bg-single

มนุษย์ทำอาหารเป็น

02.03.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นคือ เราทำอาหารเป็น

เรื่องนี้ต้องย้อนไปประมาณ 1.9-1.8 ล้านปีที่แล้ว ขณะนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเชิงสรีระที่สำคัญเกิดขึ้นตอนพวกฮาบิลีนซึ่งเดินตัวตั้งตรง แขนแข็งแรง ปีนป่ายคล่องแคล่วเหมือนลิง ตัวเล็กเหมือนชิมแปนซี ค่อยๆ วิวัฒนาการกลายร่างมาเป็นสายพันธุ์ตระกูลโฮโมอย่างโฮโมอิเรคตัส ซึ่งมีฟันขนาดเล็กลงถึง 21 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าพวกโฮโมอิเรคตัสใช้ฟันบดอาหารน้อยลง

ในขณะที่ฟันเล็กลง บรรพบุรุษของพวกเรากลับมีร่างกายใหญ่โตขึ้นมาก ลำไส้เล็กลง แต่กะโหลกใหญ่ขึ้น 42 เปอร์เซ็นต์ แถมยังเป็นสายพันธุ์แรกที่ขยายถิ่นออกนอกแอฟริกา นี่คือความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ของการที่พวกเขาเริ่มใช้ไฟทำอาหารให้สุก

และเมื่อพวกเขาเริ่มคิดค้นวิธีการทำอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ก็มีผลทำให้สมองเพิ่มขนาดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเกือบสองล้านปีที่ผ่านมา

กระทั่งเราอาจพูดได้ว่า การใช้ไฟทำอาหารให้สุกนั้นทำให้เรากลายมาเป็นโฮโมเซเปียนส์อย่างในทุกวันนี้

แต่เรื่องไม่จบลงแค่ตรงนั้น

2

การทำอาหารเปลี่ยนแปลงวิถีการกินอยู่ของบรรพบุรุษของเราไปสิ้นเชิง แถมยังก่อร่างพฤติกรรมทางสังคมที่สืบต่อมาถึงปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

ประการแรก อาหารสุกทำให้มนุษย์ใช้เวลากับการเคี้ยวลดลงมหาศาล จากที่เคยใช้เวลาเคี้ยวอาหารห้าชั่วโมงต่อวัน หรือประมาณ 42 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมดที่ตื่นลืมตา กลายมาเป็นใช้เวลากินอาหารแต่ละมื้อแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แถมยังได้พลังงานมากกว่าเดิมด้วย

หากเทียบกับลิงเอพอื่นๆ มนุษย์ผู้รู้จักใช้ไฟทำอาหารให้สุกใช้เวลาในการเคี้ยวน้อยกว่าห้า-หกเท่า อันที่จริง เราสามารถเอาเวลาเหล่านี้ไปใช้กับการนอนเล่นก็ได้ แต่เมื่อสมองใหญ่ขึ้นแล้ว เรากลับใช้เวลาที่ได้มาไปกับการวางแผนและบริหารจัดการชีวิตเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เวลาที่เคยใช้ไปกับการนั่งเคี้ยวอาหาร ถูกจัดสรรเป็นการแบ่งงานกันทำระหว่างชาย-หญิง โดยคาดกันว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นหลักการสากลเมื่อประมาณ 60,000-70,000 ปีมาแล้ว โดยกลุ่มผู้หญิงเป็นฝ่ายออกไปขุดหาพืชจำพวกหัวหรือเก็บพืชผักผลไม้ ส่วนพวกผู้ชายจะออกไปล่าสัตว์

การแบ่งงานกันทำเช่นนี้ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างจากไพรเมตอื่นๆ เพราะสองเพศออกหาอาหารคนละประเภทกัน แล้วนำอาหารมาแบ่งปันกัน ซึ่งไม่พบในไพรเมตชนิดอื่นที่ตัวแก่กว่าจะแบ่งอาหารให้ตัวอ่อนกว่ากิน แถมตัวผู้และตัวเมียยังไม่แบ่งอาหารกันกินอีกด้วย พฤติกรรมทางสังคมเช่นนี้ก่อให้เกิดครอบครัวและชุมชนขึ้น

โดยผู้หญิงจะรับหน้าที่ในการทำอาหาร และคาดหวังว่าผู้ชายทั้งหลายจะประสบความสำเร็จในการล่าสัตว์หรือหาน้ำผึ้งหวานๆ กลับบ้านมา จะได้กินของอร่อยเป็นพิเศษในวันนั้น

ภาพครอบครัวแบ่งปันอาหารที่แต่ละคนหามา ล่ามา ปรุงขึ้น ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมาจนถึงปัจจุบันที่ภรรยาอาจอุ่นอาหารจากไมโครเวฟ และสามีก็หอบหิ้วเนื้อหมูมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต

3

เอมิล เดิร์กไฮม์ นักสังคมวิทยา คิดว่าผลสำคัญที่สุดที่ได้จากการที่หญิง-ชายแบ่งงานกันทำคือ ทำให้เกิดมาตรฐานทางศีลธรรมจากการที่คนในครอบครัวมีข้อผูกมัดระหว่างกัน แต่ละเพศมีความเชี่ยวชาญในงานที่ตนทำ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสำหรับงานนั้นๆ แถมยังส่งผลต่อวิวัฒนาการด้านทักษะทางอารมณ์และเชาวน์ปัญญา เพราะการแบ่งปันอาหารกันทำให้มนุษย์รู้จักการร่วมมือร่วมใจ และต้องใช้เชาวน์ปัญญาขั้นสูง

สิ่งนี้เป็นเส้นแบ่งระหว่างบรรดาลิงยักษ์กับมนุษย์

การแบ่งปันกลายเป็นนิสัยพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ นำไปสู่การพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน การใช้ภาษาในการสื่อสาร การแสวงความร่วมมือที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งก่อตัวเป็นเมือง เป็นอาณาจักร

การทำอาหารด้วยไฟช่วยให้มนุษย์มีทางเลือกในการจัดการเวลา ลองคิดดูว่า ถ้ามีแต่อาหารดิบ การแบ่งงานให้ผู้ชายออกไปล่าสัตว์แล้วผู้หญิงอยู่บ้านจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะถ้าเขาออกไปล่าแล้วกลับมามือเปล่า ตัวเขาเองจะไม่มีอาหารกิน หรืออาจต้องมานั่งเคี้ยวพืชผักเหนียวๆ เปลือกหนาๆ ซึ่งใช้เวลาและพลังงานอีกมาก แต่เมื่อมีไฟ เขาสามารถกลับมาอย่างอุ่นใจว่า ภรรยาของเขาทำอาหารเคี้ยวง่ายรอไว้อยู่เสมอ ทำให้พวกผู้ชายสามารถล่าสัตว์จนดึกดื่นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอะไรกิน

สิ่งนี้ก่อให้เกิด “ครัวเรือน”

4

การทำอาหารทำให้การยังชีพด้วยตัวเองเพียงลำพังสิ้นสุดลง

ก่อนหน้าที่จะทำอาหารเป็น มนุษย์มีวิธีกินอาหารเหมือนลิงชิมแปนซี คือกินทุกอย่างที่ตัวเองหามา แต่พอคิดค้นการทำอาหารแล้ว มนุษย์จะมารวมตัวกันรอบกองไฟและแบ่งงานกันทำ

อาหารที่หามากลายเป็นสิ่งที่มีเจ้าของ เพราะเก็บไว้รอปิ้งย่าง จึงถูกแบ่งปันได้และถูกขโมยได้

สิ่งที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นคือ การร่วมมือทางสังคม

นักวิชาการบางคนอธิบายว่า การทำอาหารแล้วต้องนำไปแบ่งปันแจกจ่ายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้า

แต่ที่แน่ๆ มันเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งงาน

การมีคู่ช่วยแก้ปัญหาการที่คนทำอาหาร (ผู้หญิง) จะถูกเอาเปรียบ เพราะการทำอาหารใช้เวลายาวนาน หากทำเสร็จแล้วถูกพวกหัวขโมยแย่งชิงไปก็จะเสียของไปเปล่าๆ การมีสามีช่วยแก้ปัญหานี้ได้

สามีทำให้ภรรยาแน่ใจว่า ทำอาหารเสร็จแล้วจะไม่มีใครแย่งไปแน่นอน ส่วนภรรยาก็ทำให้สามีแน่ใจได้ว่า กลับบ้านมาจะมีอาหารกิน

แนวคิดนี้จึงเชื่อว่า การทำอาหารให้สุกด้วยไฟทำให้เกิดระบบแต่งงานในหมู่มนุษย์ และความสัมพันธ์เช่นนี้ก็ค่อยๆ ก่อเกิดวิวัฒนาการทางจิตวิทยาเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ชาย-หญิงจนฝังแน่นตัวพวกเรา

มีการศึกษาชนพื้นเมืองที่มีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม พบว่า ระหว่างที่ครอบครัวหนึ่งทำอาหาร คนที่เป็นแขกจะนั่งห่างกองไฟออกไป ไม่มีทีท่ารบเร้าว่าจะกินแต่อย่างใด แต่นั่งรออยู่ตรงนั้นจนกระทั่งได้รับการแบ่งอาหารให้ ไม่มีการแย่งชิงหรือโกงกัน มารยาทเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติกันทั่วไปในสังคมเก็บของป่าล่าสัตว์ ซึ่งไม่มีในสัตว์สังคมสายพันธุ์อื่นที่มักจ้องจะแย่งชิงอาหารเมื่ออีกตัวหนึ่งเผลออยู่เสมอ

5

มีหลักการบางประการเพื่อความสงบสุขในการอยู่ร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือ หากสามีไม่อนุญาต ภรรยาจะไม่มีสิทธิ์นำอาหารไปให้ผู้ชายคนอื่น เว้นแต่เป็นญาติสนิทของเธอเท่านั้น และผู้ชายอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ขอแบ่งอาหารด้วย กฎนี้ช่วยให้ผู้หญิงสามารถเดินกลับที่พักได้อย่างใจเย็น โดยไม่ต้องกังวลว่าพืชผักที่เก็บมาจะถูกแย่งชิง หรืออาหารที่ทำขึ้นจะถูกขโมยด้วยการใช้แรงกายที่มากกว่าจากชายที่ไม่ใช่สามี ซึ่งหากมีใครทำเช่นนั้นก็จะถูกลงโทษจากชุมชน

ในบางสังคม เมื่อเด็กชายคนหนึ่งเติบโตและสามารถล่าสัตว์ได้ สัตว์ตัวแรกที่เขาล่ามาจะต้องถูกนำกลับมายังที่พักของชุมชน เขาต้องยืนมองคนอื่นนำมันมาทำอาหารและกินมัน การทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าความต้องการของแต่ละบุคคลมีความสำคัญน้อยกว่าความต้องการของกลุ่ม

ในสังคมอะบอริจิน ผู้ชายไม่ว่าโสดหรือแต่งงานแล้วที่เข้าไปขออาหารจากภรรยาคนอื่นจะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ถือว่าฝ่าฝืนธรรมเนียมปฏิบัติ จะถูกนินทาไปทั่ว หากผู้หญิงนำอาหารไปให้ชายอื่นก็โดนครหาเช่นกัน

ในระบบเช่นนี้ การกินอาหารร่วมกันจะเกิดขึ้นเฉพาะในพิธีแต่งงานเท่านั้น หากใครนั่งกินอาหารด้วยกันจะถูกเข้าใจว่าแต่งงานกันแล้ว

การแต่งงานกันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในสังคมแบบนี้ เพราะเธอจะได้รับการดูแลปกป้องโดยเฉพาะเรื่องอาหาร ลูกที่เกิดมาจะได้รับการยอมรับ หากมีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นก็จะได้รับการเข้าข้างจากสมาชิกที่มีอำนาจในสังคมนั้น เหมือนเป็นการประทับตราว่าเธอเป็นสมาชิกที่ถูกต้องตามกฎกติกาของสังคม

ซึ่งเป็นไปได้ว่า เมื่อเกิดการสั่งสมไปถึงจุดหนึ่ง อาจก่อเกิดบรรยากาศของการใช้งานผู้หญิง กันพวกเธอไว้เป็นแรงงานเพื่อทำงานบ้าน ทำอาหาร กระทั่งในบางสังคมมองว่าเป็นทาสรับใช้ บางสังคม ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้หลายคน เลือกภรรยาที่ยังสาวเพื่อมีเรี่ยวแรงทำงาน รวมถึงในบางสังคมก็มีการขโมยภรรยาหรือลักพาตัวผู้หญิงกันด้วย

นี่อาจเป็นวิวัฒนาการทางสังคมในด้านที่ไม่น่าพิสมัยนัก จากการค้นพบไฟ การใช้ไฟทำอาหาร มาสู่การแบ่งงานกันทำ การแต่งงาน กลายมาเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ และมีความเหนือกว่าทางวัฒนธรรม

6

นับเป็นเรื่องน่าทึ่งว่า การที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเมื่อเกือบสองล้านปีที่แล้ว เริ่มที่จะควบคุมไฟได้ และเริ่มใช้ไฟทำอาหาร ได้นำพาวิวิฒนาการมาสู่สรีระและสมอง กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายจนกลายมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ครองโลกอย่างในทุกวันนี้

กระนั้น ผมก็มีคำถามต่อเนื่องไปถึงอนาคตเช่นกันว่า ในสังคมที่เราพึ่งพากันน้อยลง ชาย-หญิงสามารถหากินได้ด้วยตัวเอง หรือเทคโนโลยีอย่างเอไอทำให้เราแทบจะไม่ต้องรวมกลุ่มเป็นบริษัท แต่สามารถทำธุรกิจตัวคนเดียวได้ง่ายดายขึ้น

ความสามารถในการเข้าสังคม เชาวน์ปัญญาจากการอยู่ร่วมกัน และทักษะความเข้าอกเข้าใจจะลดลงไปเรื่อยๆ ด้วยหรือเปล่า

แล้วสังคมมนุษย์หรือตัวมนุษย์เองจะมีหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน

หาก “ไฟ” พาเรามาไกลขนาดนี้ “เอไอ” จะพาเราไปถึงจุดไหนในอนาคต

เป็นไปได้ไหมว่า บางสิ่งที่มนุษย์ค้นพบและพัฒนาอาจลดทอนความสามารถในการ “ร่วมมือกัน”

ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติเด่นของมนุษย์

*ข้อมูลประกอบการเขียน จากหนังสือ Catching Fire โดย Richard Wrangham



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย