ผ่าปมหั่นงบฯ กีฬาเป็นเลิศพันล้าน โอนเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาสู่การพัฒนา?
เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่
[email protected]
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ต้องจับตามองในวงการกีฬาไทย สำหรับปมเรื่องงบประมาณในส่วนของฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ ถูกหั่นทอนลดลงไปจากเดิมกว่า 1 พันล้านบาท รวมไปถึงเรื่องการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าอาหารโอนตรงเข้าบัญชีของนักกีฬา จากเดิมที่โอนผ่านสมาคมกีฬา ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา…
ประเด็นแรกเรื่องงบประมาณที่ ฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้รับจาก กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ แต่ละปีจะอยู่ที่ราว 2.2 พันล้านบาท แต่ปีนี้ถูกตัดเหลือเพียงแค่ 1.2 พันกว่าล้าน เท่ากับว่าเงินหายไปกว่า 1 พันล้านบาท ทำให้แต่ละสมาคมกีฬาได้รับปัญหาเดือดร้อน และออกมาพยายามเรียกร้องขอให้พิจารณาการจัดสรรงบประมาณใหม่ แต่ก็ได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
จากความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ทำให้สมาคมกีฬาต่างๆ เตรียมรวมตัวกันทำหนังสือยื่นไปถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้เข้ามาช่วยดูและจัดสรรงบประมาณใหม่ เนื่องจากเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ผ่านมายังฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ กกท. ลดฮวบลงจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคมได้โดยปกติแล้ว
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ กกท. ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 2.2 พันล้านบาท สนับสนุน 90 สมาคมกีฬาในการบริหารจัดการด้านต่างๆ ทั้งการจัดการแข่งขัน ส่งนักกีฬาแข่งขัน เงินรางวัล การเก็บตัว จัดศึกชิงแชมป์ประเทศไทย และอื่นๆ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเงิน 2.2 พันล้านบาท จากทั้งหมด 4 พันกว่าล้านบาท ที่กองทุนกีฬาฯ มีงบประมาณในแต่ละปี
แต่สำหรับปีนี้จากเงิน 2.2 พันล้านบาท เหลือเพียง 1.2 พันล้านบาทเท่านั้น ซึ่งบรรดาสมาคมกีฬาต่างๆ ระบุว่าไม่เพียงพอ และเกิดปัญหาขึ้นมา ยกตัวอย่าง แต่ละสมาคมกีฬาต้องจัดการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย เพื่อเฟ้นหาตัวนักกีฬาทีมชาติ แต่ปรากฏว่า ในส่วนนี้มีงบประมาณอยู่เพียงกว่า 10 ล้านบาท สำหรับ 90 สมาคมกีฬา ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่น้อย
ขณะที่ในส่วนของ งบประมาณเชิงนโยบาย ได้รับอนุมัติจากกองทุนฯ ถึงราว 1.6 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณจัดอีเวนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเทรล มวยไทย และรายการต่างๆ ที่เป็นกิจกรรมเชิงนโยบายของทางภาครัฐ ซึ่งมีจำนวนเงินมากกว่างบประมาณพัฒนากีฬาเป็นเลิศ
ดังนั้น ทางคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมกีฬาต่างๆ จึงมีข้อกังวลกับการเก็บตัวและส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันรายการต่างๆ
“บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ระบุว่า กิจกรรมหลายอย่างจากมุมมองเราไม่น่าจะสำคัญเท่ากับกีฬาเป็นเลิศที่ไปสร้างชื่อเสียง ทำเหรียญทองในระดับนานาชาติ ส่วนกิจกรรมที่เป็นนโยบายภาครัฐก็อยากจะฝากให้กองทุนฯ พิจารณายับยั้งไว้ แล้วเอาเงินมาใส่ตรงนี้แทน เพื่อเอาเงินไปสนับสนุนนักกีฬา ปี 2568 ก็ลำบากแล้วจากซีเกมส์ มาปี 2569 ปัญหาก็ยังคาราคาซังไม่ได้รับการแก้ไข
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้มีสภาพคล่องเหมือนแต่ก่อน และต้องคำนึงถึงความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณแต่ละด้าน ไม่ใช่ว่าการพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศไม่สำคัญ แต่การพัฒนากีฬาเพื่อการสร้างมูลค่าก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุน เพื่อสร้างเม็ดเงินกลับคืนสู่ประเทศให้ได้ก่อนในระยะสั้น
หลังจากนั้นในระยะยาวค่อยมองไปถึงการพัฒนานักกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศ
ดังนั้น ในช่วงนี้จะเป็นช่วงสำคัญของทุกสมาคมกีฬาในการร่วมมือร่วมใจ และพิสูจน์ให้ได้เห็นว่า แม้จะได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียง 1.2 พันล้านบาท แต่ก็สามารถเจียระไนนักกีฬาก้าวไปสร้างชื่อเสียงได้ ตรงนี้ไม่ได้คาดหวังเรื่องปริมาณนักกีฬา แต่เน้นคุณภาพของนักกีฬาที่สร้างความสำเร็จให้กับประเทศชาติ
ขณะที่ประเด็นที่สองเรื่องการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าอาหารโอนตรงเข้าบัญชีนักกีฬา ซึ่งเป็นมติที่ประชุมบอร์ดกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ เห็นชอบให้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยง และค่าอาหาร ตรงให้แก่นักกีฬา โดยทดลองในนักกีฬาที่เข้าร่วมเอเชี่ยนบีชเกมส์ และกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 โดยกองทุนฯ จะติดตามและประเมินผล เพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ พิจารณากำหนดเป็นแนวทางมาตรฐานในอนาคต
เรื่องนี้หลายสมาคมกีฬาต่างออกมาไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะเงินจำนวน 600 บาทที่จ่ายตรงไป ซึ่งเงินเบี้ยเลี้ยง 300 บาทก็จ่ายตรงได้ไม่มีปัญหา
แต่ในส่วนค่าอาหาร 300 บาท เป็นปัญหาที่สมาคมกีฬาค่อนข้างไม่เห็นด้วย เนื่องจากหลายๆ สมาคมกีฬาได้นำส่วนนี้มาบริหารจัดการด้านโภชนาการให้นักกีฬา เพื่อให้นักกีฬาได้กินตามหลักโภชนาการที่ถูกต้อง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ อีกหนึ่งหมวกในฐานะนายกสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างการจัดอาหารของเทควันโด ซึ่งจะมีการนำไปจัดอาหารที่เป็นหลักตามวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักกีฬาก็มารับประทานร่วมกันทั้ง 3 มื้อ ซึ่งถ้าคิดตามมูลค่าอาหารนั้นเกินงบประมาณ 300 บาทของนักกีฬาอยู่แล้ว
ส่วนสมาคมกีฬาต่างๆ ยืนยันว่า ระบบจ่ายเงินของกองทุนฯ แบบเดิมดีอยู่แล้ว คือโอนผ่านสมาคมกีฬา โดยเฉพาะค่าอาหาร ส่วนเบี้ยเลี้ยง 300 บาทจะโอนตรงให้นักกีฬาก็ได้ แต่กองทุนฯ ก็ควรปรับขั้นตอนการจ่ายให้เร็ว และตรงเวลา เพราะปัญหาที่ผ่านมาคือ การจ่ายให้นักกีฬาล่าช้า มีติดค้างหลายเดือน จนทุกสมาคมกีฬาต้องแก้ปัญหาด้วยการสำรองจ่ายให้นักกีฬาไปก่อน
เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมาคือ การจ่ายเงินล่าช้าของกองทุนฯ มากกว่า ที่ทำให้กระบวนการบริหารจัดการดูแลนักกีฬาของสมาคมกีฬามีปัญหา เพราะแต่ละสมาคมกีฬามีหน้าที่ดูแลนักกีฬา เพื่อสร้างนักกีฬาที่มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพไปสู่ความเป็นเลิศ การจ่ายเงินตรงให้นักกีฬาโดยรวมค่าอาหารก็จะมีผลต่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการของสมาคมกีฬา

ในส่วนมุมมองของตัวนักกีฬาเองหลายคนก็มีความเป็นมืออาชีพพอสำหรับการดูแลตัวเองในด้านโภชนาการ เพราะจะมีตัวชี้วัดออกมาที่สภาพร่างกายในเวลาฝึกซ้อม และเข้าร่วมการแข่งขัน ดังนั้น นักกีฬาบางคนก็อาจจะนำเงินค่าอาหารในส่วนนี้มาดูแลอาหารการกินของตัวเอง ที่อาจจะแตกต่างจากสมาคมกีฬา ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะเป็น 2 มุมมองที่แตกต่างกันระหว่างนักกีฬา และสมาคมกีฬา
จากทั้งสองประเด็นที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการกีฬาไทยกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่เป็นปัจจัยในการพัฒนากีฬาไปสู่ความเป็นเลิศ และการพัฒนากีฬาไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบงบประมาณที่จำกัด และสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เพราะทั้งสมาคมกีฬา และนักกีฬาต่างได้รับผลกระทบโดยตรงที่แตกต่างกันออกไป
คงต้องติดตามกันต่อไปสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าจะส่งผลดีหรือผลเสีย และนำไปสู่การพัฒนาวงการกีฬาของประเทศไทยได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายควรจะต้องหันหน้าพูดคุยกันถึงแนวทางออกร่วมกัน เพื่อร่วมกันผลักดันวงการกีฬาไทยไปสู่ความสำเร็จต่อไปในอนาคต…
