bg-single

กราฟิตี้ดึกดำบรรพ์ กับการสะพรั่งแห่งสติปัญญามนุษย์ (3) : เส้นแบ่งวอลเลซกับมนุษย์ผู้พิชิต

09.03.2026

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

ในยามว่าง ผมชอบนั่งปาดมือถือดูคลิปสัตว์โลก ดูนู่นดูนี่ไปเรื่อย น้องหมา น้องลิง น้องนกแก้ว และอีกสารพัด

และพอดูไปนานเข้า ก็แอบสงสัย “มนุษย์เราเริ่มมีความคิดเป็นมนุษย์ในตอนไหน และอะไรที่ทำให้เราต่างจากสัตว์”

เพราะในหลายคลิป สัตว์ที่ก็อาจจะมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ด้วยเช่นกัน

คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่นักปรัชญามากมายพยายามที่จะครุ่นคิด ไตร่ตรอง เพื่อหาคำตอบมาเนิ่นนานแล้ว

ตั้งแต่ยุคอริสโตเติล (Aristotle) เรอเน่ เดส์การ์ต (Rene Descartes) ไปจนถึงยูวัล โนอา ฮารารี (Yuval Noah Harari)

เพราะเป็นหนึ่งในกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงประวัติศาสตร์แห่งการอุบัติขึ้นของอารยธรรมมนุษย์ ที่ทำให้เราเข้าใจรากของตัวเองได้

“ความแตกต่างก็คือมนุษย์สามารถบัญญัติกฎของตัวเองได้ และสามารถยึดมั่นและทำตามกับกฎนั้นได้ แม้จะขัดกับสัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดที่ธรรมชาติเรียกร้องก็ตาม” คือคำกล่าวของอิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาชื่อดัง

ซึ่งกฎที่มนุษย์เราตั้งขึ้นเอง ก็อาจจะเป็นอะไรได้หลายอย่างตั้งแต่ศักดิ์ศรี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือศีลธรรมที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจ

แต่สำหรับสัตว์ ประเด็นพวกนี้ไม่น่าจะมีผล พฤติกรรมของพวกมันส่วนใหญ่ก็จะตรงไปตรงมา ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน หิวก็ล่า กลัวก็หนี โกรธก็จู่โจม เป็นไปตามสัญชาตญาณ คือแค่เพื่อการอยู่รอด และสืบต่อเผ่าพันธุ์

แต่ในสังคมมนุษย์ พฤติกรรมที่ปกติควรจะเรียบง่าย บางที ก็อาจจะซับซ้อนขึ้นมาได้เพราะกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้นเอง เช่น แม้หิวจนไส้กิ่วก็ยังทนไม่ยอมกิน ด้วยเหตุผลบางอย่าง…อาจจะอดเพราะกลัวไม่สวย หรือประท้วงเพราะไม่ได้ในสิ่งที่หวัง

กลัวจนแทบจะยืนไม่อยู่ ก็ยังทำใจดีสู้เสือ ไม่ยอมหนี…เพื่อรักษาท่าที ทั้งๆ ที่ในใจจริงๆ ขาสั่นไปหมด อยากจะเผ่นโผนโจนทะยานหลบหนีไปให้ไกลจนสุดโลกก็ตาม

และแน่นอน ในหลายกรณี แม้จะกริ้วโกรธโกรธา ร้อนฉ่า จนควันแทบออกหูแล้ว แต่ก็ยังยอมเก็บงำอารมณ์เอาไว้ สงวนท่าที ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะมารยาทสังคม

อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Wikipedia)

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะตามที่อิมมานูเอลเสนอ “มนุษย์” จะต้องมีความสามารถในการก้าวข้ามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เพื่อเดินหน้าต่อไปยังโลกแห่ง “ความหมาย” “ศักดิ์ศรี” และ “ศีลธรรม” ได้

แต่แน่ใจจริงเหรอว่ามีแต่มนุษย์ Homo sapiens ที่สามารถแสดงออกพฤติกรรมที่ฝืนสัญชาตญาณตามธรรมชาติได้

ผมนึกย้อนกลับไปถึงคลิปที่เคยเลื่อนผ่าน จำได้ว่า มีคลิปมากมายที่แสดงชัดว่าสัตว์มากมายหลายชนิด ทั้งลิงและสุนัขก็มีพฤติกรรมประท้วงได้เหมือนกัน เมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้รับขนมหรือการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม บางตัวถึงขนาดสะบัดก้น หันหลังให้อาหาร เดินหนีเข้ากรงไปเลยก็มี

ซึ่งนั่นอาจจะหมายความว่าแค่เรื่องความหมายมนุษย์อาจจะยังไม่พอ บางทีอาจจะต้องเป็นอะไรที่มากกว่านั้น ซับซ้อนกว่านั้น อาจจะเป็นเรื่องของการใช้ภาษา และ “สัญลักษณ์” เพื่อบันทึกและสื่อสารระหว่างกัน และด้วยทักษะการตีความในเชิงสัญลักษณ์นี้เองที่ทำให้มนุษย์สามารถพูดคุยสื่อสารกันได้แตกต่างไปจากสัตว์

มนุษย์สามารถส่งต่อไอเดียได้ ส่งต่อเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้ อีกทั้งยังส่งต่อความฝันและจินตนาการไปยังรุ่นต่อไปได้อีกด้วย แต่ถ้ามองแบบเปิดใจกว้าง สุนัข นก ลิง และสัตว์อีกหลายชนิดก็สามารถเข้าใจสัญลักษณ์ เช่น ทรงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม และสามารถแยกแยะรูปร่างต่างๆ ได้เช่นกัน

แล้วถ้าเป็นเช่นนี้แล้วมนุษย์แตกต่างจากสัตว์ที่ตรงไหน?

แต่ถ้ามนุษย์ไม่ได้แค่เข้าใจรูปร่าง แต่อาจมีการสื่อความ และจินตนาการที่มากยิ่งไปกว่านั้น

บางทีสามเหลี่ยมอาจจะไม่ได้หมายถึงสามเหลี่ยม แต่อาจหมายถึงกองไฟ หรือกระโจม

ลายเส้นหยึกหยักเป็นรูปคลื่น อาจจะไม่ได้หมายถึงคลื่นจริงๆ แต่อาจจะสื่อความหมายถึงระลอกคลื่นน้ำในแม่น้ำก็เป็นได้

ความสามารถในการประเมินความหมายในเชิงนามธรรมนี้เองที่อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความมีอารยะของมนุษย์ในอดีต และระบุชัดว่า บรรพบุรุษมนุษย์เริ่มมีความคิดซับซ้อนต่างจากสัตว์ที่ตรงไหน

และเมื่อสัญญะทางศิลปะสามารถสะท้อนถึงความคิดที่ซับซ้อนของพวกผู้วาดได้ ศิลปะภาพเขียนโบราณบนผนังถ้ำก็สามารถสื่อให้เห็นถึงสติปัญญาของผู้วาดได้เช่นกัน และเมื่อมีการค้นพบศิลปะภาพเขียนที่สวยงาม สมจริง มีการเล่นลวดลาย เว่อร์วังอลังการทั้งที่พบในถ้ำลัสโก (Lascaux cave) ถ้ำโชแวต์ (Chauvet cave) ถ้ำอัลตามีรา (Altamira cave) และอีกมากมายหลายจุดในยุโรป ทำให้นักวิทยาศาสตร์มากมายเริ่มตั้งข้อสันนิษฐานว่า ไม่แน่ บางทีมนุษย์ดึกดำบรรพ์อาจจะเริ่มพัฒนาสติปัญญาที่ซับซ้อนขึ้นมาเป็นครั้งแรกในช่วงที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ในยุโรปเมื่อราวสี่หมื่นปีก่อนก็เป็นได้

พวกเขาเรียกเหตุการณ์การสะพรั่งทางสติปัญญานั้นว่าเป็นการระเบิดทางความคิดสร้างสรรค์ (Creative Explosion) ซึ่งฟังดูแล้วก็ประหลาดและดูจะโปรยุโรปอย่างออกนอกหน้า จนลืมหลักของเหตุและผล เพราะถ้าคิดตามความเป็นจริง ถ้าหากว่าการพัฒนาทางสติปัญญานั้นเพิ่งเกิดขึ้นจริงในตอนที่พวกมนุษย์ Homo sapiens อพยพเข้าไปในยุโรป แล้วอารยธรรมที่อื่นๆ อย่างเช่นในแอฟริกา อินเดีย จีน อุษาคเนย์ หรือ ซุนดา (Sunda) ที่เกิดขึ้นมาก่อนยุคยุโรปหลายหมื่นปีล่ะ

เพราะอย่าลืมว่ายุโรปไม่ใช่ที่แรกที่มนุษย์อพยพเข้าไป…

แล้วมนุษย์ Homo sapiens เริ่มมีวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ซับซ้อนขึ้นมาตอนไหนกันแน่

อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Wikipedia)

บางทีคำตอบอาจจะเห็นกันอยู่ชัดๆ อยู่แล้ว ตั้งแต่ปี 2002 ตอนที่มีการขุดค้นเจอลูกปัดหินโบราณอายุกว่าเจ็ดหมื่นปีที่มีการสลักเสลาลวดลายสานเป็นรูปเรขาคณิตที่ในถ้ำบลอมโบส (Blombos cave) ในแอฟริกาใต้ ซึ่งชัดเจนว่ามนุษย์น่าจะมีความคิดที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ หรือ Symbolic thinking มาตั้งแต่ตอนนั้น ก่อนที่จะอพยพออกมาจากแอฟริกาเสียอีก

แต่กระนั้น ทีมโปรยุโรปหลายคนก็เลยยังไม่ยอมรับ และได้ออกมาโต้แย้งว่าลวดลายพวกนี้ดูเรียบง่ายเกินไป

บางทีอาจจะเป็นการเขียนลายขึ้นมาแค่เพื่อประดับสวยงามก็เป็นได้ ไม่ได้สื่อความหมายอะไร

ในเมื่อไม่สามารถตีความความหมายของสัญลักษณ์พวกนั้นได้ ลวดลายพวกนี้จึงอาจไม่สามารถสะท้อนระดับสติปัญญาของมนุษย์ในยุคนั้นได้อย่างไร้ข้อกังขา

ดังนั้น ถ้าอยากจะฟันธงลงไปให้ชัดว่า แนวคิดการระเบิดทางสติปัญญาในยุโรปนั้น “ไร้สาระ” หลักฐานที่พวกเขาต้องค้นหาให้เจอคือภาพศิลปะหรือภาพในเชิงสัญลักษณ์จากแหล่งอื่นๆ ก่อนหน้ายุโรปที่มีความซับซ้อนหรือแสดงระดับสติปัญญาที่ไม่น้อยไปกว่าที่เจอในสารพัดถ้ำในยุโรป

และนั่นทำให้งานวิจัยภาพรอยประทับมือมีอายุเก่าแก่ถึงเกือบ 70,000 ปี ในถ้ำเลียงเมทานดูโน (Liang Metanduno) บนเกาะมูนา (Muna) ที่ซูลาเวซี (Sulawesi) จากทีมมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ (Griffith University) และทีมโบราณคดีจากอินโดนีเซีย กลายเป็นที่สนใจ

แต่แม้ว่าภาพรอยมือและภาพเขียนสีอื่นๆ ที่พบที่ซูลาเวซีจะมีความซับซ้อน แต่หลายกลุ่มสายโปรยุโรปก็ยังถกไม่จบสิ้น ว่าในความเป็นจริง ถ้าเทียบกับถ้ำลัสโกและถ้ำอื่นๆ ที่พบในยุโรปแล้ว ยังเทียบกันได้ยาก

และนั่นทำให้เราต้องย้อนกลับมาถามกันอีกทีว่าที่จริงแล้ว ความหมายของสติปัญญาและสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์นั้นคืออะไรกันแน่

ยูวัลเสนอว่า สิ่งที่ทำให้ Homo sapiens เหนือกว่าสปีชีส์อื่น คือความสามารถในการสร้าง “เรื่องสมมุติร่วมกัน” เช่น เงิน ศาสนา ชาติ บริษัท สิทธิมนุษยชน เป้าหมายที่แม้จะไม่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่มีอยู่ใน “จินตนาการร่วม” ที่ทำให้คนจำนวนมากสามารถร่วมมือกันได้

เขาคาดว่าเมื่อราว 70,000 ปีก่อน มนุษย์เริ่มใช้ภาษาในเชิงนามธรรมได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่สื่อสารข้อมูล แต่สามารถเล่าเรื่องสิ่งที่ไม่มีตัวตน เอามาช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยว

ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถรวมตัวกันเป็นสังคมขนาดใหญ่ และท้ายที่สุดก็สามารถสร้างอารยธรรมได้สำเร็จ

แต่ถ้าจะพิจารณาข้อเท็จจริงเมื่อ 70,000 ปีก่อน ในช่วงยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลในเวลานั้นลดต่ำลงไปกว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบันนับร้อยเมตร หลายๆ ท้องที่ที่เป็นมหาสมุทรในตอนนี้ ในยุคนั้นคือผืนดินที่เชื่อมติดกันเป็นผืนดินผืนใหญ่แค่ผืนเดียว

ซึ่งหมายความว่าตั้งแต่ที่บรรพบุรุษของมนุษย์อพยพออกมาจากแอฟริกา พวกเขาแทบไม่ต้องข้ามน้ำเลย

พวกเขาสามารถเดินเท้าลัดเลาะไปเรื่อยๆ ตั้งแต่แอฟริกาไปที่ไหนก็ได้ แม้แต่จะเดินไปยุโรปก็ทำได้

แต่จุดทางตันจริงๆ จุดหนึ่งก็คือมาสุดที่ซุนดา (Sunda) ช่องแคบลึกที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นกำแพงธรรมชาติพาดผ่านระหว่างเกาะบาหลีกับเกาะลอมบอก (Lombok)

แม้ระยะห่างของพื้นที่ในแต่ละเกาะจะไม่ได้ห่างกันมากนัก แค่ไม่กี่สิบกิโลเมตร แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะแยกสัตว์สองฝั่งให้อยู่กันเป็นเอกเทศ ไม่มาเอี่ยวมาผสมกัน

เส้นแบ่งวอลเลซ (Wikipedia)

เส้นแบ่งทางชีวภูมิศาสตร์นี้แบ่งโลกสิ่งมีชีวิตของเอเชียกับออสเตรเลียออกจากกันอย่างชัดเจน

และเนื่องด้วยเส้นสมมุตินี้เสนอโดยอัลเฟรด รัซเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) นักธรรมชาติวิทยาชื่อดังผู้อยู่ร่วมยุคกับ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) เส้นสมมุตินี้จึงมีชื่อเรียกว่า “เส้นแบ่งของวอลเลซ (Wallace line)”

สปีชีส์ของสัตว์ที่อยู่สองฝั่งของเส้นกลับต่างกันราวอยู่คนละโลก

ทางฝั่งตะวันตกมีสัตว์ของเอเชีย เช่น ช้างเอเชีย เสือโคร่ง ลิงชนิดต่างๆ

ขณะที่ทางฝั่งตะวันออกมีสัตว์ของออสเตรเลีย เช่น จิงโจ้ โคอาลา นกคาสโซวารี และสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องอื่นๆ ชัดเจนว่าสัตว์ไม่สามารถข้ามเส้นแบ่งวอลเลซได้…

แต่จากซุนดามนุษย์ Homo sapiens เดินทางต่อไปยังหมู่เกาะที่คั่นระหว่างออสเตรเลียกับเอเชียที่เรียกว่า “วอลลาซี” (Wallacea) และในที่สุด เมื่อราว 65,000 ปีก่อน มนุษย์บางกลุ่มก็สามารถข้ามน้ำข้ามทะเลไปจนถึงปลายทางที่แผ่นดินของทวีปดาวน์อันเดอร์ ที่เรียกว่า “ซาฮุล” (Sahul) ได้สำเร็จ

คำถามสำคัญคือ เราจะตีความ “ความต่าง” ระหว่างมนุษย์กับสัตว์อย่างไร

แม้ภาพเขียนถ้ำในซูลาเวซีจะยังไม่อลังการเท่าลัสโกหรือโชแวต์ในยุโรป แต่หากเรามองอีกมุมหนึ่ง มนุษย์คือสปีชีส์บนบกที่สามารถข้ามเส้นวอลเลซได้ ในขณะที่สัตว์บกอื่นแทบไม่มีชนิดใดทำได้เลย

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่า Homo sapiens คือหนึ่งในสปีชีส์ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น

และแน่นอน ระดับสติปัญญาของพวกเขาไม่ต่ำแน่

การข้ามทะเลเปิดหลายสิบกิโลเมตร ไม่ใช่เรื่องของสัญชาตญาณ ผืนน้ำกว้างไกลนั้นมองไม่เห็นฝั่งอีกด้าน การล่องเรือสู่ซาฮูลคือความท้าทายที่สัตว์อื่นแทบไม่มีชนิดใด “คิดจะทำ”

แต่มนุษย์ไม่เพียงกล้าคิด แต่ยังทำได้สำเร็จ

ย้อนกลับมาที่คำถามเดิม อะไรทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์?

บางทียูวัลอาจจะพูดถูก… บรรพบุรุษของเราต้องมีทั้งความฉลาดในการวางแผน และความสามารถทางเทคโนโลยีในการสร้างเรือ แต่เหนือไปกว่านั้น พวกเขาต้องมี “เรื่องเล่าร่วมกัน”

ต้องมีจุดหมายร่วม ต้องเชื่อว่าอีกฝั่งหนึ่งมีอนาคตที่ดีกว่า

การออกเรือไม่ได้เกิดจากเหตุผลทางคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ มันต้องมีความหวัง ต้องมีจินตนาการ และต้องมีความกล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น

ส่วนตัวผมคิดว่า ความฝันและความหวังนี่เอง คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ ไม่ใช่แค่คิดเป็น แต่คิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แล้วลงมือทำร่วมกัน บางทีถ้าเรามีจุดหมายร่วมกัน และกล้าที่จะลุยไปด้วยกันเหมือนบรรพบุรุษเมื่อหกหมื่นปีก่อน

อนาคตที่ยิ่งใหญ่ ก็อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”