| สุจิตต์ วงษ์เทศ
โคลงกลอนเป็นร้อยกรองแบบหนึ่ง มีกำเนิดและพัฒนาการมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว จากคำคล้องจองในพิธีกรรมทางศาสนาผี เรื่องทำขวัญ ซึ่งมี 2 ชุด ได้แก่ ทำขวัญเกี่ยวกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย และทำขวัญเกี่ยวกับการทำมาหากินตลอดปี
ขวัญคือส่วนไม่เป็นตัวตนของคน (ส่วนเป็นตัวตนของคนคือร่างกาย) เป็นพลังชีวิตของคน ซึ่งมาจากความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติว่ามีขวัญจึงมีชีวิต ดังนั้น พลังของสิ่งมีชีวิตเรียกขวัญ และพลังของสิ่งไม่มีชีวิตเรียกผี (รายละเอียดมีมากอยู่ในหนังสือ ศาสนาผี สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2568)
ทำขวัญพบหลักฐานเก่าสุดขณะนี้เป็นเครื่องมือทำจากโลหะผสมเรียกสำริด ราว 3,000 ปีมาแล้ว ที่มีลายสลักรูปหญิงทั้ง 3 ทำท่าทางต่างๆ ในพิธีกรรมหลังความตายของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ เรียกพิธีส่งขวัญซึ่งมีแบบแผนพิธีกรรมประกอบด้วยหมอขวัญ, หมอแคน, หมอฟ้อน ดังนี้
หมอขวัญ บางแห่งเรียก “หมอมด” (คนแรกของลายสลัก) เป็นหัวหน้าพิธีกรรมทำขวัญ ด้วยการขับลำตามประเพณีที่จดจำตกทอดมาปากต่อปากเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวันสอดแทรกสลับคำคล้องจอง โดยมีลูกคอและเสียงโหยหวนเมื่อต้องการเน้นเป็นพิเศษ
หมอแคน (คนกลางของลายสลัก) ยืนตาม และทำหน้าที่เป่าแคนคลอคำขับลำของหมอขวัญ คือสัญลักษณ์การแปลความจากคำขับลำเป็นลายแคน ซึ่งหมายถึงภาษาผีฟ้า
หมอฟ้อน (คนหลังของลายสลัก) เป็นลูกคู่ขับลำ หรือบริวารของหมอขวัญหมอแคน
เรียกขวัญ-สู่ขวัญ-ส่งขวัญ
ทําขวัญเป็นพิธีกรรมในทุกช่วงสําคัญของชีวิต ตั้งแต่ก่อนเกิดและเกิด จนถึงตายและหลังตาย เพื่อให้ผู้รับทําขวัญพ้นจากความวิตกกังวล หวาดกลัว หรือตกใจต่อเหตุการณ์เคราะห์หามยามร้ายและการเปลี่ยนแปลงสู่สถานภาพใหม่ หรือเท่ากับสร้างความมั่นใจและความมั่นคงแก่ผู้รับทำขวัญ ซึ่งมีหลายระดับในชื่อต่างๆ กันว่า เรียกขวัญ, สู่ขวัญ และส่งขวัญ
เรียกขวัญ หมายถึงส่งเสียงดังๆ ให้ขวัญได้ยิน ขวัญจะได้กลับถูกทาง คืนร่างที่ตายให้คนตายฟื้น
สู่ขวัญ หมายถึงไปตามหาขวัญด้วยการส่งเสียงร้องเรียกจะได้พาขวัญกลับคืนร่างคนตายให้ฟื้น
ส่งขวัญ หมายถึงส่งเสียงนำพาขวัญจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ซึ่งในที่นี้นำทางขวัญจากโลกมนุษย์ไปสู่โลกผีบนฟ้าอันเป็นถิ่นของผีฟ้า เป็นพิธีพิเศษเฉพาะเมื่อหัวหน้าเผ่าพันธุ์ตายแล้วมีเรียกขวัญและสู่ขวัญ แต่ไม่คืนร่าง จึงต้องมีพิธีส่งขวัญของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ขึ้นไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า เพื่อปกป้องคุ้มครองคนยังมีชีวิตในชุมชนให้อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร และให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บของผีร้าย
คำส่งขวัญมีเนื้อหาโดยลำดับ ดังนี้ (1.) เล่าเรื่องความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นโคตรตระกูลของคนตาย (2.) สั่งเสีย ร่ำลา และ (3.) พรรณนาการเดินทางไปเมืองฟ้า ผ่านชุมชนเครือญาติและเครือข่ายโดยเดินดง, ข้ามห้วงน้ำ, ขึ้นเมืองฟ้า
คำคล้องจอง
คําคล้องจองในพิธีทำขวัญมีความเป็นมา ดังนี้
1. เริ่มแรกทำขวัญเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบด้วยคำพูดปกติ แต่เมื่อต้องการเน้นพิเศษบางช่วงบางตอนก็สร้างเป็นคำคล้องจอง แล้วเปล่งลีลาทำนองโดดเด่นพิเศษ คลุกเคล้าผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันในพิธีทำขวัญ
2. คำคล้องจองดั้งเดิมลักษณะเสรี และมีขนาดสั้นๆ แล้วค่อยๆ ยืดยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามต้องการใช้ทำขวัญ โดยไม่กำหนดแบบแผน ไม่กำหนดจำนวนคำ และสัมผัสว่าต้องอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น
[ตรงข้ามกับร้อยกรองที่คุ้นเคยทุกวันนี้ล้วนให้ความสำคัญต่อฉันทลักษณ์ หมายถึงกำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค และกำหนดสัมผัสเสียงระหว่างวรรค]
3. นานไป คำคล้องจองมีพลังเหนือคำบอกเล่าปกติ จึงถูกใช้งานโดยเฉพาะ แล้วเรียกกันต่อมาว่าคำขับลำ หมายถึงคำคล้องจองถูกขับลำด้วยทำนองลีลาต่างๆ กระทั่งเติบโตแตกแขนงเป็นร้อยกรอง เรียกสมัยหลังว่า โคลงกลอน
4. ร้อยกรองมีกำเนิดคลุกเคล้ากับทำนองเสนาะของขับลำและเพลงดนตรีอย่างเสรี จึงให้ความสำคัญเรื่องสัมผัสเสียง (สัมผัสนอก, ใน) และระดับเสียง (เอก, โท)
[คำอธิบายมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ โองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524]
ดังนั้น วรรณกรรมสมัยแรกๆ “อ่านด้วยหู” หมายถึงต้องอ่านออกเสียงหรือฟังเสียงขับ (หรือร้อง) เพราะยังไม่เป็นวรรณกรรมเพื่ออ่านด้วยตา (หลังมีการพิมพ์จึงเป็นวรรณกรรมอ่านด้วยตา)

“โคลงกลอน” จากคำคล้องจองทำขวัญ
ภาษาพูดในชีวิตประจำวัน สอดแทรก “คำคล้องจอง” เป็นช่วงๆ (ต้นทางร้อยกรองไท-ไต-ไทย-ลาว)
ภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต เก่าสุด 3,000 ปีมาแล้ว อยู่กวางสี (ภาคใต้) ต่อเนื่องเวียดนาม (ภาคเหนือ) จากนั้นแผ่ไป (คนไม่ต้องไปด้วย) ตามเส้นทางการค้าภายใน ถึงดินแดนต่างๆ ชาติพันธุ์ต่างๆ พูดภาษาไท-ไตเป็นภาษากลาง ถูกเรียก “ชาวสยาม” ได้แก่ (1.) ลุ่มน้ำโขง อีสาน-ลาว (2.) ลุ่มน้ำสาละวิน ภาคเหนือของพม่า (ไทยใหญ่) (3.) ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ตอนล่าง-ตอนบน) (4.) คาบสมุทรตอนบน ภาคใต้ (นครศรีธรรมราช)
คำคล้องจองสมัยแรกเริ่มของจ้วง-ผู้ไท พบร่องรอยตกค้างในสุภาษิตจ้วงหลายบท ได้แก่ “ทางอยู่ที่ปาก หมากอยู่ที่ต้น”, “กินข้าวคิดถึงนา กินปลาคิดถึงน้ำ” ฯลฯ
[จากหนังสือ จ้วง : ชนชาติไทในสาธารณรัฐประชาชนจีน ภาคที่ 2 : วัฒนธรรม (ปรานี กุลละวณิชย์ บรรณาธิการ) คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2531]
จากคำคล้องจองอย่างง่ายๆ ถ้าส่งสัมผัสไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นร่าย ซึ่งพบในวัฒนธรรมจ้วง-ผู้ไท เป็นกลอนเพลงมีลักษณะเสรี, ไม่เคร่งครัดจำนวนคำแต่ละวรรค, ไม่กำหนดเสียงสัมผัสใน แต่จะให้ความสำคัญที่จังหวะขับหรือร้อง ซึ่งจะมีกี่คำก็ได้ แต่ให้อยู่ในจังหวะที่ไพเราะรื่นเริงก็แล้วกัน
ต้นทางโคลงกลอน ที่เรียกรวมๆ ว่า “กลอน” มี 3 กลุ่ม (จากหนังสือ โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์) ดังนี้
(1.) กลอนร่าย ถูกใช้ 2 แบบ ได้แก่ ทำขวัญและเซิ้ง ทำขวัญคือสู่ขวัญ, เรียกขวัญ, ส่งขวัญ (หลังรับศาสนาพุทธ ถูกปรับใช้เป็นกลอนสวด, กลอนเทศน์ ฯลฯ) เซิ้ง เช่น เซิ้งบั้งไฟ (หลังรับอินเดีย ราชสำนักใช้งานการละเล่น “ระเบ็ง” หรือ “โอละพ่อ”) (2.) กลอนลำ เมื่อใช้ลำ เช่น หมอลำ ฉันทลักษณ์กลอนลำ เป็นต้นทางของโคลงต่างๆ ได้แก่ โคลงดั้น, โคลงสี่ ฯลฯ (3.) กลอนร้อง หรือกลอนเพลง (กลอนหัวเดียว) เช่น เพลงฉ่อย, เพลงเทพทอง ฯลฯ พัฒนาเป็นกลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนเพลงยาว, กลอนนิราศ, กลอนสุภาพ หรือกลอนสุนทรภู่ ฯลฯ
ชาตินักกลอน
“ไทยเป็นชาตินักกลอน” คือความทรงจำตกทอดมานานในสังคมไทย ว่าหมายถึงคนไทยพูดสดๆ เป็นกลอนแบบสุนทรภู่ ซึ่งเป็นไม่ได้ แม้ตัวสุนทรภู่เองก็ไม่น่าจะทำได้
กลอนในวลี “ไทยเป็นชาตินักกลอน” คือคำคล้องจอง หมายถึงภาษาพูดในชีวิตประจำวันของคนไทยสอดแทรกด้วยคำคล้องจองเป็นปกติวิสัย (ไม่ใช่กลอนสัมผัสแบบสุนทรภู่) เช่น “ไปไหนมา สามวาสองศอก”, “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”, “ข้าวยาก หมากแพง”, “ผีซ้ำ ด้ำพลอย”, “เข้านอก ออกใน”, “ศึกเหนือ เสือใต้”, “อีเหละ เขละขละ, “รับสินบาท คาดสินบน”, “ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน” ฯลฯ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
