bg-single

สหรัฐอเมริกาในบทบาท ‘ผู้ไถ่’

23.03.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

ภาพประธานาธิบดีทรัมป์ทำพิธีกับผู้นำศาสนาในห้องรูปไข่ ทำเนียบขาว ที่ดูราวกับถูกทำขึ้นจากเอไอนั้นเป็นภาพจริงที่นักวิเคราะห์บางท่านมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์”

เฟซบุ๊กคุณพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ เขียนว่า “มีรายงานว่า ทหารระดับล่างจำนวนมากร้องเรียนว่า ผู้บัญชาการทหารของตนอ้างวาทกรรมของชาวคริสต์สุดโต่ง เพื่อสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านในฐานะเป็น “holy war” เป็นการผูกโยงศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานประเทศอื่น”

“หน่วยงานที่รับข้อร้องเรียนบอกว่า ที่ผ่านมาได้รับข้อร้องเรียนจากทหารกว่า 200 ฉบับจากหน่วยทหารกว่า 50 แห่ง ซึ่งระบุว่า ผบ.ของพวกเขาพยายามเสนอมุมมองทางเทววิทยาจากลัทธิคริสเตียนสุดโต่ง ‘Christian extremism’ เพื่อกระตุ้นให้ทหารอเมริกันฮึกเหิมในการทำสงคราม”

2

อ่านแล้วผมนึกถึงเนื้อหาในหนังสือ Black Mass ของจอห์น เกรย์ นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษ ผู้วิพากษ์และวิเคราะห์การเมืองอเมริกันเอาไว้อย่างน่าสนใจ

เกรย์ต้องการพิสูจน์ข้อเสนอหลักว่า อุดมการณ์การเมืองสมัยใหม่จำนวนมากเป็นการสืบทอดโครงเรื่อง “วันสิ้นโลกและการไถ่โลก” จากศาสนาคริสต์ แต่ทำให้เป็นแบบฆราวาส

เขามองว่า หลังจากที่ศาสนาเสื่อมอิทธิพลลง การเมืองกลายเป็นเรื่องของเหตุและผล แต่ในความเป็นจริง อุดมการณ์การเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมาร์กซิสต์ ฟาสซิสต์ หรือนาซี ล้วนมีลักษณะคล้ายศาสนา เพียงแค่มันมาในรูปแบบของรัฐฆราวาส เช่น เล่าเรื่องใหญ่ของประวัติศาสตร์ การไถ่โลกออกจากบาปหรือยุคสมัยเลวร้าย เพื่อสร้างโลกใหม่อันผุดผ่องขึ้นมา

แพตเทิร์นความเชื่อทางศาสนาคือ โลกตอนนี้เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย พระเจ้าจะเข้ามาเปลี่ยนโลก ความยุติธรรมและสันติภาพจะบังเกิด

3

เกรย์มองว่า โครงเรื่องการไถ่บาปแบบคริสต์ถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่

Creation – พระเจ้าสร้างโลก

Fall – มนุษย์ตกในบาป

Redemption – พระผู้ไถ่มาช่วยมนุษย์

Restoration – โลกใหม่และสวรรค์

ซึ่งเทียบเคียงกับโลกยุคหลัง Enlightenment (เหตุผล) ได้ด้วยการใช้ความก้าวหน้าของมนุษย์ (ปรัชญา ความคิด วิทยาศาสตร์) มาสร้างความเปลี่ยนแปลง (การปฏิวัติ) โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดโลกใหม่ (ยูโทเปีย)

เรื่องเล่าแบบนี้ถูกเล่าผ่านแนวคิดแบบมาร์กซิสม์หรือการปฏิวัติฝรั่งเศส

ซึ่งในการเมืองสมัยใหม่ก็ยังคงมีเส้นเรื่องทำนองนี้อยู่ เช่น มนุษย์ตกอยู่ในบาปก็คือบ้านเมืองที่อยุติธรรม พระผู้ไถ่คือฮีโร่ที่มาพร้อมอุดมการณ์และข้อเสนอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง วันพิพากษา (Judgment Day) ก็คือการปฏิวัติ เพื่อนำไปสู่สวรรค์หรือโลกใหม่ที่ใฝ่ฝัน

ภาพจาก https://www.whitehouse.gov

4

เกรย์มองว่า สหรัฐอเมริกามองตัวเองในบทบาทของ “ผู้ไถ่” โลกออกจากบาป โดยมีภารกิจจากพระเจ้าในการขยายอารยธรรมออกไป อเมริกามองตัวเองว่าเป็นชาติที่พิเศษ ต้องคอยปกป้องโลกนี้จาก “ปีศาจร้าย” เช่น สมัยสงครามเย็นก็ปกป้องโลกจากคอมมิวนิสต์ สมัยอิรักก็ปลดปล่อยประชาชนอิรักจากซัดดัม ฮุสเซ็น เป็นต้น รวมถึงมีภารกิจในการทำให้ประชาธิปไตยแพร่กระจายออกไปด้วย

โดยที่สหรัฐเองก็อยู่ในเรื่องเล่าแบบคริสต์ศาสนา นั่นคือ “ประวัติศาสตร์แบบมีจุดหมาย” เรื่องราวจะดำเนินไปสู่ปลายทางที่มีจุดสิ้นสุดที่งดงาม (สวรรค์ หรือการกลับไปอยู่ร่วมกับพระเจ้า) จึงบอกว่าประวัติศาสตร์โลกจะดำเนินไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และมีพัฒนาการต่อเนื่อง

มุมมองเช่นนี้ของทั้งคริสต์ศาสนาและอเมริกาเชื่อสามสิ่ง

หนึ่ง-เชื่อว่าสังคมมนุษย์พัฒนาเป็นเส้นตรง สอง-เชื่อว่าสังคมและโลกที่สมบูรณ์แบบเป็นไปได้ สาม-เชื่อว่าประชาธิปไตยจะชนะได้ทั้งโลก ซึ่งจอห์น เกรย์ ไม่เห็นด้วยทั้งสามอย่าง

เขามองว่า หนึ่ง-สังคมมนุษย์ไม่ได้พัฒนาเป็นเส้นตรง อันที่จริงในมุมมองกรีกโบราณ จีนโบราณ พุทธ ฮินดูก็มองว่าประวัติศาสตร์เป็นวงกลมหรือหมุนวนทั้งสิ้น สอง-เกรย์มองว่าความฝันแบบยูโทเปียที่มีแบบเดียวมักนำไปสู่ความรุนแรงหรือสงคราม สาม-เขาเชื่อว่าโลกจะเป็นโลกหลายระบบ ไม่มีระบบใดเหมาะกับทุกที่ หรือชนะในทุกที่

ขณะที่มุมมองแบบอเมริกันมองว่า โลกมีปัญหา ต้องมีผู้ไถ่ และโลกจะดีขึ้น

5

ย้อนกลับไปช่วงศตวรรษที่ 17 ในตอนนั้นมีกลุ่มชาวคริสต์เพียวริตัน (Puritan) ซึ่งเป็นคริสเตียนโปรเตสแตนต์กลุ่มหนึ่งในอังกฤษเดินทางอพยพไปที่อเมริกา (New England) โดยพวกเขาอ่านเรื่องในพระคัมภีร์ แล้วนำมาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ของตน โดยเทียบการที่ชาวยิวหนีจากอียิปต์ว่าเหมือนกับพวกเขาหนีจากอังกฤษ โมเสสนำประชาชนยิวก็เหมือนผู้นำศาสนาของพวกเขานำพวกเขามาก่อตั้งอาณานิคม และเทียบดินแดนพันธสัญญาว่าเหมือนกับโลกใหม่ในอเมริกา

พวกเขาจึงเชื่อว่า พระเจ้ากำลังทำพันธสัญญาใหม่กับชุมชนของพวกเขา และพวกเขาก็เป็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกให้ได้อยู่ใน “อิสราเอลใหม่”

มีคำเทศนาที่โด่งดังของจอห์น วินโธรป ว่า “We shall be as a city upon a hill. The eyes of all people are upon us.” ในความหมายว่า “พวกเราจงเป็นเช่นเมืองบนยอดเขา แล้วตาของผู้คนจะจับจ้องมองมายังพวกเรา” หมายถึง การทำชุมชนให้เป็นแบบอย่างทางศีลธรรมให้โลกเห็น

ชาวเพียวริตันเหล่านี้จึงมีความเชื่อว่า ชุมชนของพวกเขามีภารกิจศักดิ์สิทธิ์ และเป็นไปได้ว่าแนวคิดนี้ค่อยๆ สืบทอดมาในสังคมอเมริกัน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทำให้คนอเมริกันรู้สึกว่าพวกเขาเป็นชนชาติพิเศษ มีภารกิจต้องดูแลโลก และเป็นตัวอย่างให้โลก

และนี่คือ narrative ในการไถ่โลกของอเมริกา

นอกจากเล่นบทตำรวจโลกแล้ว อเมริกายังเล่นบท “ผู้ไถ่บาป” อีกด้วย

6

แต่เมื่อโลกมาถึงวันนี้ สิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการเผยแผ่ไม่ใช่ศาสนาอีกต่อไป หากแต่เป็น “แบบอย่าง” อื่นที่เขาเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม และควรเป็น

แน่นอนว่า การบุกยึด โจมตี ทำสงครามกับประเทศใดๆ ย่อมมีเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเมือง และยุทธศาสตร์ระดับชาติเป็นที่แน่แท้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “กรอบคิด” ที่ทำให้บุคคล ผู้นำ หรือประเทศนั้นๆ ตัดสินใจที่จะกระทำเช่นนั้นอยู่เนืองๆ

จอห์น เกรย์ มองว่านี่คือการเมืองแบบ “มิสชันนารีติดมิสไซล์”

คือใช้อุดมการณ์การเมือง ระบอบการปกครองเช่นประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี หรือกระทั่งการกล่าวอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นเงื่อนไขในการบุกใส่ประเทศคู่กรณี

เพราะสิ่งนี้คือสิ่งประเสริฐอันเป็นแบบอย่าง หากที่ใดยังไม่เป็นเช่นนี้ อเมริกายินดีเข้าไป “ช่วย” หรือ “ไถ่ถอน” ให้ออกมาจากสถานการณ์บาปนั้น เพื่อนำไปสู่สวรรค์ หรือกลับไปอยูร่วมกับพระเจ้า ซึ่งในที่นี่ก็คือเข้าร่วมกับอเมริกานั่นเอง

7

แต่เกรย์มองว่า ประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ตลาดเสรี ฯลฯ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกประเทศ ในเมื่อแต่ละสังคมมีประวัติศาสตร์ไม่เหมือนกัน วัฒนธรรมแตกต่าง โครงสร้างอำนาจก็หลากหลาย จึงไม่ควรมีประเทศใดส่งออกประชาธิปไตย หรือนำสิ่งที่ตนคิดว่าถูกต้องดีงามไปยัดเยียดใส่มือคนอื่น หากทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมา ดังเช่นที่เกิดขึ้นในอิรักหลังจากที่สหรัฐเก็บข้าวของออกมา

เกรย์จึงมองว่า แม้สหรัฐจะมีแนวความคิดที่มีที่มาจากศาสนาคริสต์อยู่ ดังเช่นที่กล่าวมา แต่การสวมบทบาท “ผู้ไถ่” แล้วเข้าไปจัดระเบียบในประเทศอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงที่สุดแล้วผลลัพธ์จะไม่ใช่ “ยูโทเปีย” หรือ “ดินแดนพระเจ้า” อย่างที่ใฝ่ฝัน ตรงกันข้าม มันอาจสร้างนรกบนดินขึ้นมา จากไฟสงครามและความล่มสลายของระบบที่ไม่อาจปรับตัวไปเป็นสิ่งที่สหรัฐนำไปยัดเยียดให้ได้โดยง่าย

บทสรุปของจอห์น เกรย์ คือ โลกมีความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ และจะเป็นเช่นนี้ไปถาวร ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีระบบเดียวใดๆ ที่เหมาะกับทุกสังคม และไม่ควรมีใครเล่นบท “ผู้ไถ่” หรือเป็นฮีโร่ของโลกใบนี้

อ่านแล้วผมเห็นด้วยกับจอห์น เกรย์ อย่างหนึ่งว่า ผมไม่คิดว่าโลกจะดำเนินไปในลักษณะเส้นตรงที่ลากจากจุดเสื่อมไปสู่จุดดีงาม ผมคิดว่ามันเป็นลูกคลื่นที่ซ้อนทับไปมาของความชั่วร้ายตัดสลับกับความหวัง แต่มันจะไม่ได้ดีขึ้นไปตลอด ในบางช่วงเวลาเราเพียงตั้งความหวังถึงโลกที่ดีกว่าเอาไว้เพื่อประคับประคองตัวเองให้ยังพอหายใจอยู่ต่อไปได้ในโลกสับปะรังเคใบนี้

เรารู้อยู่เต็มอกว่ายูโทเปียจะไม่มีวันเกิดขึ้น แต่เราก็พยายามตั้งความหวัง ดังเช่นที่อาจารย์เกษียร เตชะพีระ ว่าไว้ในปาฐกถาอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งล่าสุด

กระนั้น คำเตือนของเกรย์ก็น่าสนใจ เขาบอกว่า ยิ่งเรามียูโทเปียชัดมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเลือดตกยางออกมากขึ้น เพราะเราอาจสวมบทบาทของผู้ไถ่ที่พยายามไถ่คนอื่นออกจากบาป

ทั้งที่หากมองในมุมของผู้ถูกไถ่อาจมองว่า สิ่งที่ผู้ไถ่กระทำนั่นแหละ

คือ “บาป”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย