| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ร้องรำทำเพลงมีกำเนิดจากการละเล่นในพิธีกรรมทางศาสนาผี ซึ่งพบหลักฐานเก่าสุดขณะนี้ เป็นเครื่องมือทำจากโลหะผสมเรียกสำริด
ที่มีลายสลักรูปบุคคลทำท่าทางต่างๆ
ลายสลักบนเครื่องมือสำริด
(1.) บุคคล 3 คน (2.) สวมหัวด้วยเครื่องประดับ (3.) นุ่งปล่อยชาย 2 ข้าง (4.) ยืนย่อเข่า (5.) ทำท่าคล้ายมีการละเล่นที่ปัจจุบันเรียกฟ้อน, ขับลำ, เป่าแคน
ลายสลักรูปหญิง 3 คน ด้วยเหตุดังนี้
(1.) เป็นหัวหน้าพิธีกรรมทางศาสนาผี มีอำนาจเหนือชาย (2.) เป็นเจ้าของวัฒนธรรม มีสิทธิ์ในการละเล่นร้องรำทำเพลง ส่วนชายไม่มีสิทธิ์ (3.) แสดงอาการต่างกัน ดังนี้
คนแรก อยู่หน้าสุด ทำท่าเป็นผู้นำ กางแขน, แอ่นมือ, ย่อเข่า, ก้าวขา
คนกลาง 2 มือถือเครื่องเป่าคล้ายแคน พร้อมย่อเข่า, ก้าวขา
คนหลัง กางแขน, แอ่นมือ, ย่อเข่า, ก้าวขา
เครื่องสวมหัว คล้ายขนนกหายาก หรือใบไม้ที่มีผีสิง แล้วสวมเป็นเครื่องประดับในพิธีกรรม
เครื่องนุ่งห่มปล่อยยาว 2 ข้าง ทำจากใบมะพร้าวหรือใบไม้อื่นที่ถักเป็นผืน แต่ไม่คิดว่าเป็นผ้า เพราะไม่เคยพบหลักฐานเครื่องทอผ้าซึ่งเป็นเทคโนโลยีก้าวหน้าซับซ้อนมาก
ย่อเข่าก้าวขา เป็นท่าฟ้อนสมัยดั้งเดิมเริ่มแรกที่ตกทอดถึงปัจจุบัน เรียกท่า “ยืด-ยุบ”

แหล่งที่พบ
เครื่องมือโลหะผสมเรียกสำริด นักโบราณคดีขุดพบในหลุมศพ เมืองดงเซิน ริมแม่น้ำซองมา จังหวัดทัญฮว้า ประเทศเวียดนาม
แต่สมัยหลายพันปีมาแล้วไม่มีประเทศ, ไม่มีเขตแดน, ไม่มีไทย, ไม่มีเวียดนาม, และไม่มีลาว, กัมพูชา, จีน พื้นที่ทั้งหมดต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน ซึ่งเป็นถิ่นฐานของคนหลายชาติพันธุ์ ตั้งหลักแหล่งปะปนล้วนเป็น “เครือญาติชาติพันธุ์” ซึ่งมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างเป็นปกติ
โดยเฉพาะลุ่มน้ำมาเป็นบ้านเมืองของกลุ่มคนพูดภาษาตระกูลไท-ไต (ปัจจุบันคือ ผู้ไท ที่เกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์ของลาวและของไทย)
แม่น้ำมา หรือ “น้ำมา” มีต้นกำเนิดอยู่ที่ภูเขาต่วนเจ๋า จังหวัดเดี่ยนเบียน ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม
ไหลลงทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านจังหวัดเซินลา เข้าสู่แขวงหัวพัน ประเทศลาว ระยะทางประมาณ 102 กิโลเมตร
จากนั้นวกกลับจังหวัดทัญฮว้า ประเทศเวียดนาม และไหลลงอ่าวตังเกี๋ย รวมระยะทางที่อยู่ในประเทศเวียดนามประมาณ 415 กิโลเมตร
แม่น้ำสาขามีขนาดใหญ่ที่สุดของแม่น้ำมา คือ แม่น้ำจู (ลาวเรียกแม่น้ำซัม) มีต้นกำเนิดอยู่ที่ยอดเขาในเมืองซำเหนือ แขวงหัวพันของลาว และไหลเข้าสู่เวียดนามไปบรรจบกับแม่น้ำมาที่เมืองทัญฮว้า
แม่น้ำจูมีความยาวทั้งสิ้น 325 กิโลเมตร ส่วนที่อยู่ในลาวมีความยาว 165 กิโลเมตร และในเวียดนาม 160 กิโลเมตร
[ข้อมูลจากสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]
น้ำมาเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ (ไม่น้อยไปกว่าน้ำดำและน้ำแดง) เป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่ติดต่อคนบนที่สูงในหุบเขาและเทือกเขาสูง กับคนบนที่ราบ จึงนับเป็น 1 ในแม่น้ำสำคัญ 5 สายใหญ่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ซึ่งนักวิชาการไทยทำวิจัยในเวียดนามบอกว่าเป็นถิ่นฐานบ้านเมืองของคนไท-ไต ได้แก่ น้ำแดง (คนไทเรียกน้ำทาว), น้ำดำ คนไทเรียกน้ำแท, น้ำมา คนไทเรียกน้ำมา, น้ำเหียว, น้ำพาว
น้ำมาไหลจากลาว ผ่านเวียดนาม ตรงนั้นเป็นเมืองน้ำมาของคนไท-ไต แต่เดิมเป็นหนึ่งใน 12 จุไท (ขณะนี้เป็นอำเภอน้ำมา จังหวัดเซินลา) แล้วไหลกลับเข้าลาวแถวซำเหนือ จากนั้นไหลเข้าเวียดนามอีกทีตรงเมืองล้าด ผ่านเมืองกายา (สองเมืองสำคัญของคนไทที่จังหวัดทัญฮว้า พวกฝรั่งเศสมักเรียกคนที่นี่ว่าไทแดง) แล้วไหลลงทะเลที่เมืองทัญฮว้า

พิธีกรรมหลังความตาย
ลายสลักบนเครื่องมือโลหะผสมเรียกสำริดเป็นรูปบุคคลทั้ง 3 มีการละเล่นทางศาสนาผีในพิธีกรรมหลังความตายของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (เพราะขุดพบในหลุมฝังศพ และพบของมีค่าฝังรวมกับศพ) เรียกพิธีส่งขวัญ ซึ่งมีแบบแผนพิธีกรรมประกอบด้วยหมอขวัญ (หรือหมอมด), หมอแคน, หมอฟ้อน ดังนี้
1. ส่งขวัญ เมื่อหัวหน้าเผ่าพันธุ์ตายแล้วมีเรียกขวัญ แต่ไม่คืนร่าง จึงต้องมีพิธีส่งขวัญของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ขึ้นไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า เพื่อปกป้องคุ้มครองคนยังมีชีวิตในชุมชนให้อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร และให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บของผีร้าย ซึ่งมีพิธีกรรมโดยสรุปดังนี้
(1.) คนตายเป็นชนชั้นนำ หัวหน้าเผ่าพันธุ์ (2.) พิธีศพครั้งที่ 2 (3.) “เฮือนแฮ่ว” คร่อมหลุมศพ (4.) ฉลองเฮือนแฮ่วเรียก “งันเฮือนดี” หลายวันหลายคืน (5.) ส่งขวัญของคนตาย (ผี) ขึ้นฟ้า รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า (หัวหน้าฯ คนก่อนๆ) ปกป้องคุ้มครองคนมีชีวิตในชุมชน
2. การละเล่นในพิธีกรรม โดยบุคคลคล้ายหญิงทั้ง 3 ได้แก่ หมอขวัญ, หมอแคน, หมอฟ้อน
หมอขวัญ บางแห่งเรียก “หมอมด” (คนแรกของลายสลัก) ยืนนำเป็นหัวหน้าพิธีกรรมขับลำคำคล้องจองสู่ขวัญ
หมอแคน (คนกลางของลายสลัก) ยืนตาม และทำหน้าที่เป่าแคนคลอคำขับลำของหมอขวัญ คือสัญลักษณ์การแปลความจากคำขับลำเป็นลายแคน ซึ่งหมายถึงภาษาผีฟ้า
หมอฟ้อน (คนหลังของลายสลัก) เป็นลูกคู่ขับลำ หรือบริวารของหมอขวัญหมอแคน
3. ผู้หญิงมีอำนาจในพิธีกรรม (เหนือผู้ชาย) จึงทำหน้าที่หมอทรงหรือหมอขวัญและหมอแคน
หมอทรง ขับลำคำคล้องจองภาษามนุษย์ ด้วยทำนองที่สร้างขึ้นเองแล้วสืบต่อกันมา
หมอแคน เป่าแคนคลอคำขับลำของหมอทรงเพื่อสื่อสารกับผีฟ้า เสมือนแปลงภาษามนุษย์เป็นภาษาผีฟ้าด้วย “สตอรี่” ส่งขวัญ ดังนี้
(1.) เล่าเรื่องความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นโคตรตระกูลของคนตาย (2.) สั่งเสีย ร่ำลา (3.) พรรณนาการเดินทางไปเมืองฟ้า ผ่านชุมชนเครือญาติและเครือข่ายโดยเดินดง, ข้ามห้วงน้ำ, ขึ้นเมืองฟ้า
กินเลี้ยง มีการละเล่นอึกทึกครึกโครมสนุกสนาน ด้วยการขับลำเป็นถ้อยคำเชิงสังวาสผาดโผน มีโต้ตอบระหว่างหญิง-ชาย และสัญลักษณ์การร่วมเพศ มีน้ำอสุจิ ทำให้มีกำเนิด กระตุ้นเตือนผีฟ้าบันดาลฝนตกต้องตามฤดูกาล ปลูกพืชพันธุ์ได้ผลอุดมสมบูรณ์ การละเล่นตอนกินเลี้ยง ต่อไปข้างหน้าจะถูกทำให้มีพัฒนาการเป็น “หมอลำ”
[พิธีส่งขวัญมีการละเล่น เป็นต้นทางงานศพในไทย มีมหรสพ เช่น ปี่พาทย์, โขน, หนังใหญ่, ลิเก ฯลฯ]
เหล่านี้เป็นต้นแบบให้พิธีเซ่นผีฟ้าสมัยหลังๆ ได้แก่ ขอฝน, รักษาโรค, รวมทั้งเซ่นผีของชุมชน ดังนี้
(1.) ขอฝน เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร (2.) รักษาโรค เพื่อความปลอดภัยจากผีร้ายซึ่งเป็นต้นเหตุโรคภัยไข้เจ็บ และ (3.) ผีชุมชน พิธีเซ่นผีทั่วไปในชุมชน ได้แก่ เซ่นผีเรือน, เซ่นผีบ้าน, เซ่นผีเมือง
ต่อไปข้างหน้ามีพัฒนาการเป็นหมอลำผีฟ้า (ต้นทางหมอลำซิ่ง) และเพลงโคราช (ต้นทางเพลงฉ่อย)
