| สุจิตต์ วงษ์เทศ
เครื่องเป่าเริ่มแรกอย่างง่ายสุดคือ ใบไม้และกอข้าว ด้วยการเด็ดใบไม้ใบหนึ่งคาบด้วยริมฝีปาก แล้วใช้ลมปากเป่าใบไม้ที่คาบไว้นั้นเป็นเสียง และกอข้าวเป็นหลอดเมื่อเป่าหลอดกอข้าวได้เสียงออกมา มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว
ไม้ตระกูลไผ่ เช่น ไม้ซาง เอาด้านหนึ่งใส่ลิ้นแล้วอมเป่า เรียกปี่จุ่ม (เป็นคำกลายจาก ปี่ชุม หมายถึงปี่หลายเล่มมาชุมกันหรือรวมกันเป็นชุดหรือสำรับ ซึ่งประกอบด้วยปี่หลายขนาดและเป่าหลายคน)
ถ้าเอาปี่เสียบกับลูกน้ำเต้าแห้งแล้วเป่าได้เสียงเดียวเรียกชื่อภายหลังว่าปี่น้ำเต้า ราว 2,500 ปีมาแล้ว แต่เสียงเบา

ปี่น้ำเต้า เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เรไร มีรูปร่างอย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรต่างกัน จึงใช้เป่าเป็นเสียงสัญญาณศักดิ์สิทธิ์ [สืบเนื่องถึงยุคหลังๆ เช่น อยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์ มีหลักฐานในภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารวัดใหม่ประชุมพล อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา (มาจนถึง ร.4 ก็เลิกใช้)]
ต่อมาจึงเอาไม้ไผ่, ไม้อ้อหลายอันเสียบเรียงกันเป่าได้หลายเสียงเรียกแคน แม้ปัจจุบันจะใช้ไม้จริงทำที่เป่าแทนผลน้ำเต้า มีไม้ซางเสียบเป็นแผง ก็ยังเรียกที่เป่าสืบนามน้ำเต้าไว้ว่าเต้าแคน
แคน เครื่องเป่ามีหลายเสียงประสาน หลอดเสียง หรือไม้กู่แคน ได้จากไม้อ้อ, ไม้เฮียะ, ไม้รวก เต้าแคน กระเปาะที่เป่าลมเข้าไปให้เกิดเสียง สมัยดั้งเดิมทำจากผลน้ำเต้าแห้ง (ปัจจุบันเป็นไม้จริง) (น้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์ของมดลูกที่ให้กำเนิดมนุษย์) ลิ้นแคน ทำจาก “สำริด” บางที่สุด

คนเกิดจากน้ำเต้า
คนเมื่อหลายพันปีมาแล้วมีความเชื่อตามเรื่องเล่าเก่าแก่ว่าคนเกิดจากน้ำเต้า เหตุจากรูปร่างของผลน้ำเต้าเหมือนท้องของแม่ที่มีลูกมากราวเมล็ดน้ำเต้า ดังนั้น เมื่อคนตายไปจึงเอากระดูกศพใส่ภาชนะดินเผารูปน้ำเต้าแล้วฝังดิน เสมือนคนที่ตายแล้วคืนสู่ครรภ์มารดา
โลกหลังความตายของคนเมื่อหลายพันปีมาแล้วต่างจากคนปัจจุบัน เพราะคนในไทยและอุษาคเนย์สมัยนั้นมี “วัฒนธรรมร่วม” ด้วยความเชื่อเกี่ยวกับเกิด-ตายอย่างเดียวกันดังนี้
เกิด เมื่อคนคลอดจากครรภ์มารดา คือการตายของคนนั้นจากท้องแม่ไปอยู่ใน “โลกของคน”
ตาย เมื่อคนตาย ส่วนขวัญไม่ตาย ไปอยู่ใน “โลกของผี” แล้วคืนสู่ครรภ์มารดา คือการเกิดใหม่อีกครั้งในท้องแม่ เป็นเหตุให้มีพิธีกรรมเซ่นผีด้วยข้าวปลาอาหารและของกินอื่นๆ เพราะเชื่อว่าผู้ตายยังมีวิถีปกติเหมือนเมื่อไม่ตาย เพียงแต่อยู่ต่างมิติ
[แนวคิดที่ยกมา ตามหลักฐานจากพิธีศพของชาวจาม (พูดภาษาตระกูลชวา-มลายู ในเวียดนาม) โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (คอลัมน์ On History ใน มติชนสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 24-30 ตุลาคม 2568 หน้า 71)]

น้ำเต้าในธรรมชาติมีรูปทรงหลายอย่าง แต่ที่รู้จักมากมี 2 อย่าง คือทรงกลมและทรงยาว เป็นเหตุให้คนเมื่อหลายพันปีมาแล้วทำภาชนะดินเผา 2 แบบ คือทรงกลมและทรงยาว ซึ่งนักโบราณคดี (กรมศิลปากร) ขุดพบหลักฐานเป็นภาชนะดินเผา 2 แบบ อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (บ้านเมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด)
(1.) ภาชนะดินเผาทรงกลม มีก้นกลม (เหมือนน้ำเต้าทรงกลม) ใส่กระดูกคนตายฝังดิน หรือฝังดินรวมกับศพเป็นเครื่องใช้ใน “โลกของผี”
ภาชนะดินเผาก้นกลม เรียก “หม้อดิน” พบมากที่สุดตามแหล่งโบราณคดี และใช้สืบเนื่องจนปัจจุบัน ที่ชาวบ้านใส่อัฐิคนตายแล้วห่อด้วยผ้าขาวเอาไปฝากศาลาวัดไว้สำหรับทำบุญชักบังสุกุลตอนสงกรานต์
(2.) ภาชนะดินเผาทรงยาว (เหมือนน้ำเต้าทรงยาว) นักโบราณคดีเรียก “แค็ปซูล” ใส่กระดูกคนตายฝังดิน (ไม่พบทั่วไป) พบมากบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ (ลุ่มน้ำมูล) ในอีสานจึงจัดเฉพาะเป็น “วัฒนธรรมทุ่งกุลา”
ภาชนะดินเผา “แค็ปซูล” เหมือนน้ำเต้าทรงยาว มีลักษณะรูปทรงสำคัญแบบเดียวกับโกศ (บรรจุอัฐิ) ของคนปัจจุบัน


[พบในแหล่งโบราณคดีเขตทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด (ภาพจากหนังสือ ศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2557 หน้า 44)]

ท้องของแม่
พิธีฝังศพของคนหลายพันปีมาแล้ว แสดงสัญลักษณ์ของการปฏิสนธิในครรภ์มารดา ดังนี้
(1.) ขุดดินฝังศพในหลุม แล้วสร้างเรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ (ต่อมาเรียกเฮือนเฮ่ว, เฮือนแฮ้ว)
(2.) เรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ มีหลังคาโค้งเหมือนท้องของแม่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าศพในหลุมคือทารกมีร่างกายเกิดใหม่ในครรภ์มารดา
(3.) ในเรือนจำลองมีอวัยวะเพศชาย (ทำจากไม้) ตั้งไว้ เป็นสัญลักษณ์ของการร่วมเพศ โดยอวัยวะเพศชายสอดใส่เข้ามดลูกของแม่
เรือนจำลองคร่อมหลุมศพมีหลังคาโค้งเหมือนท้องแม่ ได้จากเรือนจริงซึ่งเป็นที่อยู่ของคนหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบัน พบทั่วไปในชุมชนผู้ไทที่เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ในเวียดนาม และผู้ไท (โซ่ง) ในประเทศไทย
