เปอร์เซียเคยรบชนะอียิปต์ ด้วย ‘แมว’ และสารพัดสัตว์จริงหรือ?
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
สงครามครั้งใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดครั้งหนึ่งในโลกโบราณที่รู้จักกันในชื่อ “สงครามเปลุสิอุม” (Battle of Pelusium) อันเป็นสงครามที่เกิดจากคู่ขัดแย้งระหว่าง “อียิปต์” กับ “เปอร์เซีย” โดยเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นที่เมืองเปลิสิอุม ตรงตามชื่อที่ใช้เรียกสงครามในครั้งนั้นนั่นแหละครับ
ความโด่งดังของสงครามในครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความโหดร้ายทารุณของสงคราม หรือความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกองทัพ หรือแม่ทัพคนไหน แต่เกิดจากการต่อสู้รบกันด้วยโทษฐานสงครามที่เกี่ยวข้องกับสิงสาราสัตว์มันเสียอย่างนั้น เพราะมีเอกสารโบราณบางชิ้นที่ได้ระบุว่า พวกเปอร์เชียได้ใช้สัตว์ต่างๆ บุกโจมตีเมืองเปลิสิอุมจนแตกยับ
และนี่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สงครามในครั้งนั้น มีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษ
“เปลุสิอุม” (Pelusium) เป็นชื่อที่ชาวกรีกใช้เรียกชื่อเมืองแห่งหนึ่งในอียิปต์ ที่วางตัวอยู่ทางด้านตะวันออกสุดของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ โดยตั้งอยู่บนปากน้ำที่จะไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ของลำน้ำสาขาทางด้านทิศตะวันออกสุด ของแม่น้ำสายสำคัญที่สุดในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณสายนี้
ชาวอียิปต์เรียกเมืองแห่งนี้ว่า ซีนา (Sena) หรือบางทีก็เรียกว่า เปอร์ อามุน (Per-Amun) ที่แปลว่า บ้าน หรือเทวาลัยของเทพอามุน ซึ่งก็คือเทพแห่งดวงอาทิตย์องค์หนึ่งตามความเชื่อของชาวอียิปต์ โดยในที่นี้จะขอเรียกว่า เปลิสิอุม ตามอย่างที่โดยทั่วไปแล้วมักจะรู้จักเมืองที่ว่าในชื่อแบบกรีกมากกว่า
และก็เป็นเพราะการมีชัยภูมิอย่างที่ว่านี่เอง ที่ทำให้เมืองเปลิสิอุมกลายเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ เพราะยามเมื่อมีทัพจากเอเชียบุกรุกเข้ามาทวีปแอฟริกา ก็จะประจันหน้าเข้ากับเมืองแห่งนี้
ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจอะไรนัก ถ้าเมืองแห่งนี้จะเป็นจุดปะทะกันระหว่างพวกอียิปต์กับกองทัพจากดินแดนอื่นๆ ที่อยู่ถัดออกไปทางตะวันออกอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งก็รวมไปถึงเปอร์เซียด้วยนั่นเอง
ส่วน “สงครามเปลุสิอุม” ที่เล่าถึงเรื่องการใช้สิงสาราสัตว์ต่างๆ เป็นกลยุทธ์ในการต่อรบ จนมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมานั้น ได้ถูกนักประวัติศาสตร์ควบตำแหน่งนักพิชัยสงครามชาวมาซิดอน (คือ มาซิโดเนีย จัดอยู่ในปริมณฑลของความเป็นกรีก) ที่ชื่อว่า “โปลีเอนุส” (Polyaenus, มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ พ.ศ.350-450) ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือที่มีชื่อในภาษาละติน ตามต้นฉบับดั้งเดิมว่า ‘Strategemata’ ซึ่งรู้จักกันในโลกภาษาอังกฤษในชื่อว่า “Polyaenus Stratagems” คือ “พิชัยสงครามโปลีเอนุส” ได้อ้างถึงกลยุทธ์การศึกพิสดารที่ว่านี้เอาไว้
อย่างไรก็ตาม โปลีเอนุสไม่ได้กล่าวถึงที่มาที่ไป อันเป็นเหตุของการศึกในสงครามครั้งนี้มากเท่ากับที่จะระบุถึงวิธีการเอาชนะในศึกครั้งนั้น
ด้วยแน่นอนว่า โปลีเอนุสแต่งตำราพิชัยสงคราม ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ ดังนั้น เนื้อหาต่างๆ ที่ถูกบันทึกเอาไว้จึงให้ความสนใจไปกลศึก มากกว่าเรื่องราว หรือที่มาที่ไปของสงคราม เหมือนอย่างบันทึกทางประวัติศาสตร์
ดังนั้น ผมจึงต้องนำเอาข้อความในหนังสือ “Historiai” หรือที่รู้จักกันในโลกภาษาอังกฤษว่า “The Histories” ของผู้ที่ถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์โลกอย่าง “เฮโรโดตุส” (Herodotus, พ.ศ.58-118) ซึ่งก็บันทึกถึงประวัติศาสตร์ตอนนี้เอาไว้อย่างละเอียด มาเรียบเรียงให้เข้าใจถึงลำดับเหตุการณ์กันมากยิ่งขึ้น
เฮโรโดตุสได้อ้างว่า สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะฟาโรห์อมาสิสที่ 2 (Amasis II, ครองราชย์ระหว่าง 27 ปีก่อน พ.ศ.-พ.ศ.17) แห่งราชวงศ์ที่ 26 ของอียิปต์ ได้ส่ง “พระราชธิดาปลอม” ไปถวายให้เป็นพระชายาของพระเจ้าแคมไบเสสที่ 2 (Cambyses II, ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.13-22) แห่งราชวงศ์อาเคมีนิด (Achaemenid) ของเปอร์เซีย (คือดินแดนบริเวณประเทศอิหร่านในปัจจุบัน)
แต่กระดาษก็ห่อไฟไม่มิดหรอกนะครับ ในที่สุดจักรพรรดิแห่งเปอร์เซียพระองค์นี้ก็จับพิรุธได้ ซึ่งก็ทรงพระโกรธเอามากๆ จึงโปรดให้แต่งทัพไปตีอียิปต์เพื่อล้างอายไปในพลันนั้นเลยทีเดียว
ปีนั้นตรงกับ พ.ศ.18 ซึ่งเป็นปีที่ฟาโรห์อมาสิสที่ 2 ได้สิ้นพระชนม์ลงไปแล้ว พระราชโอรสของพระองค์ที่เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์คือ ฟาโรห์ปซาเมติคที่ 3 (Psametik III หรือที่เฮโรโดตุสเรียกในสำเนียงกรีกว่า ปซามเมนนิตุส [Psammenitus] ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.17-18) จึงต้องออกรบแทน
และสมรภูมิรบก็คือเมืองเปลิสิอุมนี่แหละ
โปลีเอนุสบรรยายเอาไว้ว่า เมืองเปลิสิอุมนั้นมีกำแพงเมืองที่แข็งแกร่ง ทัพของพวกเปอร์เซียพยายาม “ตีป้อม” เท่าไรก็ไม่แตกเสียที แถมยังโดนพวกอียิปต์ใช้เครื่องโยนหินออกมาจากป้อม ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากจรวดขีปนาวุธในยุคโน้น จนทำเอาพลทหารเปอร์เซียบาดเจ็บล้มตายกันเป็นอันมาก
แต่พระเจ้าแคมไบเสสที่ 2 นั้นก็แก้เกมได้อย่างเขี้ยวลากดินเลยทีเดียว ดังที่มีข้อความตามพิชัยสงครามโปลีเอนุสระบุเอาไว้ว่า
“เพื่อตอบโต้การทำลายล้างเหล่านี้ พระเจ้าแคมไบเสส (ที่ 2) ได้จัดเอา สุนัข, แกะ, แมว, นกช้อนหอย (ibises) และสัตว์อื่นๆ ที่พวกอียิปต์นับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นแนวหน้าในกองทัพ”
ในปัจจุบัน มักจะมีการนำข้อความตอนนี้มาตัดทอน จนเหลือเพียงแต่ว่า กองทัพเปอร์เซีย ภายใต้การนำของพระเจ้าแคมไบเสสที่ 2 ได้นำเอาเพียงเฉพาะ “แมว” มาร่วมอยู่ในกองทัพ โดยไม่ได้ระบุถึงตัวตนของสัตว์ชนิดอื่นๆ อย่างที่โปลีเอนุสบรรยายเอาไว้เลยสักนิด ซึ่งก็อาจเป็นเพราะต้องการจะเรียกลูกค้าที่จัดอยู่ในสปีชีส์ “ทาสแมว” ให้เข้ามาอ่านเพื่อเพิ่มยอดการเข้าถึง มากกว่าที่จะเป็นการตีความ หรือบิดเบือนรายละเอียดของเอกสารโบราณ ด้วยเหตุผลทางวิชาการ หรืออะไรอื่น
อย่างไรก็ตาม ข้อความข้างต้นนี้ก็ยังมีการแปลความกันไปอย่างหลากหลาย มากกว่าที่จะตัดทอนข้อความจนเหลือเพียงว่า มี “แมว” เป็นเครื่องมือในกลศึกเท่านั้นนะครับ
ดังจะเห็นได้จากที่บางท่านก็ว่าพระเจ้าแคมไบเสสที่ 2 ได้นำเอาบรรดาสารพัดสัตว์เหล่านี้เข้ามาร่วมอยู่ในกองทัพด้วยจริงๆ แต่บ้างก็เชื่อว่า พระองค์แค่วาดรูปของสัตว์เหล่านี้ไว้บนโล่ และสรรพาวุธต่างๆ เท่านั้น
แต่ไม่ว่าจะความจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม เจอหมากเด็ดอย่างนี้เข้าไป พวกอียิปต์ก็ถึงกับไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว
เพราะนอกจากจะมีธรรมเนียมว่าห้ามฆ่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว บรรดาสัตว์ต่างๆ ที่โปลีเอนุสบรรยายถึงนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าของชาวอียิปต์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทพีบาสเต็ท (Bastet) ที่มีเศียรเป็นเจ้าเหมียว, เทพแห่งความตายอนูบิส (Anubis) มีเศียรเป็นน้องหมา, เทพแห่งการสร้างสรรค์คนุม (Khnum) มีเศียรเป็นน้องแกะ และเทพแห่งปัญญาธอธ (Thoth) ซึ่งมีเศียรเป็นน้องนกช้อนหอย โดยนี่ยังไม่รวมถึงสารพัดสัตว์อื่นๆ ที่โปลีเอนุสไม่ได้ระบุชื่อออกมาเป็นการเฉพาะอีกต่างหาก
ดังนั้น กองทัพอียิปต์ภายใต้บัญชาการรบของฟาโรห์ปซาเมติคที่ 3 จึงไม่กล้าโจมตีทัพของพวกเปอร์เซีย เพราะกลัวว่าจะเป็นการทำร้ายพวกสัตว์ (หรือรูปของสัตว์) เหล่านี้ไปด้วย สุดท้ายป้อมปราการอันแข็งแกร่งของเมืองเปลิสิอุม จึงถูกพระเจ้าแคมไบเสสที่ 2 ตีแตกไปในที่สุด
ข้อความในพิชัยสงครามโปลีเอนุสจบลงแค่เพียงว่า เมื่อเมืองเปลิสิอุมถูกตีแตก พระเจ้าแคมไบเสสที่ 2 ก็ทรงก้าวเข้าไปสู่อียิปต์อย่างสะดวกดายเพียงเท่านี้
ส่วนในเอกสารของเฮโรโดตุสได้เล่าต่อไปว่า พระองค์ได้บุกไปจนถึงเมืองเมมฟิส (Memphis) อันเป็นเมืองราชธานีของอียิปต์ในขณะนั้น จนเป็นเหตุให้ฟาโรห์ปซาเมติคที่ 3 สิ้นพระชนม์ลงหลังจากที่ครองราชย์บัลลังก์ไอยคุปต์ได้เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น
ถึงแม้ว่าด้วยหลักใหญ่ใจความของหนังสือเก่าแก่ทั้งสองเล่มนี้ จะพูดถึงสงครามเปลุสิอุมได้อย่างสอดประสานคล้องจองกันเป็นที่สุด
แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราก็ไม่รู้หรอกนะครับว่า โปลีเอนุสได้มโนต่อเติมและเสริมแต่งจินตนาการ หรือได้กล่าวเกินจริงเกี่ยวกับเรื่องการนำบรรดาสารพัดสัตว์ มาใช้เป็นอุบายในการรบไปแค่ไหน?
เพราะข้อความในหนังสือ The Histories ของเฮโรโดตุส ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกับสงครามเปลุสิอุมในครั้งนั้นมากกว่าโปลีเอนุสมาก (เฮโรโดตุส เขียน The Histories หลังจากสงครามครั้งนั้นไม่ถึง 100 ปี ในขณะที่พิชัยสงครามโปลีเอนุสถูกเขียนขึ้นหลังการศึกดังกล่าว 300 กว่าปีเลยทีเดียว) และเล่าถึงประวัติการศึกในสมรภูมิครั้งนั้นอย่างละเอียดลออมากกว่าในพิชัยสงครามโปลีเอนุส
แต่กลับไม่ได้พูดถึงเรื่องที่น่าจะถูกกล่าวขวัญถึงเป็นที่สุด อย่างกลศึกการจับสารพัดสัตว์มาใช้ในการรบ
แน่นอนว่า เป็นไปได้ที่เฮโรโดตุสอาจจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องกลศึกที่แยบคายนี้ แต่อาจจะเพราะไม่เชื่อถือ หรือไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง จึงได้เลือกที่จะไม่กล่าวถึง หรือตัดทอนออกไป ตามวิธีการทำงานในการเรียบเรียงประวัติศาสตร์ ที่มีทั้งการตัดทอน ขยายความ สอบสวน หรือแม้กระทั่งเพิ่มเติมเรื่องราวเข้าไปเฉยๆ เลยก็ด้วย
ในขณะที่โปลีเอนุสซึ่งเขียนตำราพิชัยสงคราม ย่อมให้ความสำคัญกับอุบายที่ใช้ในการศึกต่างๆ มากกว่าเฮโรโดตุสแน่
เอาเข้าจริงแล้ว เราคงจะสืบสาวราวเรื่องได้ยากว่า การศึกสมรภูมิเปลิสิอุมในครั้งนั้น ทัพของพวกเปอร์เซียได้นำสารพัดสัตว์มาเดินพาเหรดร่วมอยู่ในทัพด้วยจริงหรือเปล่า?
อย่างไรก็ตาม การที่โปลีเอนุสได้บรรจุกลยุทธ์การใช้สัตว์ดังกล่าว เอาไว้ในตำราพิชัยสงครามของเขานั้น ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงมุมมองวิธีคิดของพวกกรีก ที่มีต่อวัฒนธรรมการบูชาสิงสาราสัตว์ชนิดต่างๆ ของอียิปต์ชนได้เป็นอย่างดีอยู่นั่นเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
