แยก ‘กระทรวงกีฬา’ เอกเทศ ไอเดียน่าชื่นชม ‘ภูมิใจไทย’ ปลดล็อกพ้น ‘ลูกเมียน้อย’
เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
พรรคภูมิใจไทยโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดผลักดันกฎหมายแก้ไขปรับปรุงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นพระราชบัญญัติโอนกระทรวง โดยนำภารกิจงานท่องเที่ยวมารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกเป็นเอกเทศไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้นพัฒนากีฬาให้มีความเป็นเลิศ คาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาได้ภายใน 6 เดือน
ประเด็นนี้คนกีฬา 100 % ยกมือสนับสนุนแนวคิดของพรรคภูมิใจไทยที่ให้ความสำคัญกับงานกีฬาของประเทศ ยกระดับงานกีฬาไม่ใช่ “กาฝาก” เหมือนที่คนกีฬาน้อยอกน้อยใจกันอีกต่อไปแล้ว
ที่ผ่านมา งานกีฬา กับงานท่องเที่ยว พิสูจน์แล้วว่า “ผิดฝาผิดฝั่ง” ภารกิจทั้งสองไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้ แม้ว่าผู้เกี่ยวข้องทุกองคาพยพทั้งกีฬา และท่องเที่ยวพยายามจะบูรณาการการทำงานร่วมกันมาตลอด 23 ปีเต็มหลังจัดตั้ง “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” เมื่อปี 2545
ที่ผ่านมา “เสธ.จารึก” พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ คีย์แมนกีฬาผู้ล่วงลับพยายามผลักดันแยกให้มีการจัดตั้งกระทรวงกีฬาเป็นเอกเทศ โดยเสนอให้ใช้ชื่อว่า “กระทรวงกีฬาและกิจการเยาวชน” แต่ทำไม่สำเร็จในหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา
สาเหตุที่ติดขัดในเวลานั้นคือ เมื่อแยกตั้งกระทรวงกีฬาเป็นเอกเทศ ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินต้องเปิดตำแหน่ง “ข้าราชการประจำ” ทำงานในกระทรวง กรม กองต่างๆ อีกอย่างน้อยๆ 500 ตำแหน่ง จึงมีความเห็นค้านจากหน่วยงานที่ดูแลการบริหารราชการแผ่นดินกลับมา
หลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามจะให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้งานกีฬากระตุ้นเรื่องของตัวเลขนักท่องเที่ยวเชิงกีฬาเข้าสู่ประเทศไทย แต่ต้องยอมรับกันตามตรงว่า นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่เข้ามายังประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพื่อที่จะมาในเรื่องของกิจกรรมกีฬา
ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา ทะเล น้ำตก วัด แหล่งวัฒนธรรม มรดกโลกต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ส่วนงานกีฬาที่จัดขึ้นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเทรล มวยไทย โมโตจีพี หรือทัวร์นาเมนต์กีฬาต่างๆ ตัวเลขปริมาณนักท่องเที่ยวหลักไม่ได้มาจากภาคส่วนของกีฬา
ประเด็นนี้ต้องยอมรับความจริงกัน เอาความจริงมาพูดกัน เพียงแต่ตัวเลขที่ผ่านมาเป็นตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ดูเสมือนว่าคุ้มค่ากับงบประมาณที่ภาครัฐลงทุนไป
คนกีฬาเองไม่ได้อยากผูกโยงกับงานท่องเที่ยว ขณะเดียวกันคนท่องเที่ยวเองก็ไม่อยากผูกโยงกับงานกีฬาเช่นกัน เปรียบเสมือนการจับคู่แต่งงานแบบ “คลุมถุงชน”
เมื่ออยู่กันไประยะหนึ่งไปด้วยกันไม่ได้อีกต่อไปก็ต้อง “แยกย้าย” ไปเติบโต
เช่นเดียวกัน หากรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ผลักดันสำเร็จนั่นหมายถึง การให้กำเนิด “กระทรวงกีฬา” เป็นเอกเทศ จะทำให้ภารกิจงานกีฬาของประเทศไทยถูกยกระดับขึ้นมา การบริหารงานต่างๆ คล่องตัวขึ้น งบประมาณต่างๆ จะได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
ภาพที่จะได้เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมแน่นอนจากการมี “กระทรวงกีฬา” เป็นเอกเทศ ในเรื่องของภารกิจต่างๆ การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ผลงานทัพนักกีฬาไทยในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, โอลิมปิกเกมส์, ชิงแชมป์เอเชีย, ชิงแชมป์โลก ฯลฯ ย่อมจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
แต่มีข้อแม้อีกว่า คนกีฬา คีย์แมนกีฬาต้องทำงานสอดรับ และทำงานแบบมืออาชีพ เลิกแบ่งแยกกัน เลิกแตกขั้วกันแล้วหันหน้ากลับมาร่วมมือทำงานเพื่อผลประโยชน์ของวงการกีฬาไทยโดยภาพรวม
ถึงแม้ว่าจะเป็นไปได้ยากเพราะในภาพของวงการกีฬาปัจจุบันยังคงมีการแบ่งก๊ก แบ่งเหล่า แย่งชิงผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของวงการกีฬาโดยส่วนรวมไม่ต่างจากการเมืองในภาพใหญ่ของประเทศ
ประการที่สองที่เชื่อว่าจะดีขึ้นแน่นอนคือ มาตรฐานการจัดกีฬาอาชีพของเมืองไทย อาทิ ฟุตบอลอาชีพ, วอลเลย์บอลอาชีพ, โมโตจีพี ฯลฯ เหล่านี้จะดึงดูดภาคเอกชนร่วมมือกันทำงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น มาตรฐานการจัด หรือการเป็นเจ้าภาพจะดีขึ้นมีมาตรฐานที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน

หากมองดูประเทศที่ให้ความสำคัญกับงานกีฬาของประเทศมีการตั้งกระทรวงกีฬาเป็นเอกเทศ ยกตัวอย่างเช่น อิตาลี, ฝรั่งเศส, ซาอุดีอาระเบีย, จีน, ออสเตรเลีย, รัสเซีย และบราซิล
ส่วนประเทศที่นำภารกิจงานกีฬาควบรวมกับงานด้านการพัฒนาเยาวชน ได้แก่ กานา, เคนยา, อินเดีย, มาเลเซีย, ตุรกี, เมียนมา
ขณะที่ประเทศอย่างอังกฤษ มีกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬา ส่วนสเปน ตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรมและกีฬา, ไอร์แลนด์ กระทรวงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศิลปะ ภาษา กีฬา และสื่อ ขณะที่เยอรมนี กีฬาขึ้นตรงกับรัฐบาล
ด้านสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ไม่มีกระทรวงกีฬา และไม่ได้จัดสรรเงินสนับสนุนจากรัฐบาลให้กับคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกา
ส่วนประเทศชั้นนำในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ตั้งเป็นกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
สําหรับประเทศไทยแนวคิดการจัดตั้ง กระทรวงกีฬา (Ministry of Sports) มีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารจัดการกีฬาไทยมีความชัดเจนและมีทิศทางที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
หากมองในเรื่องของหน่วยงานในรับผิดชอบเรื่องกีฬาของประเทศไทยที่สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในปัจจุบัน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมพลศึกษา, การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด
หน่วยงานในด้านกีฬาเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานกีฬาของประเทศในบริบทใหม่ภายใต้ “กระทรวงกีฬา” และการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้จะคล่องตัวขึ้น รวดเร็วขึ้นอย่างแน่นอน
ที่กล่าวมาทั้งหมดอยากจะบอกว่า ไอเดียของพรรคภูมิใจไทยถือว่าเป็นการแก้ปัญหาวงการกีฬา และการท่องเที่ยวอย่างถูกจุด เป็นการแก้ปัญหาแบบมีวิสัยทัศน์
6 เดือนหลังจากนี้จับตามองกันให้ดีเถิดว่า กระทรวงกีฬา แบบเป็นเอกเทศ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
หากเกิดขึ้นจริง นั่นจะเป็นการปลดล็อกคนกีฬาที่จมปลักกับคำว่า ลูกเมียน้อยมาอย่างยาวนาน…
