไว้ ก็รู้อยู่ว่าเรายังไม่พร้อม”

จากนั้นไม่มีเสียงตอบกลับและสัญญาณโทรศัพท์ก็ขาดหายไป

หลังวางสายแล้วก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานอีกเลย เกิดพะวงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แม้อาหารของร้านนี้จะมีรสโอชาหากก็ไม่มีความรู้สึกอยากรับประทานเลย กลับกลายเป็นว่าต้องรับประทานความกลัดกลุ้มเป็นอาหารกลางวันเสียอย่างนั้น สมองทุกส่วนผุดคิดไปถึงการหาห้องเช่าใหม่ อันที่จริงผมควรจะดีใจที่จะได้สมาชิกตัวน้อย แต่ก็ตระหนักดีว่าเราสองคนยังไม่พร้อมที่จะมีบุตรด้วยกัน กอปรกับกฎการเช่าห้องที่ไม่อนุญาตให้มีบุตร โชคดีที่ยังเป็นท้องอ่อนหากนุสมลไม่แสดงอาการแพ้ท้อง พี่แตนคงดูไม่ออกซึ่งคงประวิงเวลาไปได้สักระยะหนึ่งจนกว่าจะหาห้องเช่าใหม่ได้ ผมรับประทานอาหารเท่าที่อยากจะรับประทานและรีบกลับเข้าบริษัท

ยังอยู่ในช่วงเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน สายตาเหม่อมองไปยังทิวทัศน์ผ่านกระจกหน้าต่างบานกระทุ้งของห้อง ใคร่ครวญดูแล้วผมควรจะส่งใบลากิจในช่วงบ่ายเพื่อใช้เวลาหาห้องเช่าใหม่และเรื่องต่อมาคือต้องทำการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลใกล้สถานพักพิง

เสร็จจากส่งใบลากิจทางระบบบันทึกใบลา สองมือรีบเก็บอุปกรณ์ทุกชิ้น ปิดหน้าจอพร้อมกับคอมพิวเตอร์และสุดท้ายต่อสายไปยืนยันกับผู้จัดการแผนกบัญชีหากก็รู้สึกประหม่ามิใช่น้อย ด้วยเหตุที่ขอลากิจอย่างกะทันหัน

“ฮัลโหล พี่ขนุนเหรอครับ ช่วงบ่ายผมขอลากิจนะครับ เขียนใบลาแล้วครับ”

“อะไรกันเลิศ! แล้วใครจะทำงานแทนเธอ ลากะทันหันแบบนี้พี่ไม่อนุมัตินะ” อีกฝ่ายแผดเสียงดังก้องจากหูโทรศัพท์ ผมแทบอยากจะวางสายเสียขณะนั้น

“เอ่อ…แต่ผมจำเป็นจริงๆ นะครับ”

“จำเป็นแค่ไหน เป็นเรื่องคอขาดบาดตายมากเลยเหรอ”

“คือ…ผมต้องหาห้องเช่าใหม่แล้วครับ”

“ไม่ได้! ยังไงก็ไม่ได้ ช่วงนี้เธอจะลาหยุดไม่ได้จนกว่างานจะเข้าที่เข้าทาง เธอจำไม่ได้เหรอ ยายอ้อยก็ลาคลอดไปคนหนึ่งแล้ว ภรรยาเธอก็ทำเสียเรื่องไปทีนึงแล้ว ถ้าเธอไม่อยู่อีกคนใครจะทำแทน” ผมรู้สึกอัดอั้นตันใจมากทีเดียวแต่ก็ไม่อาจพูดตอบโต้กลับไปได้

ผมตัดสินใจวางหูโทรศัพท์ทันที ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งนี้ผมคงไม่เข้าบริษัทโดยไม่ขออนุมัติลาพักร้อนหรือลากิจในระบบคอมพิวเตอร์หากพี่ขนุนจะลงโทษเห็นทีก็ต้องยอมรับชะตากรรม

จำเป็นต้องทำงานจนหมดเวลาทำการ ผมรีบเร่งเก็บอุปกรณ์สำนักงาน หยิบเครื่องเขียนใส่ลงในลิ้นชัก แฟ้มเอกสารก็นำเข้าตู้เก็บเอกสาร สุดท้ายปิดจอกับคอมพิวเตอร์ต่อจากนั้นเดินออกจากอาคารสำนักงานทันที เท่าที่ทำได้ตอนนี้ก็คือใช้เวลาช่วงเย็นตระเวนหาบ้านเช่าในย่านนี้หากหาได้ทันกาลก็ไม่ต้องลางาน

ภายในซอยที่อยู่ด้านข้างบริษัทนี้ก็มีบ้านสำหรับให้เช่าห้องแต่เป็นซอยที่ค่อนข้างเปลี่ยวไม่ใคร่มีผู้คนสัญจรแม้แต่ช่วงเวลากลางวัน เจ้าของบ้านเช่าก็ขายอาหารตามสั่งด้วย

สายลมหวีดหวิวทำให้กิ่งก้านจากต้นก้ามปูตามริมทางเอนไหวพร้อมกับเสียงใบไม้สั่นไหวในยามตะวันรอน ความวิเวกวังเวงก็คืบคลานเข้ามาทีละน้อยหากผมก็ฝืนใจเดินไปบนทางเดินที่คับแคบอย่างต่อเนื่องจนแลเห็นฝั่งซ้ายเป็นลานทุ่งหญ้ากว้างขณะที่ฝั่งตรงข้ามเป็นผนังก่ออิฐถือปูนทอดยาวไปตลอดแนว

ในที่สุดก็แลเห็นหญิงร่างเล็กสวมเสื้อคอกระเช้า นุ่งผ้าถุง เรือนผมหยักศกวางสีหน้าไม่ยินดียินร้ายนั่งทอดอารมณ์อยู่ที่เก้าอี้หินอ่อนพร้อมวางแขนบนโต๊ะ ผมจึงเดินเร็วไปหาโดยพลัน

ผมกระพุ่มมือไหว้ นางก็ยกมือรับไหว้ “สวัสดีครับ”

“คะ…มีอะไรคะ”

“คือ…จะมาขอเช่าห้องน่ะครับ”

“อ๋อ…เต็มแล้วน่ะค่ะ”

สีหน้าผมเจื่อนลงทันที “เอ่อ ไม่มีเลยเหรอครับ”

“ค่ะ ไม่มีค่ะ และไม่ทราบด้วยว่าจะว่างอีกเมื่อไหร่” นางให้คำตอบอย่างรวบรัดและชัดเจนจนไม่ต้องถามต่อผมจึงเดินออกจากบริเวณนั้นทันที

เดินออกพ้นซอยด้วยความผิดหวังแต่ก็พยายามปลอบใจตัวเอง เอาน่ะ ถึงอย่างไรมันก็ไม่น่าเช่าหรอก ด้วยสถานที่เปล่าเปลี่ยววังเวงเช่นนี้ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อนุสมลด้วยหากต้องเดินออกนอกบริเวณบ้านเพียงลำพัง

แสงตะวันเริ่มอ่อนลงทีละน้อยเมื่อมองที่นาฬิกาข้อมือก็บอกเวลาหกโมงกับอีกสามสิบนาที เริ่มจำได้ว่าที่หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามก็มีห้องเช่าเช่นกัน ถ้าเช่นนั้นควรลองเดินไปสอบถาม

ราวกับมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อมีป้ายแจ้งว่ามีห้องว่างให้เช่า แลเห็นหญิงวัยกลางคนดูน่าจะเป็นเจ้าของบ้านยืนอยู่หน้าบ้าน ผมจึงเดินเข้าไปถาม

“เอ่อ จะมาเช่าห้องอยู่น่ะครับ”

“ค่ะ มีห้องว่างอยู่สองห้อง จะเข้าไปดูก่อนมั้ย” หญิงกลางคนยิ้มแย้มอย่างโอภาปราศรัย ผมจึงถือวิสาสะเดินผ่านเข้าไปในบริเวณบ้าน

นางเดินนำทางไปยังห้องริมขวามือจนถึงหน้าห้องก็เปิดประตู ผมจึงย่างกรายเข้าไปยลโฉม พบว่าภายในห้องโอ่โถง กำแพงเป็นสีครีมอ่อน โทรทัศน์ตั้งชิดกำแพงอยู่ด้านตรงข้ามกับเตียงนอนคู่ ถัดจากโทรทัศน์ก็เป็นตู้เย็นขนาดเล็กและตู้เก็บเครื่องแต่งกาย ด้านขวาของเตียงนอนมีเก้าอี้นวมยาววางชิดกำแพง สำหรับห้องน้ำอยู่มุมสุดของห้อง ยามอาบน้ำก็ใช้ฝักบัวหรือแช่น้ำในอ่างอาบน้ำ ด้านหลังห้องบางส่วนเป็นกำแพงทึบและอีกส่วนหนึ่งเป็นประตูกระจกบานเลื่อน ภายนอกห้องมีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมได้บ้าง มีเครื่องปรับอากาศติดคานเพดานจึงนับได้ว่าเป็นห้องเช่าที่สะอาดและน่าอยู่ทีเดียว ผมชักชอบห้องเช่าที่นี่เสียแล้วสิ

“เดือนละเท่าไหร่ครับ” ผมรีบถามด้วยความตื่นเต้น

“แปดพันบาทค่ะ ต้องวางเงินประกันล่วงหน้าสามเดือน ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า คนเช่าต้องจ่ายเองนะคะ และของเรายังมีห้องอาหารสำหรับให้ผู้เช่านำอาหารเข้ามารับประทานได้”

ผมตกใจกับราคาค่าเช่าและเงินประกันล่วงหน้าที่ค่อนข้างสูงเพราะผมยังมีค่าครองชีพอื่นๆ ที่ต้องจ่ายทุกเดือนเมื่อเปรียบเทียบกับเงินเดือนที่ได้รับจะมีผลกระทบให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ที่สำคัญนุสมลก็ไม่มีรายได้แล้วและยังไม่รู้เลยว่าเธอจะว่างงานไปอีกนานแค่ไหน

เจ้าของบ้านทำทียักไหล่และถาม “ทำไมหรือคะ แพงไปเหรอ”

ผมวางสีหน้าอย่างละล้าละลัง “เอ่อ เอ่อ”

“ราคานี้มาตั้งนานแล้วค่ะ ที่อื่นน่ะกำลังจะขึ้นราคาด้วยนะคะ”

“เอ่อ งั้นผมขอคิดดูก่อนนะครับ”

“อ๋อ ได้ค่ะ แต่ควรรีบตัดสินใจนะคะเพราะเหลือแค่สองห้องเท่านั้น”

ผมเดินออกจากห้องพลางระบายลมหายใจจนเดินผ่านประตูรั้วบ้านด้วยความผิดหวัง

ยืนรอรถประจำทางด้วยความรู้สึกท้อแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะไปหาบ้านสำหรับให้เช่าห้องที่ไกลห่างออกไปและการจราจรคับคั่งก็สุ่มเสี่ยงต่อการเข้าบริษัทเกินเวลาเปิดทำการ

ระหว่างที่รถประจำทางเคลื่อนที่ไปอย่างต่อเนื่องก็พลางคิดไปเรื่อยเปื่อย อันที่จริงพี่แตนก็จัดว่าเป็นสตรีที่มีจิตใจดีหากก็เป็นผู้ที่ยึดถือกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด นับตั้งแต่ที่ผมกับภรรยาเช่าห้องเป็นเวลาสามปีก็เห็นผู้เช่าหลายคนโดนไล่ออก ส่วนใหญ่ก็ด้วยข้อหาไม่จ่ายค่าเช่าตามที่กำหนดไว้หรือดื่มสุราพร้อมกับส่งเสียงดังอื้ออึง ล่าสุด มีผู้เช่าเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ในระหว่างตั้งครรภ์เมื่อพี่แตนรู้เรื่องก็ขับไล่ออกไปพร้อมกับคืนเงินประกันและค่าเช่าส่วนที่เหลืออย่างไม่ไยดี

และเป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่นางส่งเสียงดังขับไล่ผู้เช่า “ออกไปได้แล้ว ไม่จ่ายค่าเช่าก็อยู่ไม่ได้” เสียงตะโกนโหวกเหวกดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณจนผมสะดุ้งเฮือกเมื่อกำลังจะเดินผ่านรั้วประตูบ้าน สักพักหนึ่งก็แลเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวเดินถือกระเป๋าสะพายออกจากรั้วประตูบ้านด้วยแววตาโศกเศร้า พี่แตนวางสีหน้าเอาเรื่องยืนกอดอกปะทะแสงไฟจากหลอดนีออน

ผมเดินผ่านนางไปตามทางเดินที่ตัดผ่านสนามหญ้าโดยมุ่งหน้าไปยังห้องเช่า

“กลับมาแล้วจ้ะ”

นุสมลอยู่ในห้องน้ำกำลังอาเจียนอย่างไม่เว้นระยะทำให้ผมสะดุ้งโหยงจึงปิดประตูห้องโดยพลันด้วยเกรงว่าเจ้าของบ้านเช่าจะได้ยิน

“เป็นไงบ้าง นี่อ้วกทั้งวันเลยหรือเปล่า” ผมถาม

หล่อนพยักพเยิดเป็นคำตอบ

“แล้วพี่แตนเห็นมั้ย”

ภรรยาผมพยักหน้า “เห็น วันนี้พี่แตนมาเก็บค่าเช่าห้องก็เลยเห็นนุสเข้าไปอ้วกในห้องน้ำ”

“แล้วพี่แตนถามมั้ย”

นุสมลพยักหน้า ผมจึงถามต่อด้วยความตื่นเต้น “แล้วนุสตอบไปว่ายังไง”

“นุสไม่ตอบ ทำเงียบๆ พี่เขาก็ไม่พูดอะไร พอได้เงินแล้วก็เดินออกจากห้องไป”

ผมนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะได้สติ “พรุ่งนี้พี่ไม่ไปทำงานนะ จะไปหาห้องเช่า”

“อ้าว! แล้วขออนุมัติลาผ่านระบบใบลาหรือยัง”

“เปล่า กะว่าจะหยุดดื้อๆ เลย หมั่นไส้ไอ้ผู้จัดการ รู้มั้ยวันนี้พี่ขอลากิจมันก็ไม่ให้มันอ้างว่าไม่มีคนทำงาน”

“พี่อย่าไปทำอย่างนั้นนะ ก็รู้อยู่ไม่ใช่เหรอว่าพี่ขนุนน่ะ ทั้งเฮี้ยบทั้งลำเอียงเป็นคนไม่ฟังเหตุผล จำไม่ได้เหรอ นุสโดนมาแล้ว”

ผมถอนหายใจ “เอาเถอะ พรุ่งนี้พี่โทร.ไปบอกลาป่วยละกัน”

สายแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างและผ้าม่านกระทบที่เปลือกตาจึงผินหน้ามองนาฬิกาปลุกซึ่งบอกเวลาแปดโมงเช้าด้วยความตั้งใจที่จะตื่นเกินเวลาปกติ นุสมลมิได้อยู่ที่เตียงนอนแล้วแต่ก็มีเสียงน้ำตกกระทบพื้นห้องอันหมายถึงเธอคงชำระร่างกายอยู่ ผมจึงเดินไปที่จุดติดตั้งโทรศัพท์ส่วนกลางเพื่อต่อสายหาผู้จัดการทันทีแม้จะมีความรู้สึกประหม่าอยู่บ้างก็ตาม เหตุที่ใช้โทรศัพท์ส่วนกลางก็เพื่อมิให้เกิดการติดต่อกลับเข้าโทรศัพท์ติดตามตัว

มีเสียงยกหูโทรศัพท์ “ฮัลโหล” ปรากฏเป็นเสียงนุ่มนวลจึงน่าจะไม่ใช่เสียงพี่ขนุน

“ฮัลโหล…นั่นใครเหรอครับ” ผมตอบกลับไป

“พี่เล็กเอง นั่นใครน่ะ”

“เอ่อ ผมเลิศครับ คือ จะขอลาป่วย เผอิญท้องเสีย”

“เหรอ เออ เออ เดี๋ยวจะบอกพี่ขนุนให้ มีอะไรอีกมั้ย”

“อ๋อ ไม่มีแล้วครับ”

“งั้นแค่นี้นะ”

กลับกลายเป็นรู้สึกโล่งใจที่เป็นรองผู้จัดการแผนกบัญชีรับโทรศัพท์แทน ด้วยเธอเป็นผู้ที่มีเหตุผลและเข้าอกเข้าใจพนักงานมากกว่าผู้จัดการแผนกบัญชี หลังวางหูโทรศัพท์ผมกลับไปที่ห้องเช่าพร้อมผลัดเสื้อผ้าอาบน้ำโดยมีเป้าหมายว่าต้องหาห้องเช่าใหม่ให้ได้ภายในวันนี้

ผมอยู่ในชุดลำลองด้วยการสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์พร้อมกับเตรียมตัวออกจากบ้าน แลเห็นรั้วประตูบ้านเปิดแง้มไว้ ผมจึงสาวเท้าไป

แต่ดูเหมือนมีแสงวิบวาบสะท้อนเข้านัยน์ตา จึงเป็นสิ่งสะกิดใจให้หันไปมองที่ซอกในบริเวณเก้าอี้หินที่สนามหญ้า โดยไม่รอช้าจึงก้าวเดินไปยังจุดนั้น

ก้มมองลงไปที่พื้นหญ้าก็เจอสร้อยข้อมือทองคำ สัมผัสด้วยมือและพิจารณาจากน้ำหนักและขนาดก็น่าจะประมาณสามบาท ดูเหมือนจะเป็นสร้อยข้อมือที่สั่งทำเป็นพิเศษเสียด้วย แม้ว่ายามนี้ทองคำมีมูลค่าสูงมากตามสภาวะเศรษฐกิจแต่เมื่อมิใช่ของผมก็ควรจะส่งให้เจ้าของบ้านเพื่อประกาศหาเจ้าของต่อไป ผมกำมือไว้อย่างหลวมๆ พลางนึกในใจว่าเจ้าของสร้อยข้อมือทองคำนี้น่าจะเป็นของบุคคลที่อยู่ในเขตบ้านเช่านี้

เดินแกมวิ่งไปยังบ้านของพี่แตนโดยไม่แน่ใจว่านางหลุดพ้นจากนิทรารมณ์แล้วหรือไม่ ทว่าเมื่อมองไปเบื้องหน้ากลับกลายเป็นน้องสาวของพี่แตนซึ่งง่วนอยู่กับการรดน้ำต้นไม้

“อ้าว! เลิศมีอะไรแต่เช้า”

ผมยื่นสร้อยข้อมือให้ “เอ่อ พี่ตุ๊ก ผมเห็นสร้อยข้อมือตกอยู่ที่พื้นหญ้าน่ะครับ”

น้องสาวพี่แตนยื่นมือมารับ “อุ้ยตายจริง! ขอบใจนะที่เก็บให้”

“เอ่อ…ครับ”

“แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานหรือ” อีกฝ่ายถามต่อ

ผมส่ายศีรษะโดยไม่บอกคำตอบเพราะดูจะไม่เหมาะสมในการตอบ ต่อจากนั้นก็เดินเร็วออกไปจนพ้นบริเวณบ้านเช่า

เป็นความรู้สึกอัดอั้นในแบบที่ไม่อาจจะสรรหาคำพูดใดๆ มาบรรยายได้ ด้วยตลอดทั้งวันเดินตระเวนหาห้องเช่าหลายแห่ง หากแต่ไม่เหลือห้องเช่าราคาย่อมเยาในละแวกใกล้บริษัทอีกแล้ว หากต้องการราคาที่ยอมรับได้ก็น่าจะอยู่ถึงชานเมืองที่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร

โชคร้ายเพิ่มเติมที่สายฝนตกกระหน่ำหนักอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเสียงน้ำฝนตกกระทบที่หลังคารถประจำทางดังตลอดเวลา ผู้คนบนบาทวิถียืนหลบฝนในที่กำบังเท่าที่จะหาได้ วันนี้คงสุ่มเสี่ยงต่อการเปียกปอนจากเม็ดฝนด้วยไม่ได้พกร่มติดตัวมาเลย

และแล้วรถประจำทางเทียบจอดที่ป้ายซึ่งผมลงจากรถเป็นประจำ ถึงอย่างไรก็ต้องวิ่งข้ามถนนฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำโดยไม่ปรานีอยู่ดี

เสียงฟ้าร้องและเกิดฟ้าแลบแปลบปลาบแทรกขึ้นระหว่างเม็ดฝนตกอย่างหนักหน่วง ผมวิ่งอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้จนมาถึงปากซอย เรือนผมเปียกจนปรกหน้า จึงใช้สองมือเสยเส้นผมขึ้นไปพลันวิ่งจ้ำไปยังเบื้องหน้าเห็นทีคงต้องหาที่หลบฝนเสียแล้ว

ในที่สุดก็แลเห็นบ้านก่ออิฐถือปูนสองชั้นห้อมล้อมด้วยกำแพงสีขาวภายนอกมีรั้วประตูขึ้นสนิมแลดูเสื่อมสภาพอยู่ระหว่างกลาง มองที่ป้ายก็เป็นเลขที่ห้า

เมื่อแหงนมองขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้านก็พบว่าเป็นหลังคามุงกระเบื้องสีแดงอมน้ำตาล ตัวเรือนเป็นสีขาว สังเกตเห็นกระจกหน้าต่างบางบานมีรอยร้าว เริ่มจำได้ว่าเวลาเดินออกจากซอยก็ต้องเดินผ่านบ้านหลังนี้แต่ดูเหมือนไม่เคยเห็นผู้คนในบ้านหลังนี้เลยจนนึกไปว่าอาจเป็นบ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย นึกๆ ไปก็เสียดายว่าเพราะเหตุใดเจ้าของบ้านจึงปล่อยให้ร้างเสียอย่างนั้น

ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งด้วยเกรงจะถูกมองว่าบุกรุกบ้านคนอื่น แต่ในท้ายสุดก็ทนกับหยาดน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายไม่ไหว กอปรกับในซอยนี้ไม่มีบ้านหลังใดเลยที่มีผ้าใบกางขึงไว้หรือกันสาดช่วยกันฝนได้เลย ถ้าจะฝืนเดินเร็วต่อไปก็เห็นจะไม่ไหวจึงผลักรั้วประตูเหล็กที่ผุกร่อนและไม่มีแม่กุญแจคล้องจากนั้นก็วิ่งจ้ำเข้าไปข้างใน เมื่อเดินไปถึงประตูบ้านก็พบว่าใช้กุญแจลูกบิดแต่มีแม่กุญแจลูกปืนคล้องที่สายยูโดยลงกลอนอย่างดีอีกต่อหนึ่ง โชคดีที่มีกันสาดยื่นออกมาพอใช้กันฝนได้ ผมจึงเดินเข้าไปหลบฝน

ขณะเดียวกันสายตามองผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปภายในบ้านโดยไม่ตั้งใจก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ภายในบ้านดังที่คาดไว้

นั่งหลบอยู่ใต้กันสาดจนสายฝนซาลงก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้วควรจะเดินออกจากชายคาบ้านหลังนี้เสียที ที่สำคัญเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ขายาวยังคงเปียกชื้นจากน้ำฝน

เดินไปอีกไม่ไกลนักก็ถึงบ้านเช่าเจ้าปัญหาจึงก้าวผ่านรั้วประตูบ้านก็แลเห็นพี่แตนนั่งอยู่ที่ศาลาเปิดโล่งในสนามหญ้าโดยที่สายตาของนางจ้องมองมาทางผม “เลิศ มาหาพี่หน่อยซิ”

จากการเรียกของนางทำให้นึกหวั่นใจขึ้นโดยพลันหากก็พยายามจะไม่คิดว่าเป็นเรื่องการตั้งครรภ์ของนุสมล

“มีอะไรหรือครับ พี่แตน” ผมทำใจดีสู้เสือพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ มันอาจไม่มีเหตุร้ายแรงก็เป็นได้ ผมพยายามคิดในแง่ดี

“ไปทำอะไรมา ทำไมเนื้อตัวเปียกมะล่อกมะแล่กแบบนี้ เอ้า…นั่งแล้วดื่มน้ำเย็นก่อน”

พี่แตนหันหน้าไปมองแม่บ้าน “สา ไปเอาผ้าขนหนูมาผืนหนึ่งซิ”

ริมฝีปากสัมผัสกับขอบแก้วน้ำและน้ำดื่มก็ไหลลงสู่ลำคออย่างรวดเร็วด้วยความกระหายน้ำหากแต่ในใจยังนึกหวั่นกับคำพูดที่กำลังจะตามมา

“เห็นเจ้าตุ๊กบอกว่าเธอคงไม่ไปทำงานเพราะเห็นแต่งชุดอยู่บ้าน แล้วไปไหนมาถึงเพิ่งกลับ”

ผมนึกหาคำตอบไม่ได้ “เอ่อ”

“เอาล่ะ ไม่ตอบก็ไม่ต้องตอบ เอ้อ จริงสิ…เดือนนี้พี่ไล่คนเช่าบ้านไปสองรายแล้วล่ะนะ รายหนึ่งเธอคงทราบดีว่า ผิดนัดการจ่ายค่าเช่าห้อง ส่วนอีกราย…” พี่แตนยิ้มขณะที่ผมนำผ้าขนหนูเช็ดเรือนผมและใบหน้า

“ครับ เรื่องนั้นผมทราบ”

พี่แตนส่งแววตาราวกับอยากรู้คำตอบ “ทราบว่าอะไร”

“คือ ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะมีเด็กก็เลยต้องหาที่อยู่ใหม่”

“ใช่ แต่พี่ต้องทำตามกฎ อยากรู้มั้ยว่า ทำไมพี่จึงห้ามผู้เช่าห้องเลี้ยงเด็ก”

“ครับ ผมอยากทราบ”

“เพราะว่าเด็กเล็กอาจทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เด็กบางคนชอบเขียนกำแพงเล่นอาจทำให้เสียค่าซ่อมแซมมากขึ้น เด็กอาจส่งเสียงดังจนรบกวนผู้เช่ารายอื่น และที่สำคัญนะ ครอบครัวที่มีเด็กจะมีแนวโน้มที่จะย้ายออกเร็วกว่า หวังว่าคงเข้าใจนะ”

“ครับ แล้ว…” ผมไม่พูดต่อเพราะอยากให้พี่แตนพูดเอง

“เอ้อ หมู่นี้น้องนุสเป็นอะไร เป็นโรคกระเพาะเหรอ เห็นคลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ”

ผมสะดุ้งเฮือกเพราะหมายถึงอาจเป็นการตั้งคำถามแบบมีนัยสำคัญ “เอ่อ เอ่อ ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ นุสอาจจะอดข้าวบ่อยๆ ก็เป็นได้”

“เหรอ อย่าอดข้าวบ่อยๆ นะ แต่เอ…พี่ก็เอากับข้าวไปให้บ่อยครั้ง ก็เห็นกินข้าวที่พี่ให้อยู่นะ”

ผมเริ่มรู้สึกอึดอัดใจ ผู้พูดคงอยากให้ผมสารภาพอย่างตรงไปตรงมาเลยกระมังว่า ภรรยาผมกำลังจะมีเด็กในท้อง ผมเชื่อเสมอว่าหากเป็นเรื่องกฎของการเช่าห้อง พี่แตนจะเคร่งครัดและเอาจริงเอาจัง

“ไปให้หมอตรวจเลยดีมั้ย” นางพูดออกมาทันที

จากคำพูดนี้ทำให้ผมยอมเสียมารยาทผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ โดยแน่ใจทีเดียวว่าพี่แตนคงรู้เรื่องที่นุสมลตั้งครรภ์แล้วแต่คงอยากได้ยินจากปากผมเอง

“เดี๋ยวสิ ยังไม่ตอบคำถามพี่เลย กลับมาก่อน” เสียงตะโกนโหวกเหวกหากผมก็ไม่สนใจอีกแล้วจึงเดินเร็วไปที่ห้องเช่าพลางคิดในใจว่าถึงแม้จะหาห้องเช่าใหม่ไม่ได้ในยามนี้หากก็ดีกว่าให้เจ้าของบ้านตะโกนไล่แบบสาดเสียเทเสียซึ่งจะส่งผลให้ผู้คนในละแวกนี้มองมาที่ผมกับภรรยา ผมเคาะประตูให้คนในห้องเปิดประตู “นุส นุส รีบเปิดประตูที เราอยู่ไม่ได้แล้ว”

ไม่กี่อึดใจประตูก็เปิดออก “มี มีอะไรเหรอพี่เลิศ หน้าตาตื่นมาเชียว”

ผมเดินเร็วเข้าไปในห้อง “เราเห็นทีจะอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วนะ พี่แตนคงรู้เรื่องหมดแล้ว”

“แต่เอ…วันนี้พี่แตนก็ไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”

ผมแสดงสีหน้าเลิ่กลั่ก “ก็แสดงว่าพี่แตนอยากให้พี่สารภาพเองเลยไง คืนนี้เรารีบเก็บเสื้อผ้าและอุปกรณ์เท่าที่จำเป็นนะ ยังไงก็อยู่ไม่ได้แล้ว”

เสียงสืบเท้าดังกระชั้นจนรู้สึกได้ว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้

จริงดังคาดว่าเป็นพี่แตนและนางยิ้มกริ่ม “ตกลงว่านุสกำลังจะมีเด็กใช่มั้ย”

ภรรยาผมพยักหน้ายอมรับ ก็เป็นอันแน่นอนว่าผมต้องเผื่อใจกับสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น

พี่แตนเม้มปาก “เอาล่ะ… พี่กำลังจะบอกว่าให้พวกเธอย้ายไปอยู่บ้านที่อยู่ต้นซอยนี้ที่มีกำแพงสีขาว หลังคาสีน้ำตาลแดงเลขที่ห้าหากพวกเธอสนใจ”

คำพูดของพี่แตนทำให้ผมนึกออกว่าเป็นบ้านที่ผมใช้เป็นที่กำบังสายฝน

“ทำไมครับ” ผมถามด้วยความสงสัย

“บ้านหลังนั้นเคยเป็นของน้องชายพี่เองแต่ต่อมาก็พาเมียกับลูกไปอยู่เมืองนอกเพราะต้องการให้ลูกเรียนหนังสือที่นั่นเลยขายต่อให้พี่และก็คงไม่กลับมาเมืองไทยอีกหลายปีเท่ากับเป็นบ้านร้างมาหลายปีแล้ว พี่กับเจ้าตุ๊กก็ไม่เคยเข้าไปอยู่ เอาเป็นว่าเธอสองคนจะผ่อนบ้านกับพี่มั้ย พี่ตั้งราคาไว้ล้านสองแสนบาทเท่ากับเก็บเดือนละห้าพันตลอดยี่สิบปีโดยไม่คิดดอกเบี้ยหลังจากนั้นบ้านก็เป็นของเธอ แต่ถ้าบางเดือนเธอจะจ่ายมากกว่านั้นก็ได้ก็จะทำให้หนี้บ้านหมดเร็วขึ้น ลองคิดดูนะใครๆ ก็อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง”

เราสองคนก็เกิดความสนใจ

“ส่วนนุส” พี่แตนยิ้มด้วยความเมตตา

“พอดีเพื่อนที่เป็นเจ้าของบริษัทขายอุปกรณ์ก่อสร้างซึ่งตอนนี้ขาดพนักงานบัญชี เดี๋ยวพี่จะฝากงานให้ เธอจะได้มีรายได้จะได้แบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน ดีมั้ย”

สีหน้าของเราทั้งสองเต็มไปด้วยความปรีดา

“ขอบใจนะกับการเก็บสร้อยข้อมือให้พี่” พี่แตนพูดทิ้งท้าย

ผมเข้าใจแล้วว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดกับทุกฝ่ายซึ่งพี่แตนเองก็ไม่อาจละเมิดกฎให้ผู้ใดผู้หนึ่งขณะเดียวกันนางก็คงอยากจะตอบแทนความดีที่ผมแสดงความซื่อสัตย์โดยไม่ละโมบนำของที่ไม่ใช่ของตนเองมาเป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งก็ถือเป็นทางออกที่ดี เราสองคนกระพุ่มมือไหว้เป็นการขอบคุณ นางจึงยกมือรับไหว้

“พวกเธอก็อยู่ที่นี่ไปก่อน รอจนกว่าแม่บ้านจะทำความสะอาดเสร็จ ส่วนช่างซ่อมอุปกรณ์ต้องเปลี่ยนกระจกหน้าต่างและหลอดไฟเสียก่อนค่อยย้ายไป” พี่แตนยังพูดต่อพร้อมยื่นชุดกุญแจสำหรับเปิดบ้านที่ผมแอบเข้าไปหลบฝนเมื่อช่วงเย็นนั่นเอง

รุ่งอรุณของอีกวันมาถึง แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ทอดทอผ่านหน้าต่าง หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว พี่แตนก็นำเงินค่าเช่าที่ผมเพิ่งจ่ายรวมกับเงินประกันล่วงหน้าหนึ่งเดือนปรับเปลี่ยนเป็นเงินผ่อนชำระงวดแรก เราทั้งสองต้องการไปดูสถานที่จริงก่อนเข้าอยู่จึงก้าวเดินออกจากชายคาบ้านเช่าท่ามกลางสายตาบางคู่จากผู้คนที่คงมองว่าเป็นอีกรายหนึ่งที่ถูกอัปเปหิออกไปเพราะทำผิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง

ก่อนจะเดินพ้นเขตบ้านเช่าผมหันศีรษะมองไปยังป้ายกฎข้อบังคับทั้งหกด้วยรอยยิ้มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย