bg-single

ในนามของ ‘ความรู้’ ข้ออ้างบุกยึดดินแดน ยุคล่าอาณานิคม

16.03.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม เรือน พ.ศ.2341 ฝรั่งเศสได้เคลื่อนทัพเข้าสู่พื้นที่ของเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมืองท่าสำคัญทางด้านทิศเหนือของประเทศอียิปต์ โดยมีจอมคนอย่างนโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte, พ.ศ.2312-2364) เป็นผู้นำทัพ

และถึงแม้ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว นโปเลียนยังไม่ได้ก้าวขึ้นครองบัลลังก์จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส แต่ก็เป็นนายทหารที่มีอิทธิพลสูงในแวดวงการเมืองของกรุงปารีสแล้ว

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับเรื่องที่เราจะพูดถึงในที่นี้หรอกนะครับ

เพราะสิ่งที่ผมอยากที่จะพูดถึงในที่นี้มากกว่าก็คือ กองทัพของนโปเลียนในครั้งนั้น นอกจากจะประกอบไปด้วยกองเรือเฉียดๆ 300 ลำ และกำลังพลทหารอีกราว 38,000 นายแล้ว ก็ยังมีกลุ่มปัญญาชนจำนวน 175 คนอยู่ในกองทัพครั้งนั้นด้วย

บรรดาปัญญาชนเหล่านี้ประกอบขึ้นจากหมู่นักวิชาการในหลากหลายสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักพฤกษศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักเคมี ฯลฯ

แต่นโปเลียนก็ไม่ได้ขนเอาปัญญาชนไปเฉพาะในฟากฝั่งของนักวิชาการเท่านั้น เพราะเขายังได้นำเอาศิลปิน ช่างฝีมือ รวมไปถึงนักประดิษฐ์ที่มากความสามารถในยุคนั้น เข้าร่วมไปในกลุ่มปัญญาชนทั้ง 175 คนที่มุ่งตรงเข้าสู่ดินแดนไอยคุปต์ในครั้งนั้นด้วย

แน่นอนว่า การที่นโปเลียนได้นำเอากลุ่มคนที่ไม่น่าจะมีส่วนช่วยในการรบพุ่งในครั้งนั้นได้ เข้าไปในอียิปต์ด้วยกันก็เพราะทางฟากฝั่งของฝรั่งเศสนั้น ต้องการที่จะนำเอาความรู้ทุกสิ่งอย่างที่มีอยู่ในดินแดนที่สุดแสนจะลี้ลับ และมีประวัติอันเนิ่นนานสำหรับพวกเขาในยุคโน้น อย่าง “อียิปต์” กลับออกมาให้กลายเป็นสมบัติทางปัญญา และวัตถุของฝรั่งเศสจนหมดทั้งสิ้น

ดังนั้น พวกเขาจึงได้ทำการบันทึกเรื่องราว และเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างในอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์สัตว์ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ประวัติศาสตร์โบราณคดี และสิ่งปลูกสร้างโบราณขนาดมหึมา ทั้งพีระมิด และสฟิงซ์ ตลอดจนสมบัติล้ำค่าของอียิปต์โบราณทั้งหมดเข้าไว้ในกองทัพเมื่อครั้งนั้นอย่างละเอียด และถี่ถ้วนเอามากๆ เลยทีเดียว

 

 

ปัญญาชนคนสำคัญที่ถูกพาเข้าไปในดินแดนไอยคุปต์พร้อมกันกับกองทัพของนโปเลียนในครั้งนั้นก็คือนิโคลาส-ฌาคส์ คงเต (Nicolas-Jacques Conté, พ.ศ.2298-2348) นักประดิษฐ์คนสำคัญ ซึ่งเคยประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับใช้จดบันทึกอันเป็นนวัตกรรมในยุคนั้น ด้วยการนำเอาแท่งไม้มาประกบเข้ากับแร่แกรไฟต์ (graphite) อันเป็นสินแร่ที่นำเข้ามาจากเกาะบริเตนใหญ่ จนกลายเป็นอะไรที่เราในปัจจุบันเรียกกันว่า “ดินสอ” นี่เอง

ทัพของพวกฝรั่งเศสในครั้งนั้นดูจะให้เกียรติและความสำคัญกับคงเต ที่นโปเลียนยกย่องว่าเป็นชายที่มีความรู้รอบด้าน (a universal man) เป็นการพิเศษ แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า นโปเลียนมุ่งหมายให้ คงเตเข้าไปในอียิปต์เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า ดินสอ ของเขาให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น

สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะทำให้เขามีความสำคัญในกองทัพมากกว่าก็คือ ความสนใจในวิทยาศาสตร์ด้านการบินของตัวเขา ที่ได้เคยปรับปรุงวิธีการผลิตก๊าซไฮโดรเจน และการบำรุงรักษาถุงก๊าซ เพื่อใช้ในการประดิษฐ์ “บอลลูนลมร้อน” (hot-air balloon) แล้วได้ทดลองใช้ในที่สาธารณะมาก่อนหน้าของการเคลื่อนพลไปอียิปต์แล้ว

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2341 มาถึง คงเตก็ได้ปล่อยบอลลูนขึ้นเหนือน่านฟ้าของดินแดนไอยคุปต์ แต่บอลลูนดังกล่าวได้กลับกลายเป็นหายนะกลางอากาศ เพราะเกิดเหตุไฟไหม้บอลลูนขึ้นมา

และถึงแม้ว่า การปล่อยบอลลูนขึ้นสู่ท้องฟ้าในครั้งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ได้ทำให้ชาวอียิปต์ที่เห็นเหตุการณ์เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นว่า นวัตกรรมที่เรียกว่า “บอลลูน” นี้ จะกลายเป็นเครื่องมือสงครามที่ทัพฝรั่งเศสจะใช้ในการจุดไฟเผาค่ายทหารของชาวอียิปต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

คงเตยังได้รับโอกาสให้ปล่อยบอลลูนขึ้นบนน่านฟ้าอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง โดยรอบหลังนี้เป็นบอลลูนที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเสียอีกด้วย และยังอ้างกันว่า มีประชาชนชาวอียิปต์ที่ได้เห็นบอลลูนของคงเต จากบริเวณจัตุรัสเอสเบกิเอห์ (Esbekieh square) ในกรุงไคโร เป็นจำนวนนับแสนคนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันดีว่า บอลลูนของคงเตนั้นไม่ควรจะถูกใช้ในปฏิบัติการทางการทหารเลยสักนิด ถึงจะมีข้อมูลบางชุดที่อ้างว่า มีการใช้บอลลูนของคงเตเป็นพาหนะการเดินทางระหว่างประเทศ เพื่อใช้ในการสืบหาข้อมูลในช่วงเวลาสงครามดังกล่าว แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนเลยแม้แต่น้อย

 

 

และถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นก็ตาม แต่กรณีของคงเต ก็เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่พวกฝรั่งเศสได้นำเอาปัญญาชนทั้งหลายเข้าไปในอียิปต์ พร้อมกันกับทัพที่นำโดยนโปเลียนได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

และจึงไม่แปลกอะไรเลยสักนิด ที่เมื่อทัพของนโปเลียนได้ย่างกรายเข้าสู่ดินแดนของชาวไอยคุปต์แล้ว นอกจากที่พวกเขาจะได้ทำสงครามกับกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ก็ได้สำรวจ สืบเสาะ และกวาดเอาทรัพย์สมบัติอันมีค่า ซึ่งก็คือโบราณวัตถุในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณต่างๆ เข้ามาเก็บไว้ในกองทัพของตนเอง โดยหมายจะนำกลับไปไว้ที่กรุงปารีสนั่นแหละ

ลักษณะดังกล่าวอาจจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่เมื่อทัพของฝรั่งเศสในครั้งนั้นยึดครองกรุงไคโร จากราชวงศ์ของพวกมัมลุก (Mamluk) ซึ่งก็สืบเชื้อสายมาจากกลุ่มนักรบทาสของโลกอิสลามได้แล้ว นโปเลียนก็ได้จัดตั้งให้มี “สถาบันเอกิปต์” (Institut d’Égypte หรือที่รู้จักกันในโลกภาษาอังกฤษว่า Egyptian Scientific Institute) ขึ้นที่นั่น ในเรือน พ.ศ.2341 อันเป็นปีเดียวกับการยกทัพเข้ามาในอียิปต์คราวนั้นในทันที

สถาบันซึ่งถูกถือว่าเป็นปฐมบทแห่งการศึกษาวิชา “อียิปต์วิทยา” (Egyptology) แห่งนี้ มีนักคณิตศาสตร์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์อย่างกัสปาร์ มงจ์ (Gaspard Monge, พ.ศ.2289-2361) เป็นประธาน ส่วนนโปเลียนนั้นรั้งตำแหน่งของรองประธานสถาบันฯ ภายในสถาบันถูกแบ่งออกเป็น 4 แผนก ได้แก่ แผนกคณิตศาสตร์, แผนกฟิสิกส์และประวัติศาสตร์ธรรมชาติ, เศรษฐศาสตร์การเมือง และแผนกสุดท้ายคือ ศิลปะและวรรณกรรม

บทบาทหน้าที่ และความสำคัญของสถาบันแห่งนี้ก็คือ การเร่งผลิตองค์ความรู้ทางด้านอียิปต์วิทยา เพื่อสนับสนุนกองกำลังสำรวจของฝรั่งเศส

และก็แน่นอนด้วยว่า ความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดนี้ ต่างก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของฝรั่งเศส มากกว่าที่จะเป็นไปเพื่อชนพื้นเมือง ที่มักจะถูกกีดกันว่าไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่ใช่ผู้สืบทอดจากวัฒนธรรมโบราณดังกล่าว ดังนั้น จะเห็นได้ถึงการเตรียมความพร้อมในการสำรวจบุกเบิกดินแดนไอยคุปต์ของกองทัพฝรั่งเศสครั้งนั้นอย่างจริงจัง

 

 

ตัวอย่างที่สำคัญของภารกิจการสำรวจอียิปต์ในครั้งนั้นก็คือ การค้นพบอะไรที่ในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อของ “ศิลาโรเซ็ตตา” (Rosetta stone) นั่นเอง

เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2342 วิศวกรควบตำแหน่งนายทหารแห่งกองทัพฝรั่งเศสในขณะนั้นที่มีชื่อว่า ปิแอร์-ฟรองซัวส์ บูชาร์ด (Pierre-Fran?ois Bouchard, พ.ศ. 2314-2365) ก็ได้ไปค้นพบศิลาจารึกหลักหนึ่ง ที่ควรจะเคยถูกจัดตั้งเอาไว้ในวิหารแห่งใดแห่งหนึ่งในเมืองซาอิส (Sais) ของอียิปต์ในช่วงราชวงศ์ทอเลมี (Ptolemy dynasty, ราชวงศ์ของพวกกรีกเชื้อสายมาซิโดเนีย ที่เข้าปกครองอียิปต์หลังจากที่ตกเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช) แต่ถูกเคลื่อนย้ายนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของป้อมจูเลียน (Fort Julien) ที่เมืองราชิด (Rashid) ในเขตพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์

เมืองราชิดที่ว่านี้ พวกฝรั่งเรียกกันว่าเมืองโรเซ็ตตา ดังนั้น ศิลาจารึกหลักนี้จึงมักจะถูกเรียกว่า “ศิลาโรเซ็ตตา” ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นศิลาจารึกหลักที่สำคัญที่สุดในการเบิกทางไปสู่การศึกษาประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณเลยทีเดียว

เพราะศิลาโรเซ็ตตานั้นถูกจารึกข้อความขึ้นเป็น 2 ภาษา โดยมีเนื้อความเหมือนกัน ได้แก่ ภาษาอียิปต์โบราณ และภาษากรีกโบราณ โดยนับเป็นจารึกในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณหลักแรกที่เขียนขึ้นด้วย 2 ภาษา ที่ถูกค้นพบในโลกสมัยใหม่

แถมศิลาโรเซ็ตตายังเขียนขึ้นด้วยตัวอักษรถึง 3 ชนิด ได้แก่ อักษรเฮียโรกลิฟฟิค (Hieroglyphic) อักษรเดโมติค (Demotic) และอักษรกรีกโบราณ

โดยที่ 2 รูปแบบอักษรแรกนั้น เขียนขึ้นในภาษาอียิปต์โบราณ ซึ่งผลการศึกษาในระยะหลังจากนั้นทำให้ทราบว่า อักษรเฮียโรกลิฟฟิคนั้น เป็นอักษรที่ใช้สำหรับพิธีกรรม และศาสนา ส่วนอักษรเดโมติคเป็นอักษรที่ใช้งานโดยทั่วไปในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณอีกต่างหาก

การที่ศิลาโรเซ็ตตามีข้อความด้านหนึ่งเขียนขึ้นด้วยอักษร และภาษากรีกโบราณ อันเป็นอักษรที่ยังมีผู้อ่านออก และเป็นภาษาที่ยังมีผู้เข้าใจความหมายอยู่นั้น จึงเป็นใบเบิกทางสำคัญ ที่จะทำให้นักวิชาการรุ่นหลังสามารถอ่านทั้งตัวอักษรเฮียโรกลิฟิค และเดโมติค และรวมไปถึงสามารถทำความเข้าใจในภาษาอียิปต์โบราณได้อีกด้วยนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก