คอลัมน์ ปรัชญา-คำ-‘นึง / พิพัฒน์ สุยะ
การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยได้ผ่านไปด้วยบรรยากาศที่อึมครึมและสิ้นหวัง มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยปัญหา
บางคนถึงกับกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ได้ทำลายสถิติเดิมลงไปอย่างราบคาบด้วยการกลายเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา
ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเลือกตั้ง การนับคะแนนในแต่ละหน่วย เจ้าหน้าที่ประจำหน่วย การรายงานคะแนนของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง การประมวลผลคะแนนรวมทั้งประเทศ
และปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่กระบวนการทำงานไร้ซึ่งความโปร่งใสและเที่ยงธรรม
จะว่าไป การเมืองไทยเข้าสู่ยุคไร้เกียรติยศหรือความสง่างามอย่างสมบูรณ์แบบ นึกย้อนกลับไปเมื่อสักสามสิบสี่สิบปีก่อน การเมืองที่ผู้คนสมัยนั้นกล่าวหาว่าสกปรก กินสินบาทคาดสินบนหนักหนาขนาดไหน แต่เมื่อทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดก็ยังมีการแสดงสปิริตด้วยการลาออก ไม่รับตำแหน่งหรือยุบสภาให้เห็นกันอยู่บ้าง
ตรงกันข้ามในปัจจุบันที่พลิกหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว
มีนักการเมืองที่การกระทำผิดกฎหมายอยู่ทนโท่ ผู้คนรู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแต่ก็ยังลอยหน้าลอยตาชูคออยู่ในสภาได้
หรือมีการแฉคดีความการโกงที่ดิน ก็พลิกลิ้นตะแบงอยู่ในตำแหน่งใหญ่โตไม่สะทกสะท้านเสียงก่นด่าแต่อย่างใด
ยังไม่นับถึงระบบและกลไกต่างๆ ของสังคมไทยที่ไม่มีหลักยึดอะไรอีกต่อไป โอนเอนไปตามกระแสลมตามผู้มีอำนาจและอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลัง เราจะปล่อยให้บ้านเมืองเราอยู่กันไปแบบนี้จริงๆ หรือ
จากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ผู้เขียนไม่ได้คาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอะไรแบบนั้น
แต่อย่างน้อยแค่หวังเล็กๆ ว่า คนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องต่างของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ กกต. ผู้ว่าราชการ ทหาร ตำรวจ ตลอดจนศาลยุติธรรม เมื่อออกมาชี้แจงกรณีปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ควรยึดหลักเกณฑ์ กฎหมายหรือหลักความชอบธรรมต่างๆ บ้าง
ไม่ใช่พูดไปเรื่อย จนชาวบ้านเขาทั้งสังเวชและสมเพชกันหมดแล้ว
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้เหตุผลในการอธิบายต่างๆ นั้นควรมีความถูกต้องและเป็นที่ยอมรับได้ของประชาชนเสียบ้าง เพราะที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แทบจะเรียกว่าเกินกว่าที่ชาวบ้านจะรับได้
อย่าดูถูกประชาชนมากไปกว่านี้อีกเลย
หนึ่งในวิธีการที่เจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจชอบใช้ในการนำเสนอความคิดก็คือ การอ้างเหตุผลจากการเปรียบเทียบ (argument from analogy) โดยที่การเปรียบเทียบหรือการเทียบเคียง (analogy) เป็นการเปรียบของสองสิ่งหรือมากกว่านั้น ซึ่งถูกอ้างว่าคล้ายคลึงในส่วนที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกัน
ตัวอย่างเช่น อะตอมก็เหมือนกับระบบสุริยะขนาดเล็ก หรือตาของมนุษย์ทำงานคล้ายกับกล้องอย่างมาก
การอ้างเหตุผลจากการเปรียบเทียบเป็นการอ้างเหตุผลที่มีข้อสรุปเป็นการอ้างถึงสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการเปรียบความคล้ายคลึงระหว่างสิ่งสองสิ่งหรือมากกว่านั้น ว่ามีบางลักษณะคล้ายคลึงกัน
จึงสรุปว่า เป็นไปได้ที่สิ่งเหล่านี้จะมีความคล้ายคลึงในลักษณะอื่นๆ ด้วย
ตัวอย่างเช่น อาจจะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร เพราะว่าบรรยากาศบนดาวอังคารนั้นมีออกซิเจนเช่นเดียวกับโลก
ตัวอย่างง่ายที่ช่วยให้เห็นภาพคือ การให้เหตุผลทางการแพทย์ สมมุติว่าแพทย์พบว่าผู้ป่วย ก มีอาการชุดหนึ่งและตอบสนองต่อยาชนิดหนึ่งได้ดี
หากผู้ป่วย ข มีอาการที่คล้ายคลึงกันในลักษณะสำคัญ แพทย์อาจอนุมานว่ายาชนิดเดียวกันน่าจะได้ผลกับผู้ป่วย ข ด้วย
นี่คือการให้เหตุผลแบบเปรียบเทียบในชีวิตจริง ซึ่งไม่ได้ให้ความแน่นอนแบบตรรกะแบบนิรนัย แต่ให้ความน่าจะเป็นที่มีเหตุผลรองรับ
แน่นอนว่า การอ้างเหตุผลเปรียบเทียบดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในการอ้างเหตุผล และถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุมานไปสู่ข้อสรุปได้อย่างชัดเจนเสียด้วยซ้ำ
แต่บางครั้งหากเราใช้การเปรียบเทียบที่ไม่สัมพันธ์กันในการอ้างเหตุผล ก็จะทำให้การอ้างเหตุผลนั้นกลายเป็นการอ้างเหตุผลผิด (fallacy) นั่นเอง
ซึ่งในกรณีนี้เราเรียกว่า การเปรียบเทียบผิด (false analogy)
กล่าวคือ เป็นการเปรียบเทียบสิ่งหรือสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งขาดความคล้ายคลึงกันอย่างจำเป็น ภายในขอบเขตที่ถูกเปรียบเทียบนั้นอาจจะเปรียบเทียบเพื่อการอธิบาย มันจะเป็นการใช้เหตุผลบกพร่องเมื่อเราใช้การเปรียบเทียบนั้นมาสนับสนุนการอ้างเหตุผล
อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญของการอ้างเหตุผลเปรียบเทียบก็คือ ความคล้ายคลึงที่ใช้ต้องเป็นความคล้ายคลึงที่เกี่ยวข้องกับข้อสรุป มิใช่เพียงความคล้ายคลึงผิวเผิน
เช่น การกล่าวว่า “ทั้งนักบินและนักการเมืองต้องพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก ดังนั้น นักการเมืองจึงควรได้รับการฝึกเหมือนนักบิน”
เป็นการเปรียบเทียบที่เบาบาง เพราะความสามารถในการพูดต่อหน้าคนจำนวนมากไม่ใช่คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงหรือความแม่นยำที่ทำให้การฝึกนักบินมีความจำเป็น
ความคล้ายคลึงในกรณีนี้จึงไม่รองรับข้อสรุป
ในทางตรงกันข้าม หากกล่าวว่า “ผู้พิพากษาและแพทย์ต่างตัดสินใจในสถานการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตผู้อื่น ดังนั้น ทั้งสองวิชาชีพจึงควรมีมาตรฐานความรับผิดชอบสูงและระบบตรวจสอบที่เข้มงวด”
การเปรียบเทียบนี้จึงมีพลังมากกว่า เพราะความคล้ายคลึงเกี่ยวข้องกับลักษณะสำคัญของข้อสรุป คือความรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อชีวิตผู้อื่น
การทำความเข้าใจ “การเปรียบเทียบผิด” อย่างละเอียด จำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่าง “ความคล้ายคลึงเชิงผิวเผิน” กับ “ความคล้ายคลึงเชิงสาระ” ความคล้ายคลึงเชิงผิวเผิน คือความคล้ายคลึงที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติที่เป็นฐานของข้อสรุป ส่วนความคล้ายคลึงเชิงสาระ คือความคล้ายคลึงที่มีบทบาทต่อคุณสมบัติที่กำลังถูกถ่ายโอนผ่านการอนุมาน หากผู้โต้แย้งอาศัยเพียงความคล้ายคลึงเชิงผิวเผิน ข้อสรุปที่ได้ย่อมไม่มีน้ำหนัก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การกล่าวว่า “การดาวน์โหลดภาพยนตร์เถื่อนก็เหมือนกับการขโมยรถ เพราะทั้งสองเป็นการเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต”
การเปรียบเทียบนี้มีความคล้ายคลึงบางประการ แต่ความแตกต่างสำคัญคือ การขโมยรถทำให้เจ้าของสูญเสียการใช้ทรัพย์สินโดยตรง
ในขณะที่การละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้ทำให้เจ้าของสูญเสียสำเนาต้นฉบับ ความแตกต่างนี้อาจมีผลต่อการประเมินเชิงศีลธรรมและกฎหมาย
จึงทำให้การเปรียบเทียบไม่สามารถรองรับข้อสรุปอย่างง่ายดาย
กรณีตัวอย่างทางการเมืองจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็พบการอ้างเหตุผลผิดที่เกิดจากการเปรียบเทียบผิดจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็นกรณีของรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะปกป้องการทำงานของ กกต. โดยเปรียบเทียบว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ก็คล้ายกับลอตเตอรี่ที่มีบาร์โค้ด เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
ซึ่งทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกี่ยวกับความเหมาะสมและการเปรียบเทียบดังกล่าว
เพราะข้อกำหนดกฎหมายของทั้งสองสิ่งแตกต่างกัน ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้โดยตรง
หรือกรณีที่ถกเถียงกันเรื่องข้อมูลในบัตรเลือกตั้ง “ลับไม่ลับ” โดยมีชาวเน็ตบางคนอ้างกฎหมายมาตรา 92 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระบุให้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) สามารถลงคะแนนแทนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ในกรณีผู้พิการหรือสูงอายุ โดยให้ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ คือคนที่อ้างนี้พยายามจะบอกว่า บัตรเลือกตั้งต่อให้มีบาร์โค้ด รู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร ก็เป็นการลงคะแนน “โดยตรงและลับ” อยู่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีมาตรา 92 ดังกล่าว
กรณีนี้จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ระหว่างกรณีทั่วไปกับกรณียกเว้น เหตุผลของชาวเน็ตคนนั้นจึงไม่สามารถยอมรับได้
อันที่จริงยังมีกรณีตัวอย่างเรื่องการเปรียบเทียบผิดอีกมากมายจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ท่านผู้อ่านลองย้อนไล่ดูข้อโต้แย้งต่างๆ เอง ก็น่าจะชี้ชัดลงไปได้ไม่ยาก
การเปรียบเทียบผิดยังอาจเกิดขึ้นได้เมื่อผู้โต้แย้งละเลยความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ แม้ว่าความคล้ายคลึงจะมีจำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น การกล่าวว่า “การควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ก็เหมือนกับการกำหนดกฎในโรงเรียน ดังนั้น รัฐควรควบคุมการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ได้เหมือนที่ครูกำหนดกฎเพื่อควบคุมห้องเรียน” แม้จะมีความคล้ายคลึงในแง่การรักษาระเบียบ แต่ความแตกต่างด้านเสรีภาพพลเมือง อำนาจรัฐ และขอบเขตพื้นที่สาธารณะ ทำให้การเปรียบเทียบนี้มีข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ
อีกลักษณะหนึ่งของการเปรียบเทียบผิดคือการใช้การเปรียบเทียบแบบหละหลวม” (loose analogy) ซึ่งพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกรณีที่แทบไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงโครงสร้าง
ตัวอย่างเช่น การกล่าวว่า “การปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เหมือนกับการที่คนในอดีตต่อต้านไฟฟ้า ดังนั้น ผู้ที่วิจารณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ย่อมผิดพลาดเหมือนกัน”
การเปรียบเทียบนี้มีพลังเชิงวาทศิลป์ แต่ละเลยความแตกต่างของบริบท เทคโนโลยี และความเสี่ยง ทำให้ข้อสรุปไม่มีน้ำหนักให้ยอมรับได้
การเปรียบเทียบผิดยังมีลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การโยนภาระการสร้างความคล้ายคลึงไปยังผู้ฟัง ผู้โต้แย้งอาจกล่าวเพียงว่า “สถานการณ์นี้เหมือนกับ…” โดยไม่แสดงรายละเอียดของความคล้ายคลึง ทำให้ผู้ฟังถูกดึงเข้าไปเติมเต็มช่องว่างด้วยจินตนาการของตนเอง วิธีนี้ทำให้เหตุผลดูน่าเชื่อแม้จะไม่มีฐานรองรับเพียงพอ
ตัวอย่างที่พบในทางการเมืองอย่างเช่น การกล่าวว่า “การวิจารณ์รัฐบาลในช่วงวิกฤตก็เหมือนกับการทำลายขวัญกำลังใจทหารในสนามรบ”
การเปรียบเทียบนี้พยายามทำให้การวิจารณ์ดูเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ละเลยความแตกต่างระหว่างบริบทสงครามกับบริบทประชาธิปไตย ซึ่งมีหลักการเรื่องการตรวจสอบอำนาจรัฐเป็นพื้นฐาน ความแตกต่างนี้ทำให้การเปรียบเทียบอ่อนแอไร้พลัง
ในบางกรณี การเปรียบเทียบผิดมีพลังโน้มน้าวสูงเพราะมันอาศัยประสบการณ์ที่ผู้ฟังคุ้นเคย การเปรียบเทียบทำให้เรื่องซับซ้อนดูเข้าใจง่าย จึงลดแรงต้านของผู้ฟัง แต่ความเข้าใจที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียง “ภาพลวงของความเข้าใจ” มากกว่าความเข้าใจเชิงเหตุผล
นี่คือเหตุผลที่การอ้างเหตุผลแบบเปรียบเทียบผิดมีบทบาทสำคัญในโฆษณา การเมือง และการโต้แย้งทางศีลธรรม
กล่าวโดยสรุป การเปรียบเทียบผิดไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบที่ผิดพลาด
แต่คือการใช้ความคล้ายคลึงที่ไม่สามารถรองรับการอนุมานได้อย่างเป็นเหตุผล
ความผิดพลาดอาจเกิดจากความคล้ายคลึงที่ไม่เกี่ยวข้อง ความแตกต่างที่ถูกละเลย การเปรียบเทียบที่หละหลวมเกินไป หรือการผลักภาระการพิสูจน์ไปยังผู้ฟัง
การเข้าใจโครงสร้างของการเปรียบเทียบผิดจึงช่วยให้เราสามารถประเมินเหตุผลที่ดูโน้มน้าวได้อย่างระมัดระวัง และป้องกันไม่ให้ความคุ้นเคยหรือภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนบดบังการพิจารณาเชิงเหตุผลของเราได้
มิฉะนั้นแล้ว ต่อให้เปรียบเทียบเห็นภาพอย่างชัดเจน แต่หากเป็นการเปรียบเทียบผิด ก็อาจทำให้เราคิดแล้วคิดอีก คิดจนตัวตายแล้วก็ยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาต่างๆ ได้เลยแม้แต่น้อย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
