แนวคิดเรื่อง ‘แผ่นดินพ่อ’ ปิตุภูมิ มาจากไหน?
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
นอกเหนือจากแนวคิดเรื่อง “แผ่นดินแม่” หรือ “มาตุภูมิ” (motherland) แล้ว ก็ยังมีแนวคิดที่ว่า แผ่นดินนั้นเป็นของพ่อ หรืออย่างที่ในโลกภาษาอังกฤษเรียกกันว่า “fatherland” คือ “ปิตุภูมิ” อยู่อีกด้วยนะครับ
ในพจนานุกรมรากคำศัพท์ของภาษาอังกฤษหลายฉบับมักจะระบุตรงกันว่า คำว่า “fatherland” นี้ มีหลักฐานว่าใช้กันมาเก่าก่อนที่จะมีคำว่า “motherland” เสียด้วยซ้ำ
เพราะคำที่มีความหมายในทำนองว่า “แผ่นดินพ่อ” นั้น ได้ปรากฏหลักฐานการใช้งานมาแล้วตั้งแต่ในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 13 (คือราว ค.ศ.1200 ต้นๆ) เก่าแก่กว่าการปรากฏขึ้นของคำที่อ้างถึง “แผ่นดินแม่” ที่เพิ่งเริ่มมีใช้ในยุโรปเมื่อช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ดังที่กล่าวถึงในตอนก่อน ที่มีชื่อว่า “แนวคิดเรื่อง ‘แผ่นดินแม่’ มาตุภูมิ มาจากไหน?) ถึงราว 400 ปีเลยทีเดียว
ข้อสังเกตข้างต้นดูจะสอดคล้องกับแนวคิดของพวกโรม ในยุคคลาสลิก ที่เห็นว่าเทพเจ้าผู้ปกปักรักษากรุงโรมของพวกตนก็คือ เทพเจ้าที่มีพระนามว่า “มาร์สฺ” (Mars) ที่มีฐานเป็นเหมือน “พ่อเมือง” ของกรุงโรม แต่โดยปกติแล้ว ผู้คนมักจะนึกถึงเทพองค์นี้ในฐานะเทพเจ้าแห่งสงคราม และดาวอังคาร เสียมากกว่า
เหตุผลที่มาร์สฺกลายเป็นที่รู้จักในฐานะเทพเจ้าแห่งสงครามนั้น ปัจจัยสำคัญเกิดจากการที่พวกโรมันได้รับอิทธิพลมาจากกรีก และก็เป็นเช่นเดียวกับเทพเจ้าอีกหลายๆ องค์ที่พวกโรมันหยิบจับเอาคุณสมบัติของเทพเจ้ากรีกบางองค์มาขยำรวมเข้าเป็นคุณลักษณะเด่นของเทพเจ้าของตนเอง
และในกรณีของเทพมาร์สฺนั้น พวกเขาได้จับเอาอาเรส (Ares) ซึ่งก็คือเทพเจ้าแห่งสงคราม ที่ชาวกรีกเกรงกลัวเข้ามาผสม
พวกกรีกถือว่า อาเรสเป็นหนึ่งใน 12 เทพเจ้าแห่งเขาโอลิมปุส (Olympus, เทียบได้ว่าคือ เขาพระสุเมรุ หรือศูนย์กลางจักรวาลในจักรวาลปรัมปราของชาวกรีก) ตามตำนานว่าเป็นบุตรของมหาเทพซุส (Zeus) ผู้เป็นราชาแห่งทวยเทพ กับเฮรา (Hera) ชายาของซุส
แต่ความเป็นเทพเจ้าสงครามของอาเรสที่พวกกรีกหมายถึงนั้น ไม่ใช่ผู้พิชิตมากเท่ากับความน่าหวาดเกรง ในมหากาพย์ของพวกกรีกอย่าง อีเลียด (Iliad, คือเรื่องที่ว่าด้วยสงครามกรุงทรอย) ผู้ประพันธ์คือ โฮเมอร์ (Homer, เชื่อกันว่ามีชีวิตอยู่เมื่อ 2,800 ปีที่แล้ว) ได้เอาความรู้สึกของท่านที่มีต่ออาเรสยัดเข้าไปผ่านปากของมหาเทพซุสว่า อาเรสเป็นเทพที่พระองค์ทรงเกลียดชังมากที่สุด
พวกกรีกมักจะบรรยายภาพของอาเรสเอาไว้ในฐานะของความรุนแรง และความไม่สงบสุขจากสงครามมากกว่าอย่างอื่น เห็นชัดๆ ได้จากการที่พวกเขาระบุว่า อาเรสมีพระโอรสอยู่สองคนคือ โฟบอส (Phobos, หมายถึง ความกลัว) กับไดมอส (Deimos, คือ ความน่าสะพรึงขวัญ) และมีพระขนิษฐา คือน้องสาว (บางสำนวนว่าเป็น คนรัก) ชื่ออีนีโอ (Enyo, ความบาดหมาง ไม่ลงรอย) เดินทางไปกับพระองค์อยู่เสมอบนรถม้าศึก
สำหรับชาวกรีกแล้ว เทพเจ้าผู้เป็นสัญลักษณ์ของผู้พิชิตในสงคราม ควรจะเป็นพระธิดาของมหาเทพซุสอีกองค์หนึ่งคือ อะธีนา (Athena) เทพีแห่งปัญญา (ซึ่งชาวกรีกพ่วงเอากลยุทธ์ในการสงคราม และอำนาจความเป็นผู้นำของจอมทัพ เอาไว้ในความหมายของปัญญาในที่นี้ด้วย) เสียมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ชาวโรมันก็ไม่ได้นำเอาคุณสมบัติของเทพีองค์นี้มาปรุงรสให้เข้ากันกับเทพมาร์สฺของพวกเขาเลยสักนิด
ควรจะสังเกตด้วยว่า นอกเหนือจากฐานะเทพเจ้าแห่งสงครามแล้ว พวกโรมันยังนับถือเทพมาร์สฺ ในฐานะพระบิดาของพวกเขา จึงเป็นที่แน่นอนด้วยฐานะนี้ มาร์สฺแห่งโรมจึงแตกต่างออกไปจากอาเรสของชาวกรีกอย่างสุดขั้ว ชาวโรมันนับถือมาร์สฺในฐานะเทพเจ้าผู้ปกป้องพวกเขา (ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มาร์สฺจะถูกนับถือเป็นเทพแห่งสงครามด้วย)
แต่เทพมาร์สฺไม่ได้ปกป้องเพียงแค่ชีวิต ทรัพย์สิน สวัสดิภาพ หรืออะไรอื่นๆ ของชาวโรมเท่านั้น เพราะไท้เธอยังทำการปกปักรักษาการเกษตรกรรม (แน่นอนว่า หมายถึงเฉพาะของโรมัน) เป็นการเฉพาะอีกด้วยต่างหาก และก็เป็นเพราะคุณสมบัติข้อนี้แหละครับ ที่ทำให้พวกโรมันได้นำเอาชื่อของพระองค์ไปตั้งเป็นชื่อเดือนอ้าย อันเป็นเดือนแรกของปี และเป็นเดือนแรกที่จะเริ่มทำการเพาะปลูกในแต่ละปีของพวกเขาว่า “Martius” ซึ่งก็คือเดือน “March” หรือ “มีนาคม” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในโลกคลาสลิกของฝรั่งนั้น แผ่นดินก็ไม่ได้เป็นของที่มีเฉพาะเพศชาย หรือ “พ่อ” ที่เป็นฝ่ายถือครองไว้เสียหน่อยนะครับ
เพราะมีหลักฐานด้วยว่า ในบางเมืองก็ถือเอาว่า “แม่” ต่างหากเป็นเจ้าผู้ครองแผ่นดิน
โดยมีตัวอย่างสำคัญอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมที่เก่าแก่ก่อนที่โรมันจะกำเนิดขึ้นมาอย่าง “กรีก” แถมยังเป็นเมืองอันเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และแนวคิดปรัชญาต่างๆ ของพวกกรีกโบราณอย่าง “เอเธนส์” (Athens) เสียด้วย
เทพปกรณัมที่สำคัญตอนหนึ่งของพวกกรีกโบราณ ที่เล่าถึงการแข่งขันกันระหว่างเทพีอะธีนากับเทพเจ้าแห่งท้องสมุทรอย่าง “โพไซดอน” (Poseidon) เพื่อที่จะเป็นเทพประจำเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่แห่งหนึ่ง ด้วยการเนรมิตสิ่งของขึ้นมาแข่งกันว่า ชาวเมืองจะให้ความพึงพอใจต่อของขวัญจากเทพเจ้าองค์ใดมากกว่า
การแข่งขันคราวนั้น โพไซดอนได้เนรมิต “น้ำพุ” ที่มีน้ำทะเลพวยพุ่งขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของมหาสมุทร ซึ่งก็คือตัวของพระองค์เอง (บางสำนวนว่า โพไซดอนได้เสกรถม้าศึก เป็นของขวัญให้ชาวเมืองไว้กับการสู้รบทำสงครามกับชาวเมืองอื่นต่างหาก)
ในขณะที่คู่แข่งของโพไซดอนอย่างเทพีอะธีนา ได้เนรมิต “ต้นมะกอก” ขึ้น พร้อมกล่าวกับชาวเมืองว่า ต้นมะกอกมีประโยชน์มาก ใช้เป็นได้ทั้งอาหารโดยตรง ตัวไม้เองก็นำมาใช้เป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือฟืนไฟได้ ทั้งยังมีน้ำมันที่เอามาใช้ประกอบอาหาร และเป็นเชื้อเพลิงได้อีกต่างหาก
แน่นอนว่า ชาวเมืองต่างลงความเห็นกันว่า ของขวัญของเทพีอะธีนานั้นมีประโยชน์ และให้ความยั่งยืนแก่ชุมชนของพวกเขามากกว่าน้ำพุของเจ้าสมุทร จึงได้พากันยกเทพีแห่งปัญญาองค์นี้ขึ้นเป็นเทพเจ้าผู้ปกปักคุ้มครองเมือง และขนานนามเมืองใหม่ของพวกตนเองขึ้น ตามพระนามของเทพีองค์นี้ว่า “เอเธนส์” นั่นแหละ
เทพีอะธีนาจึงเปรียบได้กับ “แม่เมือง” ของเอเธนส์ มีสถานที่สถิตตั้งอยู่บนเนินสูงที่กลางเมืองเอเธนส์ ที่มีชื่อเรียกว่า “อะโครโปลิส” (Acropolis) อันเคยมีรูปเทพีอะธีนา สลักจากไม้มะกอก (ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ในเทพปกรณัมข้างต้น พระนางจะเนรมิตต้นมะกอกขึ้นมา แทนที่จะเป็นไม้ชนิดอื่น ซึ่งก็มีประโยชน์เหมือนกัน) ซึ่งชาวเอเธนส์ในยุคโน้นถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สุด โดยเป็นรูปสลักที่มีตำนานเล่าว่า ร่วงหล่นลงมาเองจากท้องฟ้า (แน่นอนว่า ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว)
แถมต่อยังได้มาการสร้างมีการสร้าง “วิหารพาร์เธนอน” (Parthenon) ขึ้นบนอะโครโปลิส เมื่อราวเกือบๆ 2,500 ปีที่แล้ว เพื่อเฉลิมฉลองที่พวกกรีกได้รับชัยชนะเหนือผู้รุกรานชาวเปอร์เซีย ในสงครามกรีก-เปอร์เซีย (499-449 ปีก่อนคริสตกาล) และอุทิศถวายให้แก่เทพีอะธีนา ผู้เป็นเทพมารดาของเมืองเอเธนส์ไปในคราวเดียวกันนั้นเองอีกด้วย
เอาเข้าจริงแล้ว แนวคิดเรื่อง “แผ่นดินพ่อ” จึงอาจจะไม่ได้เก่าแก่ไปกว่า “แผ่นดินแม่” หรอกนะครับ
อย่างน้อยในยุคที่พวกยุโรปถือกันว่าเป็นช่วง “คลาสสิก” ของตนเอง ก็มีแนวคิดทั้งสองแบบอยู่ในช่วงร่วมสมัยกัน
และหากจะว่ากันด้วยหลักฐานอย่างเคร่งครัดแล้ว แนวคิดเรื่อง “แผ่นดินแม่” ดูจะเก่าแก่กว่าเสียด้วยซ้ำไป เพราะนอกจากพวกกรีกที่เมืองเอเธนส์จะมีความเก่าแก่มากกว่าพวกโรมันแล้ว แนวคิดเรื่องแผ่นดินแม่นี้ นักวิชาการในโลกตะวันตกหลายท่านก็ได้เชื่อมโยงศัพท์คำนี้ เข้ากับรากเหง้าความเชื่อเรื่อง “พระแม่ธรณี” ที่ฝรั่งเรียก “Mother goddess” “Earth goddess” “Mother Earth” หรือ “Mother Nature” ในสมัยโบราณ ที่เก่าแก่ย้อนไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วเช่นกันอีกด้วย
สิ่งที่ทำให้คำว่า “แผ่นดินพ่อ” มีปรากฏเป็นคำศัพท์ใช้ในยุโรปมาก่อนคำว่าแผ่นดินแม่นี้ ก็อาจจะมีที่มาจากพวกโรมันนี่เอง เพราะต้องอย่าลืมด้วยว่า “ภาษาละติน” อันเป็นรากฐานสำคัญของหลากหลายภาษาในทวีปยุโรปนั้น ก็คือภาษาของพวกโรมันที่ถือว่า แผ่นดินนั้นเป็นของพ่อ
ดังนั้น มรดกอันเป็นที่ดินนั้นจึงถือว่า มรดกตกทอดจากบิดา ที่เรียกว่า “Terra Patria” (“terra” แปลว่า “แผ่นดิน” ส่วน “patria” แปลว่า “พ่อ” เป็นรากศัพท์ใหกับคำว่า “father” ในภาษาอังกฤษ) ในเมื่อพวกเขามีเป็นเทพเจ้าที่มีชื่อว่า มาร์สฺ เป็นพ่อเมืองอยู่นั่นแหละ
ดังนั้น การที่ยุโรปในยุคกลาง (ราวช่วงระหว่าง ค.ศ.400-1400) ซึ่งใช้ภาษาละตินเป็นสำคัญ จะมีกฎหมายของมรดกของสิทธิการถือครองที่ดินสืบกันทางฝ่ายพ่อ คือผู้ชาย และมักจะต้องใช้ดินแดน “ปิตุภูมิ” ในการระบุตัวตนระหว่างการเดินทางไปมายังสถานที่ต่างๆ ก็จึงไม่แปลกอะไรนัก
คำว่า “fatherland” นี้ จึงมักจะเกี่ยวโยงอยู่กับมรดกตกทอดต่างๆ, ความสัมพันธ์กับรัฐ และระเบียบทางสังคม มากกว่าคำว่า “motherland” ที่เน้นย้ำที่ความผูกพัน การเติบโต หรืออะไรเทือกๆ นั้นนะครับ
และจึงไม่แปลกอะไรเลยที่คำนี้มักจะถูกนำไปใช้ในความหมายเชิงชาตินิยมในยุคหลังช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในกลุ่มชาวเยอรมนิค ที่เรียกคำนี้ว่า “vaterland” ทั้งในยุคสงครามนโปเลียน ที่ต้องรวบใจกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลเยอรมนิคเข้าด้วยกัน เพื่อต่อสู้ในสงครามครั้งนั้น เป็นต้น
(ลักษณะเช่นนี้ ยังทำให้เกิดศัพท์อีกคำหนึ่งคือ “patriotism” ซึ่งอาจแปลอย่างตรงตัวได้ว่า “ปิตุภูมินิยม” ซึ่งไทยเรามักจะแปลคำนี้ในบริบทปัจจุบันว่า “ความรักชาติ” มากกว่า แต่ในเมื่อแผ่นดินเป็นของพ่อแล้ว และพ่อเรากับพ่อของคนอื่น และแม่ของใคร อาจจะไม่ใช่ญาติของเราก็ได้ ก็มักทำให้ความรักเลยเถิดจนกลายเป็นความคลั่ง หลายทีคำนี้จึงมีความหมายว่า “คลั่งชาติ” ดังเช่นที่พวกนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้นำไปใช้ จนทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมา ในวัฒนธรรมของประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาจึงเลือกที่จะใช้คำว่า “homeland” มากกว่า)
ไทยเราก็มีความคิดเรื่องทำนองอย่างนี้เหมือนกัน และก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อปกปักรักษาประเทศสยาม ในฐานะรัฐชาติสมัยใหม่อย่าง “พระสยามเทวาธิราช” อยู่ด้วย เรื่องนี้จะเอามาเล่าให้ฟังกันต่อในตอนหน้าครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
