โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่าน 6 ตุลา 50 ปี: รำลึกและสั่งลา
- อ่าน ความเงียบงันอันอื้ออึง แบบ 6 ตุลา 2519
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
หลายสิบปีที่ผ่านมา การต่อสู้เพื่อให้สังคมไทยตระหนักว่าจะต้องจดจำเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ได้ผ่านหลักหมายสำคัญๆ หลายหลัก
ที่สำคัญที่สุด 2 หลักในความเห็นของผมคือ
หนึ่ง ก้าวข้ามช่วง 10 กว่าปีนับจากการนิรโทษกรรมเมื่อ 2521 ที่สังคมไทยเลือกความเงียบงัน ไม่อยากให้ฟื้นฝอยหาตะเข็บเพื่อความสมานฉันท์แบบกวาดปัญหาซุกไว้ใต้พรม ไปสู่ความตระหนักถึงความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้นที่ไม่ควรทำเป็นลืม
สอง คือการที่ความทรงจำ 6 ตุลาฯ มีส่วนในความตื่นตัวของขบวนการเยาวชน 2563 ซึ่งมีส่วนช่วยให้ความเข้าใจ 6 ตุลาฯ ในระดับพื้นฐานเบื้องต้นเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางในสังคมไทยที่รับรู้กันทั่วไปโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นหลัง
แต่คนที่ติดตามเรื่องนี้มาคงเห็นตรงกันว่า ความรู้เกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ จะวนเวียนอยู่กับความรุนแรงที่น่าสะพรึงกลัวไม่ได้ บทเรียนจาก 6 ตุลาฯ จะหยุดอยู่แค่ระดับเบื้องต้นว่า “อย่าให้เกิดความรุนแรงเช่นนั้นอีกเลย” และ “ต่างความคิดไม่ควรผิดถึงตาย”
เพียงเท่านี้ย่อมไม่เพียงพอ แม้ว่าประเด็นเหล่านี้ยังเป็นเรื่องสำคัญ ยังต้องสืบค้นกันต่อและยังไม่ลงรากฝังลึกในสังคมไทยก็ตาม
6 ตุลาฯ ควรจะเป็นประตูที่เปิดให้เราต้องขบคิดถึงประเด็นอื่นๆ อีกมาก อย่างน้อยใน 7 กลุ่มประเด็นดังต่อไปนี้
หนึ่ง
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความรุนแรงโหดร้ายที่เกิดขึ้น สาเหตุ บริบท และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง
นับจากปี 2539 ความรู้ว่าประเด็นเหล่านี้มีพอสมควร แต่ยังมีปริศนาอีกหลายข้อ โดยเฉพาะเกี่ยวกับผู้กระทำและ/หรือแผนการณ์ เช่นที่ผมได้เสนอไว้ในบทที่ 2 ของหนังสือ “ห้วงแห่งความเงียบงัน” (มติชน 2568)
การสังหารผู้นำชาวนา กรรมกร ปัญญาชน 50-60 คนก่อนหน้านั้นก็ยังเป็นปริศนาที่แทบไม่มีการขุดหาความจริงเลย
ความรู้ที่แพร่หลายในช่วงหลังเป็นทัศนะจากฝ่ายผู้ถูกกระทำ จนมีผู้เห็นว่าประวัติศาสตร์ที่ต่างออกไปต้องมาจากทัศนะของผู้กระทำหรือฝ่ายขวา ความเห็นเช่นนี้ฟังดูดี แต่หวังว่า “ความเป็นกลาง” จะไม่ใช่การฟอกขาว แก้ตัว หรือหนุนการลอยนวลพ้นผิดตัว หรือปฏิเสธความยุติธรรม
คำถามที่น่าคิดมีอีกมากอย่างแน่นอน รวมทั้งการการแก้ต่างให้แก่รัฐว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เกิดขึ้นในบริบทของสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และขบวนนักศึกษา (ขนศ.) เป็นแขนขาของ พคท. จึงไม่ใช่อาชญากรรมของรัฐ
ใครเชื่อเช่นนั้นก็ควรศึกษายืนยันกันต่อไป ส่วนผมเห็นว่าเป็นทัศนะเก่าๆ ของฝ่ายความมั่นคงฯ มาตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งพวกเขาคงเลิกคิดเช่นนั้นไปแล้วด้วยซ้ำ
หากจะตอบโต้ความเห็นล้าสมัยเหล่านั้นก็ไม่ยาก ประชาคมโลกและศาลหลายประเทศตัดสินแล้วว่าข้ออ้างนี้ใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเพื่อแก้ต่างให้กับอิสราเอลในกรณีกาซา หรือมิโลเซวิชในกรณีโคโซโว หรือทหารอเมริกันในกรณีไมลาย ฯลฯ
สังคมไทยไม่ควรไม่ยอมรับการแก้ตัวแบบเดียวกันสำหรับกรณีถังแดง การเผาหมู่บ้านจนราบจำนวนมากในสงครามกับ พคท.
ส่วนประเด็นว่า ขนศ.เป็น “แขนขา” ของ พคท.ก็ยังถกเถียงกันได้ ผมเห็นว่า ขนศ.รับอิทธิพลทางความคิดของ พคท.แน่ๆ แต่ ขนศ.เป็นฝ่ายฉุดกระชากลากถู พคท. (ในเมือง) ไปตามปฏิบัติการที่ตนตัดสินใจเองและลงมือทำเอง
ไม่ว่าผู้ถูกกระทำเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นฝ่ายซ้ายสมาทานอุดมการณ์สังคมนิยม หรือเป็นผู้ต้องการประชาธิปไตยไม่เอาคอมมิวนิสต์ หรืออีกหลายอุดมการณ์ปะปนกันในวันนั้น
ขบวนการมวลชนที่ไม่ติดอาวุธก็ไม่ควรต้องถูกกระทำอย่างโหดร้ายดังที่เกิดขึ้น
สอง เรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้ถูกกระทำในเหตุการณ์โดยตรง
ทั้งผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ หลบภัย ถูกฟ้อง ฯลฯ และผู้รับผลกระทบหนักชัดเจน เช่น ครอบครัวผู้เสียชีวิตและนักศึกษาที่เข้าป่า
ความรู้ในประเด็นเหล่านี้มีพอสมควรเช่นกัน โดยมากเป็นบันทึกความทรงจำ น่าจะยังมีอีกมาก และเรายังไม่รู้ก็อีกมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ถูกล่ารังควาน
อย่างไรก็ตาม ประเมินยากมากว่าเรื่องเล่าเพิ่มเติมจะต่างหรือทำนองเดียวกับที่พอรู้อยู่แล้วในขณะนี้มากหรือน้อย
ผู้ที่จะค้นคว้าต่อจากนี้ควรมีคำถามหรือแง่มุมที่ต่างออกไป เพื่อบุกเบิกความรู้ที่ต่างออกไปในประเด็นนี้ได้อีก
สาม เรื่องเล่าของนักศึกษาเข้าป่า
ในแง่ที่เป็นผลกระทบโดยตรงจาก 6 ตุลาฯ ก็มีพอสมควร แต่ยังมีอีกมากแน่ๆ หากต้องการบุกเบิกความรู้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ผู้ที่จะค้นคว้าต่อจากนี้ต้องมีคำถามหรือแง่มุมที่ต่างออกไป
คนที่ไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรงอาจจะทำได้ดีไม่แพ้กันหรือดีกว่าก็ได้
ดังเช่นที่งานของธิกานต์ ศรีนารา ได้แสดงให้เห็น
สี่เกี่ยวกับผลกระทบของ 6 ตุลาฯ ต่อสังคมไทยโดยตรง
ในระยะไม่นานหลังเหตุการณ์ เช่น ความกลัว ความกังวล ความเงียบ ด้วยเหตุผลต่างๆ กันนั้น นอกจากประเด็น “ความเงียบ” ที่ผมเสนอไว้พอสมควรแล้ว ยังมีคำถามอีกมากมายที่ยังรอให้มีผู้ศึกษาค้นคว้า
ทั้งยังมีประเด็นสำคัญอื่นอีกที่มีผู้เริ่มไว้แต่แทบไม่มีคนสานต่อ
เช่น การนิรโทษกรรม 3 จังหวะโดยฝ่ายรัฐ (ดังที่ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ได้เสนอไว้แล้ว) ซึ่งน่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การลอยนวลพ้นผิดในไทยก็ว่าได้ เป็นต้น
ห้า ความเข้าใจถึงผลกระทบระยะยาวหรือมรดกของ 6 ตุลาฯ
ตรงนี้แหละที่ชัดเจนว่าเรายังตั้งคำถามและค้นคว้ากันยังไม่พอ
ผมดีใจที่มีคนมากมายพูดถึงความเงียบและความทรงจำ 6 ตุลาฯ กันมาก
แต่ผมไม่ยินดีนักที่ชักจะกลายเป็น clich? อย่างผิวเผิน ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นใหญ่ สาเหตุหลากหลายและซับซ้อน ไม่ใช่เป็นแค่พฤติกรรมของบุคคล แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นผลของการเมือง วัฒนธรรม และอื่นๆ อีกมาก ผมไม่ค่อยพบการถกเถียงในประเด็นนี้ที่ต่อยอดหรือแตกต่างออกไปอย่างสำคัญ
อีกประเด็นที่มีคนพูดถึงกันมากคือ ความรุนแรงทางการเมืองในรูปการณ์อื่น ไม่เพียงอาชญากรรมต่อประชาชนอีกหลายครั้ง เช่น กรณีตากใบ กรณีเสื้อแดง
แต่รวมกรณีผู้สูญหายทางการเมืองและความรุนแรงด้วยกฎหมายอีกด้วย
หก “บทเรียนจาก 6 ตุลาฯ”
ที่มักพูดถึงกันค่อนข้างง่ายๆ เพียงไม่กี่ประเด็น เช่น ต่างความคิดไม่ควรเป็นความผิด ไม่มีใครควรตายเพราะการเมือง แถมพูดกันถึงอย่างผิวเผิน ราวกับว่าสังคมไทยตระหนักดีอยู่แล้ว
ผมเห็นว่ามีบทเรียนสำคัญอื่นอีกอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ
ข้อแรก การลอยนวลพ้นผิด 6 ตุลาฯ ไม่ใช่กรณีเดียว ไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นกรณีที่บ่งถึงอาการป่วยระดับรุนแรงของรัฐไทย แถมผู้คนมักจะยอมจำนน ปลงแล้วว่าทำอะไรกับอาการป่วยนี้ไม่ได้
ทำไมการลอยนวลพ้นผิดจึงฝังรากขนาดนั้น และจะออกจากหลุมดำนี้อย่างไร
ข้อสอง อีกเรื่องที่สังคมไทยยังแทบไม่ได้คิดหรือพูดถึงกันเลย ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ต้องการการถกเถียงกันอีกมาก คือทำอย่างไรจึงจะก้าวข้ามให้ผ่านความขัดแย้งรุนแรงเพื่อเดินหน้าต่อไป จะจัดการอย่างไรไม่ให้ความสมานฉันท์และความยุติธรรมขัดแย้งกัน ทำไมต้องเลือกอย่างทิ้งอย่าง แทนที่จะบรรลุทั้งสองอย่าง
ความสมานฉันท์เป็นที่ยอมรับกันง่ายเกินไปหรือไม่ในสังคมไทย “ราคา” ที่สังคมไทยต้องจ่ายให้กับความยุติธรรมที่ไม่สามารถเกิดขึ้นนั้นมากแค่ไหน ระบบกฎหมายมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับการละเลยความยุติธรรมหรือไม่อย่างไร ศาสนาก็มีส่วนสมรู้ร่วมคิดด้วย หรือน่าจะเป็นทางออกอย่างไร
รวมถึงการเยียวยาทั้งกายและใจ ความเข้าใจถึงการปลดเปลื้อง (catharsis) ในรูปการณ์ต่างๆ รวมทั้งความสำคัญของพิธีกรรมอย่างการรำลึก (แทนที่จะเอาแต่เปรียบเปรยอย่างไร้หัวใจว่าเป็นงานทำบุญให้ญาติ เป็นต้น)
ยังมีบทเรียนจาก 6 ตุลาฯ อีกมากที่เราท่านอาจจะคิดไม่ถึง เราไม่รู้ว่าเรายังไม่รู้ จึงแทบไม่มีบทเรียนใดเลยที่ปักหลักมั่นคงในสังคมไทย
เจ็ด ประเด็น “วิชาการ”
ที่น่าคิดเพื่อเป็นความรู้ ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ต่อสังคมก็ตาม
ขอยกเป็นตัวอย่างเพียงข้อเดียว นั่นคือ การที่คนจำนวนมากกล่าวว่า 6 ตุลาฯ เป็น “ประวัติศาสตร์กระท่อนกระแท่น” (fragmented history)
แต่เราลองคิดดูว่าความรู้ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ได้ ก็เป็นเศษเสี้ยวกระท่อนกระแท่นเช่นกัน อันที่จริง ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีมากกว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อื่นๆ อีกมากด้วยซ้ำไป
แต่ทำไมจึงยังเกิดความรู้สึกเช่นนั้น
ปัจจัยหนึ่งน่าจะมาจากความพยายามปิดบังเรื่องนี้ ทั้งจากรัฐและความเงียบจากฝ่ายต่างๆ เป็นเวลานานกว่าจะเปิดเผยออกมา อีกปัจจัยหนึ่ง อาจเป็นเพราะความโหดร้ายของเหตุการณ์นั้นหนักหนาจนผู้คนต้องการคำตอบที่ชัดและลงตัว แต่กลับไม่พบคำตอบที่น่าพอใจ
ต่อให้มีข้อมูลมากสักเพียงใด อาจจะยังรู้สึกเป็นประวัติศาสตร์ที่กระท่อนกระแท่นอยู่ดี
ความน่าเชื่อถือของความรู้ประวัติศาสตร์จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ ที่แวดล้อมความรู้เรื่องนั้นๆ ไม่น้อยไปกว่าปริมาณของข้อมูลที่เรารู้แล้ว
นี่เป็นคำถามในเชิงวิชาการเพราะเกี่ยวพันกันกับ “เงื่อนไขของความรู้” ในสังคม ณ เวลาหนึ่งๆ ว่าอย่างไรที่เป็นปัจจัยให้เราเชื่อว่าเรารู้ เราเชื่อว่าจริงหรือน่าเชื่อถือ
ถ้าเรียกตามสำนวนของฟูโกต์ก็คือเป็นการขุดค้น “โบราณคดีของความรู้” (archaeology of knowledge) นั่นเองในกรณีนี้ ผมสนใจปัญหานี้เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจถึง “โบราณคดีของความรู้ทางประวัติศาสตร์ในสังคมไทย” (the archaeology of historical knowledge in Thailand)
ในโอกาสปีที่ 50 ของ 6 ตุลาคม 2519 ความพยายามที่จะทำให้ 6 ตุลาฯ ไม่ถูกลืมในสังคมไทยนั้น นอกจากจะต้องตอกย้ำความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์แล้ว ผมเชื่อว่า 6 ตุลาฯ จะมีความหมายยั่งยืน ก็เพราะเป็นประตูที่เปิดสู่ปัญญาอีกมากที่สังคมไทยยังไม่ได้พูดถึง แต่ควรพูดถึงและควรขบคิดกันอย่างจริงจัง
ผมหวังว่า เหตุการณ์เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ยังสามารถเป็น “บทเรียน” ให้กับปัจจุบันได้อีกมากกว่าที่เป็นอยู่ ลึกซึ้งกว่า และลงหลักปักฐานกว่า
ผมหวังว่า คำถามยากๆ ในกลุ่มประเด็นต่างๆ ทั้ง 7 กลุ่มที่อภิปรายมา จะพอเป็นแนวทางและตัวอย่างสำหรับผู้สนใจทำงานทางความคิดนำไปพัฒนาต่อ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยวิชาการ สารคดี และงานศิลปะสารพัดทั้งภาพยนตร์ วรรณกรรม จิตรกรรม ฯลฯ
ทำเช่นนี้ จึงจะทำให้ “6 ตุลาฯ” ยั่งยืนต่อไปอีกนานเกินกว่าชีวิตของคนที่ผ่านเหตุการณ์นั้นมา
