จากเด็กชายผู้ไล่จับแมลง สู่ผู้สร้างจักรวาล Pokémon
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ในช่วงต้นยุค 70 ในวันที่โตเกียวยังมีกลิ่นดิน เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ในเมืองมาชิดะ เด็กชายตัวน้อยชาวญี่ปุ่น “ซาโตชิ ทาจิริ (Satoshi Tajiri)” กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ตามพงหญ้า ทุ่งนา และลำธารเพื่อตามหาแมลง
สำหรับซาโตชิ แมลงไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กจ้อยที่น่ารำคาญ แต่มันคือสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่มีวิถีชีวิตที่ซับซ้อน มีโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ดึงดูดใจ
ท่ามกลางเพื่อนวัยเดียวกันที่วิ่งเล่นซนไปตามประสา ซาโตชิเลือกที่จะนั่งยองๆ ลงกับพื้นดิน เพื่อจ้องมองการขยับขาของตั๊กแตน การเคลื่อนที่ของด้วง หรือรังของมดอย่างใจจดใจจ่อ เขาสนใจแมลงมาก และฝันอยากเป็นนักกีฏวิทยา
ด้วยความรักในแมลง ซาโตชิเริ่มเก็บรวบรวมแมลงต่างๆ สะสมเอาไว้มากมายจนเป็นคอลเลกชั่น
ในตอนนั้น ซาโตชิคือ “เด็กเนิร์ดผู้คลั่งไคล้แมลง” และเป็นกูรูด้านแมลงตัวจริง เขารู้เยอะจนเด็กๆ ในละแวกเดียวกันพากันขนานนามให้เขาว่า “ดอกเตอร์บั๊ก (Dr. Bug)”
“พวกแมลงทำให้ผมทึ่งเสมอครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ดูตลกดี และรูปร่างที่แปลกประหลาดสุดๆ ทุกครั้งที่ผมได้เจอแมลงชนิดใหม่ มันเหมือนกับผมได้เผชิญหน้ากับปริศนาที่รอการไข” ซาโตชิย้อนวันวาน
“ผมมักจะสนุกกับการคิดวิธีใหม่ๆ ในการตามหาพวกมัน อย่างตอนจะหาเต่าทอง เด็กคนอื่นอาจจะใช้น้ำผึ้งทาเปลือกไม้เพื่อล่อมันมา แต่ผมสังเกตเห็นความลับอย่างหนึ่ง… แมลงพวกนี้มักจะแอบงีบหลับตอนกลางวันและชอบที่มืดๆ ใต้โขดหิน ผมเลยลองเอาก้อนหินไปวางเรียงไว้ใต้ต้นไม้ พอเช้าวันรุ่งขึ้น แค่เดินไปพลิกหินเหล่านั้น ผมก็เจอมันนอนอยู่เต็มไปหมด การได้ค้นพบเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละครับ คือสิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้น”
ความสุขในวัยเด็กของซาโตชิช่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน
แต่แล้ว เขตชุมชนเมืองก็เริ่มขยาย สภาพแวดล้อมรอบๆ โตเกียวก็เริ่มเปลี่ยนไป จากระบบนิเวศที่เคยเต็มไปด้วยพื้นที่ป่าไม้ ก็กลายเป็นตึกรามบ้านช่อง บ่อตกปลาก็กลายเป็นศูนย์เกมอาร์เขต (Arcade Center) และไม่ช้าไม่นาน พวกแมลงที่เคยมีอย่างมากมายและหลากหลาย ก็เริ่มลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว
“ที่วางกับดักแมลงเริ่มหายาก เพราะการขยายตัวของเมือง เด็ก (ที่เคยอยู่กับธรรมชาติ) ก็เริ่มเปลี่ยนมาเล่นกันอยู่แต่ในบ้าน และแล้วหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับแมลงก็ถูกลืมเลือนไป” ซาโตชิรำลึกความหลัง
ซาโตชิเล่าว่า เขาคือเด็กในเจเนอเรชั่นแรกๆ ที่เติบโตขึ้นมากับมังงะ และอานิเมะ ทั้งก็อดซิลล่า ทั้งอุลตร้าแมน…
“ในช่วงปี 1978 ผมอินมากเป็นพิเศษกับเกมอย่าง เกมยิงยาน (space invader) ซึ่งทำให้ผมเริ่มหลงใหลในการเล่นวิดีโอเกม แต่ในตอนนั้น แทบจะไม่มีสื่ออะไรที่พูดถึงเกี่ยวกับเกมเลย ผมก็เลยทำนิตยสารของตัวเองออกมาชื่อ เกมฟรีก (Game Freak)”
คือถ้าแปลไทยตรงตัว ก็จะออกมาประมาณ “คนคลั่งเกม”


ในตอนนั้น อายุของเขาเพิ่งจะสิบสามสิบสี่ แต่เขาทำนิตยสารของตัวเอง…
“ตอนนั้น ผมเขียนมันขึ้นมาด้วยลายมือ และเย็บแต่ละหน้าเข้าด้วยกันด้วยมือของผมเอง ในเล่มเขียนถึงเทคนิคการชนะเกม และกลเม็ดเด็ดพรายในการเล่นเกมดังๆ อย่าง “ดองกี้คอง (Donkey Kong)” เขาเล่า
ซึ่งน่าสนใจครับ เพราะถ้ามองในมุมนี้ นี่หมายถึงมุมมองในการใช้ชีวิตแบบสนใจอะไรแล้ว ลุยจริงๆ แบบกัดไม่ปล่อย
สนใจแมลงก็จัดหนักจัดเต็มจนเข้าขั้นเนิร์ด และพอหันมาเป็นเกมเมอร์ ก็ยังทำนิตยสารทำมือ (Fanzine) สอนและแชร์วิธีเล่นเกมให้กับเพื่อนๆ อีก
สำหรับเล่มที่ขายดีที่สุด ซาโตชิเล่าว่า ยอดขายของเขามากกว่าหนึ่งหมื่นเล่ม ในตอนนั้น ราคาต่อเล่มอยู่ที่ 300 เยน ตอนนั้น เป็นช่วงแรกที่เกมเซเวียส (Xevious) เพิ่งจะเริ่มได้รับความนิยม

แต่ซาโตชิไม่ได้แฮปปี้กับเกมในตอนนั้นขนาดนั้น ในฐานะของคนที่ติดเกมแบบหนักหนาสาหัส ซาโตชิและผองเพื่อนมองเห็นช่องโหว่ในเกมค่อนข้างบ่อย และนั่นทำให้พวกเขาหงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจ และยิ่งได้เล่นเกมมากขึ้นเท่าไร ซาโตชิก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น
“ตอนนั้น เป็นช่วงปี 1990 อาชีพนักออกแบบเกมเพิ่งจะเริ่มๆ เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในญี่ปุ่น และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ซาโตชิตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเดินชีวิตของตัวเอง และเริ่มสร้างเกมของตัวเองขึ้นมา… และเพื่อให้เข้าใจว่าเกมทำงานยังไง ซาโตชิเริ่มเข้าสู่วงการนักพัฒนาเกมด้วยการแกะเครื่องนินเทนโดของเขาเองแล้วลองประกอบใหม่ และใช้เวลาอีกสองปีในการพัฒนาฝีมือในการเขียนโปรแกรม
และในที่สุด เกมแรกของเขาก็สำเร็จ เกมนี้มีชื่อว่าเกม “ควินตี้ (Quinty)”
ในตอนนั้น ซาโตชิให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ (Time) ว่าในช่วงที่เขากำลังพัฒนาเกม “โปเกมอน (Pokémon)” ขึ้นมานั้น ตัวเขาเองใช้ชีวิตหนักหนาสาหัสราวกับซอมบี้ บ่อยครั้งที่เขามักจะโหมทำงานทีละ 24 ชั่วโมง แล้วค่อยไปปลีกตัวนอนพักทีละ 12 ชั่วโมง
และแล้วในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1996 ซาโตชิก็ทำสำเร็จ เขาเปิดตัวเกมโปเกมอนขึ้นมาเป็นครั้งแรก หลังจากที่ทุ่มพัฒนาเกมแบบหักโหมจนตาขาวเปลี่ยนเป็นตาแดง ขอบตาหมองคล้ำราวแพนด้า มือสั่นเทาจากภาวะอดนอน

ในวันนี้ ซาโตชิได้เปลี่ยนไปแล้วจาก “เด็กชายผู้รักแมลง” ไปเป็นนักออกแบบเกมผู้สร้างโลกใบใหม่ เป็นโลกคู่ขนานที่ทำให้คนทั้งโลกได้สัมผัสกับการกลับไปเป็นเด็กที่วิ่งถือสวิง ไล่จับความฝันในทุ่งหญ้าอีกครั้ง
โปเกมอนกลายเป็นกระแสโด่งดังอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก และด้วยความเนิร์ด ซาโตชิออกแบบเกมมาได้ราวสมกับที่สนใจกีฏวิทยา
เขาเอาความซับซ้อนชีวิตในธรรมชาติมาทำให้เป็นเรื่องสนุก เอามาทำให้เป็นเกม (gamification)
ในมุมของซาโตชิ นี่คือการช่วยคืนธรรมชาติที่หายไปจากการขยายตัวของชุมชนเมือง กลับไปให้เด็กๆ ให้พวกเขาได้สัมผัสกับความละเมียดของการศึกษาและสะสมสิ่งมีชีวิตประหลาดในธรรมชาติเช่นเดียวกับที่ซาโตชิเคยได้แรงบันดาลใจมาตอนที่เขาสะสมแมลงในช่วงยุค 70
ชัดเจนว่า ความหลงใหลในวัยเยาว์ของเขาได้ย้อนมาเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตขึ้นมากลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่สะท้านสะเทือนไปทั้งโลก
ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ในวันนี้ Pokémon จะเดินทางมาถึงขวบปีที่สามสิบ… เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน


จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียง ‘งานอดิเรก’ ที่ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาอย่างการไล่จับแมลงในป่าข้างบ้าน ใครจะคิดว่ามันจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์ และทำหน้าที่ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาให้กับเด็กๆ ได้อย่างแนบเนียนที่สุด
ผ่านหน้าจอเล็กๆ นั้น เด็กๆ ได้เริ่มเรียนรู้วิธีการจดบันทึกพฤกษศาสตร์และสัตววิทยาอย่างเป็นระบบ โดยมีโปเกเดก (Pokédex) เป็นสมุดบันทึกธรรมชาติเล่มแรกในชีวิต
เพราะถ้ามองให้ละเอียด โปเกมอน คือการจำลองโลกของ “อนุกรมวิธาน” (Taxonomy) มาให้เด็กได้เล่นสนุก การจัดกลุ่มมอนสเตอร์ตามธาตุน้ำ ไฟ หรือพืช แท้จริงแล้วคือการฝึกจำแนกสิ่งมีชีวิตจากลักษณะร่วม ซึ่งเป็นทักษะหัวใจของนักชีววิทยา
ขณะที่ระบบนิเวศในเกมก็คอยกระตุ้นให้เราฉุกคิดถึง ‘บ้าน’ และ ‘วิถีชีวิต’ ของพวกมัน ว่าทำไมบางตัวต้องซ่อนตัวในถ้ำมืดมิด หรือบางตัวถึงรักที่จะอยู่ในป่าลึก มันคือการสอนเรื่องนิเวศวิทยาผ่านการผจญภัยที่ไร้พรมแดน
แม้คำว่า “วิวัฒนาการ” (Evolution) ในโลกของโปเกมอนจะดูแตกต่างจากทฤษฎีของดาร์วินไปสักหน่อย แต่มันกลับทำหน้าที่สื่อสารเรื่อง “การเปลี่ยนรูปร่าง” (Metamorphosis) ได้อย่างยอดเยี่ยมและเห็นภาพชัดเจนที่สุด
มันทำให้ความมหัศจรรย์ของการที่หนอนตัวน้อยกลายร่างเป็นผีเสื้อแสนสวย กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้และน่าตื่นเต้น
และความงดงามที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่ถูกถ่ายทอดผ่านรูปลักษณ์อันเฉพาะตัว โปเกมอนหลายตัวถอดแบบมาจากสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจอยู่จริง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจย้อนกลับไปสู่โลกวิทยาศาสตร์ เมื่อนักวิจัยตัดสินใจใช้ชื่อของพวกมันไปตั้งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ให้กับเพื่อนร่วมโลกชนิดใหม่ๆ
ตั้งแต่ชื่อโปรตีน ไปจนถึงชื่อแมลงตัวจิ๋วไปจนถึงชื่อของซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์


รู้หรือไม่ครับว่า… ในระดับโมเลกุลที่เล็กที่สุดในร่างกายเรา มี “โปเกมอน” ซ่อนตัวอยู่
นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อโปรตีนในเรตินาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งสัญญาณภาพจากดวงตาไปยังสมองว่า “ปีกาจู้ริน (Pikachurin) (ซึ่งมาจากโปเกมอนปีกาจู้ (Pikachu) เพราะมีทำหน้าที่ในการเชื่อมจุดรับส่งกระแสประสาทที่ทำให้การส่งกระแสประสาทว่องไวราวกับสายฟ้าฟาดของโปเกมอนสายฟ้าสีเหลืองตัวนี้
ในโลกของบรรพชีวินวิทยา ร่องรอยจากอดีตกาลก็นำพาเราไปพบกับเหล่ามอนสเตอร์เช่นกัน
มีการตั้งชื่อสกุลของเทอโรซอร์ (Pterosaur) ชนิดหนึ่งว่าแอโรแดคทิลัส (Aerodactylus) เพราะรูปลักษณ์ที่ถอดแบบมาจากโปเกมอน แอโรแดคทิล (Aerodactyl) ในเกมมาแทบไม่ผิดเพี้ยน
หรือแม้แต่ฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่มีลักษณะเด่นตรงจะงอยปากและรูปร่างป้อมเตี้ย ก็ได้รับชื่อว่า Bulbasaurus phylloxyron ซึ่งสื่อถึงเจ้าบัลบาซอร์ (Bulbasaur) โปเกมอนพืชตัวแรกในตำนาน
แม้แต่ในปัจจุบัน การค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ก็ยังถูกเชื่อมโยงด้วยสายใยแห่งจินตนาการนี้ เมื่อปี 2023 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore, NUS) ได้ค้นพบแมลงสาบสายพันธุ์ใหม่ที่มีรูปร่างบอบบาง สง่างาม และมีลักษณะเฉพาะตัวจนนึกถึงโปเกมอนจากต่างมิติ
พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งชื่อมันว่า Nocticola pheromosa ตามชื่อของฟีโรโมซา (Pheromosa) โปเกมอนแมลงที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและความสวยงามแปลกตา


คําถามก็คือ ปรากฏการณ์ “โปเกมอน” บอกอะไรเรา? บางที มันบอกว่าโปเกมอนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “เกม” ที่ให้ความบันเทิงในยามว่าง แต่มันคือ “สะพานเชื่อม” อันทรงพลังที่ทลายกำแพงกั้นระหว่างวิทยาศาสตร์ที่ทั้งเยอะ ทั้งซีเรียส เข้าถึงได้ยาก กับจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดของวัยเยาว์
เพราะเมื่อชื่อของมอนสเตอร์ในหน้าจอกลายมาเป็นชื่อที่จารึกอยู่ในตำราวิทยาศาสตร์และพจนานุกรมความหลากหลายทางชีวภาพของโลก มันได้เปลี่ยนวิชาชีววิทยาที่เคยดูห่างไกล ให้กลายเป็นเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตและแรงบันดาลใจ
นี่จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า… ความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็กนั้นมีค่าเพียงใด
เพราะบางทีเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้ด้วยการ ‘ไล่จับแมลง’ ในวันวาน อาจเติบโตขึ้นมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำลัง ‘ไขความลับของจักรวาล’ ในวันนี้
และนั่นคือบทบาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโปเกมอนในวัยสามสิบปี การทำให้โลกใบเดิมที่เราอยู่ กลายเป็นพื้นที่แห่งความมหัศจรรย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งสำหรับทุกคน
บรรยายภาพ
เกมยิงยาน (Space Invader) (Image Credit: Wikipedia)
เกมยิงยาน (Space Invader) (Image Credit: Wikipedia)
แมลงสาบสิงคโปร์ที่ถูกตั้งชื่อตามโปเกมอนฟีโรโมซา (Image Credit : Lee Kong Chian Natural History Museum, NUS)
กะโหลกมุมข้างของบัลบาซอรัส ฟิลโลไซรอน (Image Credit : Christian F Kammerer & Roger MH Smith, PeerJ, 2017)
โปเกมอน บัลบาซอร์ (Image credit : Pokemon Database)
ภาพบัลซาซอร์สร้างโดยเอไอ (Gemini 3 Pro)
โปเกมอน แอโรแดคทิล (Image credit : Pokemon Database)
ภาพแอโรแดคทิลัส สร้างอิงตามโครงสร้างฟอสซิลโดยเอไอ (Gemini 3 Pro)
