bg-single

ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในทางการเมือง

13.03.2026

คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit

หลังจากที่ได้เห็นลักษณะของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์บางประเภทซึ่งเกิดขึ้นในยุคแรกของรัฐสมัยใหม่คือคำว่า ระบบเจ้าพ่อ (Atomized Godfather) จักรกลการเมือง (Machine Politics) และการเมืองระบบบอสหรือเจ้านาย (Bossism) มาแล้วในบทความ 2 ตอนแรกในมติชนสุดสัปดาห์เรื่อง “เจ้าพ่อและจักรกลทางการเมือง” ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_884605 และเรื่อง “กำเนิดเจ้าพ่อในการเมืองไทย” ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_885306

            คราวนี้มาทำความเข้าใจคำว่า “ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์” (clientelism หรือ patron-client relations) ซึ่งมักถูกนำมาใช้ผ่านคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” อยู่บ่อยครั้ง แม้คำว่า clientelism จะมีความหมายกว้างกว่าระบบและดูจะตรงกับนัยที่วงวิชาการทางรัฐศาสตร์ทำการศึกษามากกว่าก็ตาม

            แม้แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในทางการเมืองจะเริ่มมีนักวิชาการทำการศึกษามาเนิ่นนานแล้ว และไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศไทย แต่แนวคิดได้รับความสนใจอย่างมากในการอธิบายการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยผู้ที่ทำวิจัยเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องที่สุดคนหนึ่งก็คือ รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ แห่งภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            ตั้งแต่ “หีบบัตรกับบุญคุณ การเมืองการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายอุปถัมภ์” ในปี พ.ศ.2558 “ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. : เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า” ในปี พ.ศ.2565 และ “อุปถัมภ์ค้ำใคร การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง” ในปี พ.ศ.2565 เช่นกัน

เวียงรัฐอ้างอิงตามการศึกษาของ “อัลเลน ฮิคเกน” (Allen Hicken) ว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จำเป็นต้องมีสิ่งตอบแทนหรือแรงจูงใจ (inducement หรือ incentive) เพื่อนำมาใช้แลกเปลี่ยนระหว่างกันภายใต้ความสัมพันธ์ซึ่งต้องมีผู้ให้และผู้รับ ทั้งนี้ จะไม่ใช่การเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันผู้รับก็ไม่ได้รับอย่างเดียว แต่ต้องมีการตอบแทนด้วย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในทางการเมืองมีลักษณะเฉพาะและไม่จำเป็นต้องมีความหมายลบเสมอไป

            โดยที่ในหนังสือ “อุปถัมภ์ค้ำใคร” หน้า 40-42 นั้น เวียงรัฐได้ยกแนวคิดของฮิคเกนมานำเสนอ และได้อธิบายลักษณะของความสัมพันธ์นี้ว่าอย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบ

            ดังนี้

            “ประการที่ 1 Dyadic Relationships กล่าวคือ ต้องมีลักษณะของความสัมพันธ์ 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ให้การอุปถัมภ์ (patron) กับผู้รับการอุปถัมภ์ (client) โดยความสัมพันธ์นี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการต้องมีผู้อยู่เหนือกว่า ที่มีอำนาจควบคุมและให้คุณให้โทษแก่ผู้อยู่ต่ำกว่าหรือผู้รับการอุปถัมภ์”

            จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์นี้ไม่เสมอภาคกัน จำเป็นต้องมีฝ่ายหนึ่งเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้เล่นทางการเมืองทั้งคู่ก็ตาม ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงมีอำนาจไม่เท่าเทียมกัน แต่ก็พึ่งพากันไปในทางการเมือง

            ส่วนข้อต่อมานั้นฮิคเกนมองว่าความสัมพันธ์นี้เป็นแบบต่างตอบแทน ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องพึ่งพากัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่เหนือกว่าและด้อยกว่า ดังที่บรรยายไว้ในหนังสือ;jk

            “ประการที่ 2 Contingency กล่าวคือ จะต้องมีลักษณะต่างตอบแทน ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบการกุศลที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายให้เสมอและอีกฝ่ายเป็นฝ่ายรับตลอดไป แต่ต้องมีลักษณะตอบแทนไปมา แม้ว่าอำนาจของอีกฝ่ายจะน้อยกว่าก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ความสัมพันธ์ในการเลือกตั้ง ผู้ให้การอุปถัมภ์คาดหวังว่าผู้รับการอุปถัมภ์จะต้องตอบแทนด้วยการลงคะแนนให้ในการเลือกตั้ง ซึ่งลักษณะแบบนี้แตกต่างจากการให้เพื่อการกุศลที่ผู้ให้ไม่คาดหวังจะได้สิ่งตอบแทนใดกลับมาจากผู้รับ”

ลักษณะข้อต่อมาก็คือ มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่งไม่ใช่แนวระนาบ มีฝ่ายหนึ่งอยู่สูง ฝ่ายหนึ่งอยู่ล่าง เนื่องจากมีศักยภาพเหนือกว่าในทางเศรษฐกิจ หรือไม่ก็ทางการเมือง หรือไม่ก็สถานภาพทางสังคม นั่นคืออยู่ในชนชั้นที่สูงกว่าอีกฝ่ายนั่นเอง

            ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือว่า

            “ประการที่ 3 Hierarchy กล่าวคือ จะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่มีลำดับชั้นระหว่างคนที่มีสถานภาพทางสังคมสูงกว่า มีอำนาจมากกว่า หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า กับคนที่มีสถานภาพต่ำกว่า ไม่ใช่ความสัมพันธ์ของคนที่มีสถานภาพเท่ากันแน่นอน”

            สำหรับลักษณะข้อต่อมาก็คือ ความต่อเนื่องสัมพันธ์ในระยะยาวหรืออย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเพียงปฏิสัมพันธ์กันสั้นๆ ชั่วครั้งชั่วคราว ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี มีสายใยที่ผูกทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างหนาแน่นพอสมควร กระทั่งเกิดบุญคุณต่อกัน และทำให้ไม่เกิดการผละตัวหรือทิ้งกันไปได้ง่ายๆ

            “ประการที่ 4 Iteration กล่าวคือ ความสัมพันธ์นั้นต้องต่อเนื่องและมีความผูกพันต่อกัน ทำให้การติดสินบน การให้เงินใต้โต๊ะแก่เจ้าพนักงาน เพื่อดำเนินการบางอย่างให้เสร็จสิ้นโดยผู้ให้และผู้รับไม่ได้รู้สึกเป็นบุญคุณต่อกัน หรือไม่ได้คาดหวังสายสัมพันธ์ใดๆ บางครั้งแทบไม่รู้จักกันนั้นไม่จัดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ เนื่องจากความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สร้างความรู้สึกผูกพัน เป็นหนี้บุญคุณ หรือเป็นความรับผิดชอบที่แต่ละฝ่ายต้องต่างตอบแทน ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าสายสัมพันธ์นี้จะสิ้นสุดได้ เปลี่ยนแปลงได้ แต่การสิ้นสุดนั้นต้องมีต้นทุน”

            ซึ่งในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในระยะยาวจะนำมาสู่การทำความเข้าใจเรื่อง “ซื้อเสียง” ในอีกมิติหนึ่ง คือแบบที่ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนระหว่างเงินทองและคะแนนโหวตแบบซื้อขาย หากแต่เป็นเหมือนสินน้ำใจที่ช่วยกำชับให้การโหวตดำเนินไปตามที่ทั้งผู้อุปถัมภ์และผู้รับการอุปถัมภ์คาดหวัง ตามที่ในหนังสือได้อธิบายไว้ว่า

            “เงื่อนไขของการสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นหัวข้อสำคัญในการวิจัยเช่นกัน เช่น งานศึกษาว่าเหตุใดการซื้อเสียงในอังกฤษจึงหมดไป เหตุใดตัวกลางหรือนายหน้าในสายสัมพันธ์นี้จึงกล้าจะยุติความสัมพันธ์ แม้ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีต้นทุนสูง อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จำเป็นต้องดำเนินไปด้วยความต่อเนื่องระยะหนึ่ง กระทั่งมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ลักษณะข้อสุดท้ายก็คือความสัมพันธ์หาใช่การบังคับไม่ แต่คือการที่ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องอาศัยความสมัครใจในการผูกพันระหว่างกัน กระทั่งมีต้นทุนที่ต้องจ่ายอย่างสูงเมื่อสายใยนี้ต้องสะบั้นลง ดังที่กล่าวไว้ในหนังสือว่า

            “ประการที่ 5 Volition กล่าวคือ ต้องเป็นความสัมพันธ์ที่สมัครใจ แม้จะมีข้อถกเถียงว่าผู้รับการอุปถัมภ์อาจจะเข้ามาอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ลักษณะนี้อย่างไม่มีทางเลือก แต่ลักษณะสำคัญของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์นี้คือ เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ดำเนินไปด้วยการใช้กำลังบังคับ แต่เป็นความรู้สึกต่างตอบแทนที่ต่างฝ่ายมีให้กัน นำมาสู่การศึกษาว่า ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ผู้คนยินยอมหรือเกิดความรู้สึกผูกพัน เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย หรือรู้สึกต้องการฉีกทิ้งพันธสัญญาของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ เพราะการฉีกทิ้งความสัมพันธ์นั้นมีราคาที่ต้องจ่ายและเป็นเหตุให้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์มีลักษณะของความผูกพันอย่างต่อเนื่อง”

            อ่านต่อฉบับหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง