ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

หลังเลือกตั้งใหม่ๆ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าพรรคภูมิใจไทยที่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้จะเลือก 2 พรรคใหญ่ร่วมรัฐบาล

คือ พรรคเพื่อไทย กับพรรคกล้าธรรม

พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 191 เสียง

พรรคเพื่อไทย 74 เสียง

พรรคกล้าธรรม 58 เสียง

ในเชิงคณิตศาสตร์การเมือง การผสม 3 พรรคจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก

เพราะถ้าดึงพรรคเล็กเข้าร่วมแค่ 2 เสียง

รัฐบาลจะมีเสียงทั้งหมด 325 เสียง

ความมั่นคงของสูตรนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงที่สูงถึง 325 เสียง ขณะที่พรรคฝ่ายค้านมีเพียง 175 เสียง

แต่ยังหมายถึงการประกันความเสี่ยงหากพรรคเพื่อไทยหรือกล้าธรรม พรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

เสียงของรัฐบาลก็ยังเกิน 250 เสียงหรือกึ่งหนึ่งของสภา

ลองลบดูนะครับ

สมมุติว่าพรรคกล้าธรรม 58 เสียงถอนตัว

รัฐบาลก็ยังมีเสียงสนับสนุน 267 เสียง

หรือถ้าพรรคเพื่อไทย 74 เสียงถอนตัว

รัฐบาลก็ยังเหลือ ส.ส. 251 เสียง

แบบนี้พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบ เพราะ 2 พรรคนี้มีอำนาจต่อรองน้อย

ครับ ทุกคนก็คิดแบบนั้น

แต่ “เนวิน ชิดชอบ” คิดแตกต่าง

ถ้ารัฐบาล 3 พรรคใหญ่ 325 เสียง จำนวนเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละพรรคก็จะน้อยลง

เพราะตัวหาร คือ 35 เก้าอี้รัฐมนตรี

เฉลี่ย 9.2 ส.ส.ต่อ 1 เก้าอี้

พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง จะได้รัฐมนตรี 20.7 ที่

หรือ 21 ที่

พรรคอื่นๆ ก็ได้ตามสัดส่วน

21 เก้าอี้อาจดูเยอะ แต่นึกถึง “บ้านใหญ่” ในพรรคที่เพิ่งเข้ามา

ถ้าบริหารจัดการไม่ดี รับรองปั่นป่วนแน่

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ “เนวิน” ต้องการให้รัฐบาลนี้ฝากผลงานให้คนจดจำเหมือนกับ “ทักษิณ ชินวัตร” และพรรคไทยรักไทย

“30 บาทรักษาทุกโรค” ผ่านมาแล้ว 20 กว่าปี

วันนี้ยังเอามาหาเสียงได้เลย

ถ้าพรรคภูมิใจไทยอยากอยู่ยาว ต้องสร้างผลงานให้อยู่ในใจคนแบบนี้

นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ต้องคุมกระทรวงสำคัญไว้ทั้งหมด

และมีเก้าอี้รัฐมนตรีให้มากที่สุด

แนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลของ “เนวิน” จึงแตกต่างจากที่คนในวงการคาดคิด

เขาเริ่มด้วยการติดต่อพรรคเพื่อไทย

และดึงพรรคเล็กๆ เข้าร่วมรัฐบาล

เพราะพรรคเล็กมีเสน่ห์ที่พรรคใหญ่ไม่มี

นั่นคือ มีเสียง แต่ไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรี

คือ ได้เสียงสนับสนุนรัฐบาลเหมือนกับพรรคใหญ่

อาจจะแค่ 1 เสียง

รวมๆ เข้าก็เหมือนกับเป็นพรรคขนาดกลาง

ได้เสียงเหมือนกัน

แต่ “ภูมิใจไทย” ไม่เสียเก้าอี้รัฐมนตรีสักเก้าอี้

ลองคิดดูนะครับ พรรคทั่วไป มี 9 เสียงก็ต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 1 คน

แต่ ส.ส.พรรคเล็ก 9 พรรค

รวม 9 เสียงเหมือนกัน

แต่ไม่เสียเก้าอี้รัฐมนตรีเลย

แนวทางนี้เองทำให้พรรคกล้าธรรมที่มั่นใจว่าจะได้เป็นรัฐบาลแน่นอนต้องตกจากสวรรค์

เพราะ “เนวิน” ไม่ติดต่อร่วมรัฐบาลเลย

เขารวบรวมพรรคเล็กๆ มาร่วมรัฐบาลจนได้เสียงสนับสนุน 290 กว่าเสียง

พอมากพอแล้วก็ปิดเกมทันที

พรรคไหนที่อยากร่วมรัฐบาลก็ถือเป็นพรรคสำรอง

ถ้าเพื่อไทยหรือกล้าธรรมมีปัญหา ก็พร้อมดึงมาเป็นอะไหล่ทันที

เหนือชั้นจริงๆ

เรื่องมหัศจรรย์ของตัวเลขนี้ไม่ได้ใช้กับการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น

กกต.ก็นำมาใช้ในการประกาศผลเลือกตั้ง

ที่ชัดเจนที่สุด คือ การประกาศผลการลงคะแนนประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เรามีบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ

1. เลือก ส.ส.เขต

2.เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ

3. ลงประชามติว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

บัตรที่ 1 และ 2 ก็มีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการมี “บาร์โค้ด” ที่ระบุตัวตนผู้ลงคะแนน

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก

แต่ประเด็นล่าสุดที่น่าสนใจ ก็คือ เรื่องการประกาศผลการออกเสียงประชามติ

สำนักงาน กกต.ประกาศผลแบบนี้ครับ

มีเสียงเห็นชอบ 21,622,029 เสียง คิดเป็น 58.64%

เสียงไม่เห็นชอบ 11,231,161 เสียง คิดเป็น 30.46%

เสียงไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 เสียง คิดเป็น 8.34%

บัตรเสีย 942,608 ใบ คิดเป็น 2.56%

มองผิวเผินก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เพราะคะแนน “เห็นชอบ” ชนะขาด

21 ล้านเสียงต่อ 11 ล้านเสียง

แต่ประเด็นมันอยู่ที่จำนวนเปอร์เซ็นต์ของ “เห็นชอบ” และ “ไม่เห็นชอบ”

กกต. บอกว่า “เห็นชอบ” 58.64%

มีบางคนบอกว่าแบบนี้ก็น้อยกว่าคะแนนเห็นชอบในการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในปี 2559

เพราะครั้งนั้น คะแนน “เห็นชอบ” 61.35%

ฟังดูเหมือนครั้งนี้ “เห็นชอบ” น้อยกว่าครั้งก่อน

ซึ่งอาจเป็นประเด็นตอนช่วงที่มีการถกเถียงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหญ่ได้

นั่นคือ เหตุผลที่มีการทักท้วงเรื่องนี้ขึ้นมา

ประเด็นสำคัญคือ ฐาน 100% ของ กกต.ในการลงประชามติครั้งนี้ เขารวมคะแนน “ไม่แสดงความเห็น” กับ “บัตรเสีย” เข้าไปด้วย

แต่ครั้งก่อนมีแต่ “เห็นชอบ” กับ “ไม่เห็นชอบ”

ฐานที่ไม่เท่ากัน ทำให้ร้อยละของคะแนน “เห็นชอบ” ครั้งนี้น้อยกว่าครั้งที่แล้ว

กกต.ก็ออกมาชี้แจงว่าที่เป็นแบบนี้ เพราะครั้งก่อนปี 2559 มีแต่ช่อง “เห็นชอบ” และ “ไม่เห็นชอบ”

ไม่มีช่อง “ไม่แสดงความเห็น”

กกต.ไม่ผิด

ตอนแรกผมฟังดูก็มีเหตุผล แต่พอค้นข้อมูลลึกๆ ลงไป ก็เห็น “ลูกเล่น” ของ กกต.

ปี 2559 ผลการลงประชามติเป็นแบบนี้ครับ

มีผู้ใช้สิทธิ์ 29,740,677 คน

บัตรที่นับเป็นคะแนน 28,804,432 คน 96.85%

บัตรเสีย 936,209 คน 3.15%

จากนั้นก็ตัดเข้าสู่การคำนวณคะแนน “เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ”

เห็นชอบ 16,820,402 คน 61.35%

ไม่เห็นชอบ 10,598,037 คน 38.65%

ไม่เอา “บัตรเสีย” เข้าไปรวมด้วย

หรือไม่ได้คิดจากฐาน “บัตรที่นับเป็นคะแนน” 28.8 ล้านคน

เพราะถ้าคิดจากฐานบัตรที่นับเป็นคะแนน

คะแนนเห็นชอบจะแค่ 56.55% เท่านั้นเอง

ครับ แม้ว่าเรื่องคณิตศาสตร์จะเป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่ค่อนข้างแน่นอน

แต่พอเข้าสู่แวดวงการเมือง

“ตัวเลข” ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย