คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
หลังจากที่ได้เห็นลักษณะของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์บางประเภทซึ่งเกิดขึ้นในยุคแรกของรัฐสมัยใหม่คือคำว่า ระบบเจ้าพ่อ (Atomized Godfather) จักรกลการเมือง (Machine Politics) และการเมืองระบบบอสหรือเจ้านาย (Bossism) มาแล้วในบทความ 2 ตอนแรกในมติชนสุดสัปดาห์เรื่อง “เจ้าพ่อและจักรกลทางการเมือง” ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_884605 และเรื่อง “กำเนิดเจ้าพ่อในการเมืองไทย” ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_885306
คราวนี้มาทำความเข้าใจคำว่า “ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์” (clientelism หรือ patron-client relations) ซึ่งมักถูกนำมาใช้ผ่านคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” อยู่บ่อยครั้ง แม้คำว่า clientelism จะมีความหมายกว้างกว่าระบบและดูจะตรงกับนัยที่วงวิชาการทางรัฐศาสตร์ทำการศึกษามากกว่าก็ตาม
แม้แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในทางการเมืองจะเริ่มมีนักวิชาการทำการศึกษามาเนิ่นนานแล้ว และไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศไทย แต่แนวคิดได้รับความสนใจอย่างมากในการอธิบายการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยผู้ที่ทำวิจัยเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องที่สุดคนหนึ่งก็คือ รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ แห่งภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตั้งแต่ “หีบบัตรกับบุญคุณ การเมืองการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายอุปถัมภ์” ในปี พ.ศ.2558 “ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. : เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า” ในปี พ.ศ.2565 และ “อุปถัมภ์ค้ำใคร การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง” ในปี พ.ศ.2565 เช่นกัน

เวียงรัฐอ้างอิงตามการศึกษาของ “อัลเลน ฮิคเกน” (Allen Hicken) ว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จำเป็นต้องมีสิ่งตอบแทนหรือแรงจูงใจ (inducement หรือ incentive) เพื่อนำมาใช้แลกเปลี่ยนระหว่างกันภายใต้ความสัมพันธ์ซึ่งต้องมีผู้ให้และผู้รับ ทั้งนี้ จะไม่ใช่การเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันผู้รับก็ไม่ได้รับอย่างเดียว แต่ต้องมีการตอบแทนด้วย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในทางการเมืองมีลักษณะเฉพาะและไม่จำเป็นต้องมีความหมายลบเสมอไป
โดยที่ในหนังสือ “อุปถัมภ์ค้ำใคร” หน้า 40-42 นั้น เวียงรัฐได้ยกแนวคิดของฮิคเกนมานำเสนอ และได้อธิบายลักษณะของความสัมพันธ์นี้ว่าอย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบ
ดังนี้
“ประการที่ 1 Dyadic Relationships กล่าวคือ ต้องมีลักษณะของความสัมพันธ์ 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ให้การอุปถัมภ์ (patron) กับผู้รับการอุปถัมภ์ (client) โดยความสัมพันธ์นี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการต้องมีผู้อยู่เหนือกว่า ที่มีอำนาจควบคุมและให้คุณให้โทษแก่ผู้อยู่ต่ำกว่าหรือผู้รับการอุปถัมภ์”
จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์นี้ไม่เสมอภาคกัน จำเป็นต้องมีฝ่ายหนึ่งเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้เล่นทางการเมืองทั้งคู่ก็ตาม ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงมีอำนาจไม่เท่าเทียมกัน แต่ก็พึ่งพากันไปในทางการเมือง
ส่วนข้อต่อมานั้นฮิคเกนมองว่าความสัมพันธ์นี้เป็นแบบต่างตอบแทน ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องพึ่งพากัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่เหนือกว่าและด้อยกว่า ดังที่บรรยายไว้ในหนังสือ;jk
“ประการที่ 2 Contingency กล่าวคือ จะต้องมีลักษณะต่างตอบแทน ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบการกุศลที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายให้เสมอและอีกฝ่ายเป็นฝ่ายรับตลอดไป แต่ต้องมีลักษณะตอบแทนไปมา แม้ว่าอำนาจของอีกฝ่ายจะน้อยกว่าก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ความสัมพันธ์ในการเลือกตั้ง ผู้ให้การอุปถัมภ์คาดหวังว่าผู้รับการอุปถัมภ์จะต้องตอบแทนด้วยการลงคะแนนให้ในการเลือกตั้ง ซึ่งลักษณะแบบนี้แตกต่างจากการให้เพื่อการกุศลที่ผู้ให้ไม่คาดหวังจะได้สิ่งตอบแทนใดกลับมาจากผู้รับ”
ลักษณะข้อต่อมาก็คือ มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่งไม่ใช่แนวระนาบ มีฝ่ายหนึ่งอยู่สูง ฝ่ายหนึ่งอยู่ล่าง เนื่องจากมีศักยภาพเหนือกว่าในทางเศรษฐกิจ หรือไม่ก็ทางการเมือง หรือไม่ก็สถานภาพทางสังคม นั่นคืออยู่ในชนชั้นที่สูงกว่าอีกฝ่ายนั่นเอง
ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือว่า
“ประการที่ 3 Hierarchy กล่าวคือ จะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่มีลำดับชั้นระหว่างคนที่มีสถานภาพทางสังคมสูงกว่า มีอำนาจมากกว่า หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า กับคนที่มีสถานภาพต่ำกว่า ไม่ใช่ความสัมพันธ์ของคนที่มีสถานภาพเท่ากันแน่นอน”
สำหรับลักษณะข้อต่อมาก็คือ ความต่อเนื่องสัมพันธ์ในระยะยาวหรืออย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเพียงปฏิสัมพันธ์กันสั้นๆ ชั่วครั้งชั่วคราว ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี มีสายใยที่ผูกทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างหนาแน่นพอสมควร กระทั่งเกิดบุญคุณต่อกัน และทำให้ไม่เกิดการผละตัวหรือทิ้งกันไปได้ง่ายๆ
“ประการที่ 4 Iteration กล่าวคือ ความสัมพันธ์นั้นต้องต่อเนื่องและมีความผูกพันต่อกัน ทำให้การติดสินบน การให้เงินใต้โต๊ะแก่เจ้าพนักงาน เพื่อดำเนินการบางอย่างให้เสร็จสิ้นโดยผู้ให้และผู้รับไม่ได้รู้สึกเป็นบุญคุณต่อกัน หรือไม่ได้คาดหวังสายสัมพันธ์ใดๆ บางครั้งแทบไม่รู้จักกันนั้นไม่จัดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ เนื่องจากความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สร้างความรู้สึกผูกพัน เป็นหนี้บุญคุณ หรือเป็นความรับผิดชอบที่แต่ละฝ่ายต้องต่างตอบแทน ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าสายสัมพันธ์นี้จะสิ้นสุดได้ เปลี่ยนแปลงได้ แต่การสิ้นสุดนั้นต้องมีต้นทุน”
ซึ่งในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในระยะยาวจะนำมาสู่การทำความเข้าใจเรื่อง “ซื้อเสียง” ในอีกมิติหนึ่ง คือแบบที่ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนระหว่างเงินทองและคะแนนโหวตแบบซื้อขาย หากแต่เป็นเหมือนสินน้ำใจที่ช่วยกำชับให้การโหวตดำเนินไปตามที่ทั้งผู้อุปถัมภ์และผู้รับการอุปถัมภ์คาดหวัง ตามที่ในหนังสือได้อธิบายไว้ว่า
“เงื่อนไขของการสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นหัวข้อสำคัญในการวิจัยเช่นกัน เช่น งานศึกษาว่าเหตุใดการซื้อเสียงในอังกฤษจึงหมดไป เหตุใดตัวกลางหรือนายหน้าในสายสัมพันธ์นี้จึงกล้าจะยุติความสัมพันธ์ แม้ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีต้นทุนสูง อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จำเป็นต้องดำเนินไปด้วยความต่อเนื่องระยะหนึ่ง กระทั่งมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”
ลักษณะข้อสุดท้ายก็คือความสัมพันธ์หาใช่การบังคับไม่ แต่คือการที่ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องอาศัยความสมัครใจในการผูกพันระหว่างกัน กระทั่งมีต้นทุนที่ต้องจ่ายอย่างสูงเมื่อสายใยนี้ต้องสะบั้นลง ดังที่กล่าวไว้ในหนังสือว่า
“ประการที่ 5 Volition กล่าวคือ ต้องเป็นความสัมพันธ์ที่สมัครใจ แม้จะมีข้อถกเถียงว่าผู้รับการอุปถัมภ์อาจจะเข้ามาอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ลักษณะนี้อย่างไม่มีทางเลือก แต่ลักษณะสำคัญของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์นี้คือ เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ดำเนินไปด้วยการใช้กำลังบังคับ แต่เป็นความรู้สึกต่างตอบแทนที่ต่างฝ่ายมีให้กัน นำมาสู่การศึกษาว่า ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ผู้คนยินยอมหรือเกิดความรู้สึกผูกพัน เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย หรือรู้สึกต้องการฉีกทิ้งพันธสัญญาของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ เพราะการฉีกทิ้งความสัมพันธ์นั้นมีราคาที่ต้องจ่ายและเป็นเหตุให้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์มีลักษณะของความผูกพันอย่างต่อเนื่อง”
อ่านต่อฉบับหน้า
