THE MUSEUM OF INNOCENCE | ‘สะสมความทรงจำ’
ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์
ปกติไม่ค่อยได้เขียนถึงซีรีส์ เพราะเลือกดูซีรีส์นานทีปีหน เฉพาะเรื่องที่น่าดูแบบไม่ควรพลาดจริงๆ
ครั้นมาเห็นหนังตุรกีชุด The Museum of Innocence ที่เพิ่งสตรีมทางเน็ตฟลิกซ์ ก็ปล่อยผ่านไม่ได้ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวคือ ผู้เขียนคอลัมน์นี้เคยแปลนวนิยายของออร์ฮัน ปามุก เรื่องนี้ให้สำนักพิมพ์มติชนเมื่อเก้าปีก่อน โดยใช้ชื่อตรงตัวว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา”
ออร์ฮัน ปามุก เป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งฉกาจ เก็บรายละเอียดสิ่งละอันพันละน้อยได้อย่างหมดจด สะท้อนภาพสังคมตุรกีในเชิงประวัติศาสตร์ของชาติและเล่าเรื่องที่อาจดูดาดๆ ได้อย่างน่าสนใจและแหลมคม
นั่นเป็นสาเหตุให้เขาได้ครองรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมไปใน ค.ศ.2006 โดยมีนวนิยายเรื่องเด่นๆ ก่อนหน้านั้นคือ My Name Is Red และ Snow

The Museum of Innocence เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่ปามุกเขียนภายหลังจากการได้รับการแซ่ซ้องว่าเป็นนักเขียนมือรางวัลระดับนานาชาติ และไม่เพียงแต่ปรากฏเป็นเรื่องราวอยู่บนหน้ากระดาษ ปามุกยังสร้างพิพิธภัณฑ์ชื่อเดียวกันเก็บรวบรวมวัตถุสิ่งของที่สาธยายไว้ในชีวิตของตัวละครเอกที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการ
เคมาล ชายหนุ่มผู้อยู่ในตระกูลที่ร่ำรวยและสังคมชั้นสูงของตุรกี ผู้ซึ่งมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ชายคนหนึ่งจะต้องการมีได้ ทั้งชาติตระกูล ฐานะ การงาน หน้าตา การศึกษา แวดวงเพื่อนฝูงและสังคม และกำลังจะหมั้นหมายกับหญิงสาวสวยลูกสาวทูต มีการศึกษาจากฝรั่งเศส ฉลาดเฉลียวทัดเทียมกันทุกด้านเหมือนกิ่งทองใบหยก…
กลับไปหลงรักสาวน้อยฐานะยากจนผู้ต่ำต้อยกว่าเขาในทุกด้าน…อย่างหัวปักหัวปำ โดยยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาจะถวิลหาเธอไปจนตลอดชีวิต โดยเฉพาะเมื่อความรักไม่ได้ดังปรารถนา
เคมาลเริ่มสะสมข้าวของวัตถุที่เธอเคยหยิบจับอย่างหลงใหลถอนตัวไม่ขึ้น เหมือนคนโรคจิตผู้หมกมุ่นคลั่งไคล้จนห้ามตัวเองไว้ไม่ได้
เสียงบรรยายของเขาบอกว่าวัตถุสิ่งของต่างๆ นั้นเล่าเรื่องราวของตัวเองและกลายเป็นความทรงจำไม่รู้ลืม

ในการเขียนนวนิยาย ออร์ฮัน ปามุก สำรวจอย่างลงลึกถึงรากถึงโคนในเรื่อง “ความบ้าของนักสะสม” …คนบางคนสะสมของที่ไร้ค่าสำหรับคนทั่วไป แต่มีคุณค่าทางใจสำหรับตัวเอง เก็บเอาไว้ดู เอาไว้ลูบคลำ เอาไว้ถวิลหาอดีต เอาไว้ระลึกถึงคนที่อยู่ห่างไกล…
The Museum of Innocence เป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงในกรุงอิสตันบูล จัดแสดงข้าวของประหนึ่งว่าเคมาลผู้ร่ำรวยและเดินทางไปศึกษาเรื่องพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ทั่วโลก เป็นนักสะสมวัตถุที่เกี่ยวข้องกับหญิงที่เขาคลั่งไคล้ใหลหลง โดยพิพิธภัณฑ์เปิดทำการให้คนทั่วไปเข้าเยี่ยมชม
คนที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ก็น่าจะเป็นแฟนหนังสือของปามุกนั่นแหละ แถมยังมีคูปองฟรีหรือลดราคาแทรกอยู่ในหนังสือทุกเล่มเสียอีกด้วย…ปามุกมีการตลาดที่ชัดเจนและสร้างแหล่งท่องเที่ยวสำหรับแฟนๆ ที่อยากตามรอยเท้าตัวละครไว้อีกต่างหาก
แถมยังนำตัวจริงของตัวเองเข้ามาแทรกอยู่ในเรื่องราว โดยในนิยายและซีรีส์ เขาเป็นแขกที่ได้รับเชิญไปงานหมั้นอันหรูหราของเคมาลกับซีบิลที่โรงแรมฮิลตัน รวมทั้งเป็นบุคคลที่เคมาลไปหาเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวเองให้นำไปเขียนเป็นนวนิยายจนดูเหมือนเป็นชีวิตของคนจริงอีกด้วย

ทุกบททุกตอนของซีรีส์ได้รับความเห็นชอบจากปามุก และทำให้ซีรีส์เล่าเรื่องราวที่ตรงตามนวนิยายอย่างแทบไม่มีผิดเพี้ยน ยกเว้นฟูซุน นางเอก ซึ่งซีรีส์ดูจะเพิ่มเติมขยายให้เห็นจิตวิทยาภายในชัดเจนมากกว่าในนิยาย
เช่นเดียวกับนิยายเรื่องอื่นๆ ของปามุก ฉากหลังของ The Museum of Innocence เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของประเทศตุรกีในช่วงทศวรรษ 1975-1984 รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญคือการระเบิดของเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ซึ่งส่งผลรุนแรงต่อสภาพแวดล้อม และการรัฐประหารยึดอำนาจของทหาร ซึ่งมีการประกาศเคอร์ฟิว และเป็นอุปสรรคต่อการที่รถของเคมาลโดนเรียกตรวจในยามค่ำคืนดึกดื่น
นอกจากนั้นก็เป็นภาพสะท้อนของสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งบทบาทของชายและหญิงในสังคมอนุรักษนิยมตุรกี ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ระบบปิตาธิปไตย (ระบบที่ผู้ชายเป็นใหญ่และชี้นำสังคมและครอบครัว)
นกที่อยู่ในกรงขัง ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความรู้สึกของฟูซุนผู้มีสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิดจิตใจ ซึ่งรู้สึกว่าตัวเองถูกลิดรอนอิสรภาพในการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง
ฟูซุนใช้เวลาว่างที่ไม่รู้จะทำอะไรกับตัวเองหรือเดินตามความใฝ่ฝันในชีวิต ให้หมดไปกับวาดรูปนกในกรง และนกที่เป็นอิสระอยู่นอกกรง ฯลฯ
เธอปรารถนาจะมีอำนาจเหนือชีวิตตัวเอง โดยนั่งอยู่หลังพวงมาลัย และขับรถไปไหนมาไหนได้อย่างมีอิสระ
แต่นั่นก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมของชีวิตที่ถูกลิดรอน ไร้อิสรภาพ ไร้เสรีภาพ ในสังคมที่สิทธิเสรีภาพยังไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายกับหญิง

หนังจบลงที่เคมาลเล่าเรื่องของตัวเองจบลง และย้ำกับปามุกให้เขียนเรื่องราวของเขาโดยยืนยันว่า หลังจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตเขาแล้ว เขาก็ยังรู้สึกว่า “ชีวิตของผมมีความสุขดี”
คิดว่าคนที่เคยอ่านนวนิยายเรื่องนี้น่าจะเข้าใจและ “อิน” กับเรื่องราวได้มากกว่า เพราะออร์ฮัน ปามุก เขียนหนังสือสื่อความรู้สึกได้ดีเยี่ยม
แต่โปรดักชั่นของซีรีส์ก็สื่อความได้ดีเช่นกันจากการแสดง การกำกับ และรายละเอียดอันประณีตด้านทัศนศิลป์….

THE MUSEUM OF INNOCENCE
กำกับ
Zeynep Gunay
นำแสดง
Selahattin Pasati
Eylul Lize Kandemir
Oya Unustasi
Tilbe Saran
