วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com
เกี่ยวกับสังคมธุรกิจไทย กับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศในตะวันออกลาง
จับภาพบางส่วนเท่าที่รู้ ผ่านเครือข่ายธุรกิจไทยรายสำคัญๆ ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศตะวันออกลาง โดยเฉพาะในนาม GCC (Gulf Cooperation Council) ตามบริบทเศรษฐกิจและการเมิอง หมายถึงสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน กาตาร์ และบาห์เรน
หนึ่งในธุรกิจไทยรายสำคัญแรกๆ ที่เกี่ยวข้อง คือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT
ถือกันว่ามีรากฐานในตะวันออกกลางอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักครองส่วนรายได้ ถึง 80% ของ MINT
มีโรงแรมเปิดให้บริการในอาณาบริเวณนั้นมากเกือบ 30 แห่ง ใน GCC (ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน และโอมาน) ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ทั้ง Anantara Avani Tivoli และ Oaks
MINT เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกไปแล้ว ดำเนินธุรกิจด้านโรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยพาะธุรกิจโรงแรม
“เป็นเจ้าของและผู้บริหารโรงแรมมากกว่า 560 แห่ง ใน 6 ทวีป ครอบคลุมแบรนด์ระดับโลก เช่น Anantara, Avani, Oaks, Tivoli, NH Collection, NH Hotels รวมถึงการร่วมทุนกับแบรนด์อย่าง Four Seasons และ St. Regis”
ผู้นำและผู้ก่อตั้ง “William Heinecke ชาวต่างชาติผู้บุกเบิกสร้างฐานธุรกิจในไทย ภายใต้กระแสเชื่อมโยงระหว่างอเมริกากับสงครามเวียดนาม จนประสบความสำเร็จและขยายตัวในระดับโลก” ภาพกว้างๆ ผมเคยเสนอไว้ค่อนข้างนานแล้ว
ภาพเชิงขยายในตะวันออกกลางของ MINT เป็นไปอย่างตื่นเต้นพอควร
ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE มีรีสอร์ตกลางทะเลทรายอย่างโดดเด่น – Qasr Al Sarab Desert Resort และ Anantara The Palm Dubai ซึ่งมีวิลล่ากลางน้ำสไตล์ไทยแห่งเดียวใน Dubai
ในกาตาร์ มี Banana Island Resort Doha by Anantara เกาะส่วนตัวที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของ Doha
อีกที่ที่น่าสนใจอ้างถึงในโอมาน มีรีสอร์ตบนภูเขาสูง – Anantara Al Jabal Al Akhdar
ในอีกด้านกำลังมีแผนเชิงรุกในซาอุดีอาระเบีย เตรียมเปิดโรงแรมแห่งใหม่ริมทะเลแดงในชื่อ Anantara Jeddah Resort ขณะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้บริหารโรงแรมในโครงการเมืองแห่งอนาคตที่ชื่อ NEOM ว่าจะเป็นรีสอร์ตในพื้นที่ภูเขาหิมะแห่งแรกของภูมิภาค
ทั้งมีความร่วมมือกับ TDF (Tourism Development Fund) ช่วยให้ MINT เข้าถึงแหล่งเงินทุนและทำเลที่ดีในโครงการใหม่ๆ

อีกกรณีที่น่าสนใจ เกี่ยวกับบริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH โรงพยาบาลอันดับหนึ่งของไทย และเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของชาวตะวันออกกลางที่เดินทางมาไทยเพื่อรักษาตัว นับเป็นผู้บุกเบิกกระแสและทิศทาง Medical Tourism
พิจารณาข้อมูลที่เปิด BH มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูงถึง 65-66% โดยเกลุ่ม GCC (โดยเฉพาะ ดูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์) เป็นกลุ่มลูกค้าต่างชาติ อันดับ 1 สร้างส่วนแบ่งรายได้ให้กับ BH ราว 25%
BH เป็นธุรกิจของตระกูลโสภณพนิช แห่งธนาคารกรุงเทพ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2518 โดยมีบุตรของชิน โสภณพนิช คนหนึ่ง – ชัย โสภณพนิช ผู้ได้รับแบ่งมรดกดูแลธุรกิจประกันชีวิต อาจเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อมโยงกัน
ความสำเร็จของ BH มีสองมิติ
หนึ่ง – การเข้าตลาดหุ้น (ปี 2532) เพื่อสามารถระดมทุนเพื่อสร้างระบบ สร้างโอกาสทางธุรกิจ
สอง – การสร้างตลาดใหม่ ลูกค้าต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน และตะวันออกกลาง
โดยพัฒนาการ จากโรงพยาบาลแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับรองมาตรฐาน JCI จากสหรัฐอเมริกา (ปี 2545) เชื่อว่าใบเบิกทางสำเปิดฉากต้อนรับผู้ป่วยต่างชาติ ตามแผนการเน้นการลงทุนโรงพยาบาลแห่งเดียว (สุขุมวิท 3) จนก้าวมาสู่ยุคทองตามกระแส Medical Tourism และยึดครองตลาดตะวันออกกลาง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (ราวปี 2550-2560)
เช่นเดียวกับกรณี MINT เมื่อไทยฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย (ปี 2565) ขณะที่ MINT มีโครงการอันทะเยอทะยาน ส่วน BH เป็นโรงพยาบาลรายแรกๆ ที่ได้รับอานิสงส์แทบจะทันที มีผู้ป่วยจากจากที่นั่นมารักษาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามมาด้วยการทำข้อตกลงอย่างเป็นการเป็นงานกับหน่วยงานภาครัฐของซาอุดีอาระเบีย เพื่อส่งตัวผู้ป่วยมารักษาต่อที่ไทย
นอกจากนี้ BH มีแผนการสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ครั้งแรกในช่วง 45 ปีที่ภูเก็ต ด้วยเป้าหมาย ขยายฐาน ปักหมุดให้เป็น Global Medical & Wellness Hub
มีอีกบางกรณีที่สำคัญ แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่มีความเชื่อมโยงอ้างอิง อ้างถึงกลุ่มเซ็นทรัล กับเครือข่ายธุรกิจสำคัญมากๆ ในยุโรป ด้วยเป็นเจ้าของและบริหารห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงระดับตำนานรวมกว่า 40 แห่ง ในหัวเมืองใหญ่ๆ
ตามไทม์ไลน์ กลุ่มเซ็นทรัลรุกตลาดยุโรปครั้งแรกในปี 2554 ด้วยการเข้าซื้อกิจการ Rinascente ห้างสรรพสินค้าแห่งอิตาลี มีสาขา 9 แห่ง
จากนั้นในปี 2556 ขยับขยายเข้าสู่สแกนดิเนเวีย ด้วยการซื้อกิจการ Illum ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่สุดในประเทศเดนมาร์ก มีเพียงสาขาเดียว ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง Copenhagen
มีจุดเปลี่ยน (ปี 2558) การปรากฏพันธมิตรธุรกิจ – Signa Holding Group เข้าซื้อห้างสรรพสินค้า KaDeWe Oberpollinger และ Alsterhaus ในประเทศเยอรมนี
ตามมาด้วยเข้าซื้อ Globus (ปัจจุบันมี 9 สาขา) ห้างสรรพสินค้าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ปี 2563)
และมาถึงดีลใหญ่ (ปลายปี 2565) ร่วมกับ Signa เช่นเคยกับการซื้อเครือข่ายห้างใหญ่ในอังกฤษ – Selfridges
และแล้วเรื่องราวพลิกผัน อันเนื่องมาจากพันธมิตรทางธุรกิจสำคัญที่ว่า Signa Holding Group กิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น private company รายใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรีย ประสบปัญหาทางธุรกิจ มีหนี้สินมากเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย (ปลายปี 2566)
สถานการณ์ได้พัฒนาไปอีกขั้น ในปี 2567 กลุ่มเซ็นทรัลแถลงว่า ได้ก้าวสู่ความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการรวมกิจการในเครือข่ายทั้ง Selfridges KaDeWe และ Globus อยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มเซ็นทรัล ในฐานะเจ้าของเครือข่ายห้างสรรพสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
แท้จริงข้างต้นนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างออกไปบ้าง
เครือข่ายห้างในกลุ่ม KaDeWe (เยอรมนี) และ Globus (สวิตเซอร์แลนด์) เป็นที่เข้าใจกันว่า กลุ่มเซ็นทรัลเข้าถือหุ้น 100% ทั้งในส่วนของตัวธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์
ส่วนที่แตกต่างคือ เครือข่าย Selfridges ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยมี 18 สาขา ใน 3 ประเทศ ได้แก่ Selfridges (4 สาขา) ทั้งในลอนดอน และ Manchester Exchange Square ที่อยู่นอกสหราชอาณาจักร ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า De Bijenkorf (7 สาขา) ในเนเธอร์แลนด์ Brown Thomas (6 สาขา) และ Arnotts ในไอร์แลนด์
ทั้งนี้ กรณี Selfridges เป็นกิจการการร่วมทุนระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล (60%) กับกองทุน PIF จากซาอุดีอาระเบีย (40%) ครอบคลุมครอบครองทั้งตัวธุรกิจห้างสรรพสินค้า และอสังหาริมทรัพย์
PIF (Public Investment Fund) กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของประเทศซาอุดีอาระเบีย หนึ่งในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่มีขนาดใหญ่และทรงอิทธิพล คาดว่ามีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการประมาณ 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40 ล้านล้านบาท) ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 4 ของโลกในกลุ่มกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมกุฎราชกุมาร เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS)
นี่แค่บางมิติในชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เกี่ยวพันวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง
