คอลัมน์ ปรัชญา-คำ-‘นึง โดย พิพัฒน์ สุยะ
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีสารพัดข่าวใหญ่ให้เราติดตามพูดถึงมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก คงไม่พ้นข่าวสงครามจากน้ำมือของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
ส่วนในระดับประเทศก็คงไม่มีข่าวใดโดดเด่นไปกว่าข่าวผลกระทบจากสงครามกับข่าวการเมืองในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นแน่
แต่ท่ามกลางข่าวใหญ่โตเหล่านั้น มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งเกิดขึ้นพอให้เป็นประเด็นสังคมอยู่บ้างแล้วก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ตามความสนใจของสังคมและการท่วมท้นของข้อมูลข่าวสาร
ข่าวที่ว่าก็คือ กรณีที่มีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มไทยไม่ทน” ที่มีจุดประสงค์ตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่มีปัญหาความขัดแย้งกับ “คนต่างด้าว” ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย
ล่าสุดคือ คนกลุ่มนี้เข้าไปรุมทำร้ายร่างกายชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยงชนิดที่เรียกว่าเลือดกบปาก
เนื้อหาและรายละเอียดของข่าวเป็นอย่างไร ท่านผู้อ่านคงติดตามอ่านและพิจารณาด้วยตัวเองได้
สาเหตุที่มาที่ไปจะเป็นอย่างไรในกรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้เราร่วมกันพิจารณากันเป็นวาระของสังคมไทยได้
เพราะในโลกร่วมสมัยคงเป็นไปได้ยากที่เราจะไม่ยอมเผชิญกับความแตกต่างหลากหลาย เราจะอยู่กับ “คนอื่น” อย่างไรในยุคสมัยที่ไม่ได้มีแต่ “พวกเรา”
ประเด็นเหล่านี้คงต้องใช้เวลาพอสมควรและการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ผู้เขียนสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจากการให้สัมภาษณ์ของคู่กรณีที่เป็นข่าว หรือเสียงเชียร์ของฝ่ายผู้กระทำ ตลอดจนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้างดูเหมือนจะเต็มไปด้วยถ้อยคำแห่งความเกลียดชัง
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “คนอื่น” หรือ “คนต่างด้าว”
ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในที่นี้มันคืออะไร ในทางปรัชญามีวิธีการทำความเข้าใจเรื่องความเกลียดชังนี้ว่าอย่างไรบ้าง
ในบทความเรื่อง “ความเกลียดชัง : มุ่งสู่โมเดลสี่ประเภท” (Hate : toward a Four-Types Model) ของ ศาสตราจารย์อินกริด เวนเดรล แฟร์รัน (Ingrid Vendrell Ferran) แห่งภาควิชาสังคมศาสตร์และปรัชญา มหาวิทยาลัยมาร์บูร์ก (University of Marburg) ประเทศเยอรมนี เธอได้เสนอแนวคิดที่ว่า ความเกลียดชังควรถูกเข้าใจว่าเป็น “ความโน้มเอียงทางความรู้สึก” (sentiment) มากกว่า “อารมณ์” (emotion) ทั่วไป

แฟร์รันอธิบายว่า มีความขัดแย้งกันมานานในงานเขียนทางปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติของความเกลียดชัง โดยนักคิดบางคนถือว่าความเกลียดชังเป็นอารมณ์ (emotion) ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเป็นความโน้มเอียงทางความรู้สึกที่มีอยู่ก่อนแล้ว
เธอเสนอว่า ความเกลียดชังควรถูกนิยามว่าเป็น “รูปแบบของท่าทีทางจิตใจที่มีอยู่มาอย่างยาวนานซึ่งทำให้เรามองผู้อื่นว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย และบางครั้งสามารถปรากฏขึ้นอย่างรุนแรงในประสบการณ์เฉพาะหน้าได้”
การทำความเข้าใจความเกลียดชังในฐานะ “ความโน้มเอียงทางความรู้สึก” ทำให้เราเห็นลักษณะสำคัญหลายอย่างของความเกลียดชัง
อย่างแรก ความเกลียดชังไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อคุณสมบัติบางอย่างของเป้าหมาย แต่เป็น “การมองบุคคลทั้งคนว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย ไม่ใช่เพียงแค่ไม่ชอบคุณสมบัติบางอย่างของเขา”
นั่นหมายความว่า เมื่อเราเกลียดใคร เรามักไม่ได้เกลียดเพียงพฤติกรรมบางอย่าง แต่มีแนวโน้มจะมองบุคคลนั้นทั้งคนในแง่ลบ
ผู้เขียนเรียกลักษณะนี้ว่า “ธรรมชาติโดยรวมของความเกลียด” ซึ่งทำให้ความเกลียดชังแตกต่างจากอารมณ์ทั่วไป เช่น ความกลัวหรือความรังเกียจ
ลักษณะอย่างที่สอง ความเกลียดชังไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อคุณสมบัติด้านลบของผู้อื่น เพราะในบางกรณีเราสามารถเกลียดบุคคลที่มีคุณสมบัติในเชิงบวกได้
เช่น เราอาจเกลียดคนที่ฉลาดหรือประสบความสำเร็จมากกว่าเรา ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในความเกลียดชัง คือการนำเสนอเป้าหมายภายใต้คุณค่าทางศีลธรรมบางอย่าง โดยเฉพาะการมองว่าอีกฝ่ายเป็น “สิ่งชั่วร้าย”
แฟร์รันจึงเน้นว่า ความเกลียดชังเป็นการจัดวางผู้อื่นภายใต้กรอบการประเมินค่า ซึ่งทำให้เขาปรากฏต่อเราว่าเป็นสิ่งที่สมควรถูกเกลียด
อย่างไรก็ตาม แฟร์รันเห็นว่า ก่อนหน้านี้แม้ว่าจะมีนักปรัชญาคนอื่นๆ นิยามความเกลียดชังในรูปแบบแตกต่างกันออกไป
แต่ทั้งหมดล้วนมีข้อจำกัดที่สำคัญ เพราะมันทำให้ความเกลียดชังถูกลดทอนเหลือเพียงการรวมกันของอารมณ์อื่นๆ เช่น ความโกรธ ความรังเกียจ หรือความกลัว ทั้งที่ในความเป็นจริง ความเกลียดชังมีลักษณะเฉพาะของมันเอง
แฟร์รันชี้ให้เห็นว่า ความเกลียดชังมีปรากฏการณ์เฉพาะตัวของมัน ซึ่งไม่สามารถลดทอนเป็นอารมณ์อื่นได้
เช่น แม้ว่าเรามีทั้งความกลัวและความเกลียดชังไปพร้อมกัน แล้วมักจะทำให้มองเป้าหมายว่าเป็นภัยคุกคาม แต่ความกลัวมักนำไปสู่การหลีกหนี ในขณะที่ความเกลียดชังมีแนวโน้มที่จะมุ่งสู่การทำลายเป้าหมาย
แฟร์รันอธิบายว่า ในเชิงโครงสร้าง ความเกลียดชังมักเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่บุคคลรู้สึกว่าคุณค่าหรือศักดิ์ศรีของตนถูกคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ หรือสถานะทางสังคม
ดังนั้น ความเกลียดชังจึงมีมิติของการยืนยันคุณค่าตัวเอง (self-affirmation) กล่าวคือ ความเกลียดชังเป็นกลไกที่ทำให้บุคคลยืนยันคุณค่าของตนเองเหนือผู้อื่น
นี่คือเหตุผลที่บางครั้งความเกลียดชังอาจให้ความรู้สึกพึงพอใจ เพราะการทำลายหรือดูหมิ่นเป้าหมายทำให้ผู้เกลียดรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจหรือมีคุณค่ามากกว่า
เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ที่มีต่อความเกลียดชัง แฟร์รันจึงวิเคราะห์ความเกลียดชังด้วยสองแนวทาง
แนวทางแรกก็คือ พิจารณาประวัติการก่อตัวของความเกลียดชัง กล่าวคือ ความเกลียดชังมักเกิดจากกระบวนการสะสมของประสบการณ์และอารมณ์หลายชนิด แฟร์รันเรียกกระบวนการนี้ว่า “กระบวนการทับถมจนเป็นตะกอน” ซึ่งหมายถึงการที่ความรู้สึกเชิงลบต่างๆ เช่น ความโกรธ ความกลัว หรือความอิจฉา ค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นท่าทีถาวรของความเกลียดชัง
ส่วนแนวทางที่สองคือ จะพิจารณาความเกลียดจากโครงสร้างของสภาวะจิต กล่าวคือ ความเกลียดชังมีโครงสร้างของสภาวะจิตที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยมันเกี่ยวข้องกับสามองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ เป้าหมายของความเกลียด (target)
เหตุผลหรือจุดเน้นของการประเมินค่า (focus of concern)
และการกำหนดคุณสมบัติว่าเป็นความชั่วร้าย (attribution of evil)
จากการวิเคราะห์ดังกล่าว แฟร์รันเสนอว่า ความเกลียดชังสามารถจำแนกได้โดยใช้ตัวแปรสองตัว ได้แก่ ตัวแปรแรก เกี่ยวข้องกับลักษณะของเป้าหมายของความเกลียด หากเป้าหมายสามารถถูกแทนที่ได้ ความเกลียดชังจะมุ่งไปยังกลุ่มหรือประเภทของคน เช่น ชาวต่างชาติ หรือคนโกหก แต่ถ้าเป้าหมายไม่สามารถแทนที่ได้ ความเกลียดจะมุ่งไปยังบุคคลเฉพาะ
ตัวแปรที่สอง เกี่ยวข้องกับความชัดเจนของเหตุผลในการมองอีกฝ่ายว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย หากเหตุผลมีความชัดเจน เช่น การทำร้ายผู้อื่น เหตุผลเช่นนี้ก็จะมีที่มาที่ไปหรือสาเหตุของความเกลียดชังอย่างชัดเจนแน่นอนตายตัว
แต่ถ้าเหตุผลไม่ชัดเจนหรือเกิดจากอคติส่วนตัว เหตุผลนั้นจะไม่ทราบที่มาที่ไปหรือสาเหตุที่แน่ชัด
อาจจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย
เมื่อเรานำตัวแปรทั้งสองนี้มารวมกันก็จะทำให้เกิดโมเดลความเกลียดชังสี่ประเภท (four-types model of hate) คือ
ประเภทแรก เรียกว่า “ความเกลียดชังเชิงบรรทัดฐาน” (normative hate) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคนคนหนึ่งจะเกลียดผู้ที่ละเมิดบรรทัดฐานทางศีลธรรม เช่น การโกหกหรือการทรยศ เป้าหมายของความเกลียดในกรณีนี้สามารถแทนที่ได้ เพราะผู้เกลียดไม่ได้เกลียดบุคคลเฉพาะ แต่เกลียดใครก็ตามที่ละเมิดบรรทัดฐานนั้น และเหตุผลของความเกลียดชังนี้มีความชัดเจน เพราะการกระทำนั้นถูกมองว่าเป็นความชั่วร้าย
ประเภทที่สอง เรียกว่า “ความเกลียดชังเชิงอุดมการณ์” (ideological hate) ซึ่งเป็นความเกลียดชังที่มีรากฐานจากอคติหรืออุดมการณ์ เช่น ความเกลียดชังชาวต่างชาติ ในกรณีนี้เป้าหมายสามารถแทนที่ได้เพราะเป็นกลุ่มคน แต่เหตุผลของความเกลียดไม่มีความชัดเจนจริงๆ และมักเกิดจากอคติหรืออุดมการณ์ทางสังคม
ประเภทที่สาม เรียกว่า “ความเกลียดชังแบบโต้ตอบ” (retributive hate) ซึ่งเกิดจากการตอบสนองต่อความเสียหายหรือการถูกทำร้ายโดยบุคคลเฉพาะ เช่น การเกลียดผู้ที่ทำร้ายตนเอง เป้าหมายในกรณีนี้ไม่สามารถแทนที่ได้ และเหตุผลของความเกลียดมีความชัดเจน เพราะเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เป็นอันตรายจริง
ประเภทสุดท้าย คือ “ความเกลียดชังแบบมุ่งร้าย” (malicious hate) ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจเชิงลบของผู้เกลียดเอง เช่น ความอิจฉาหรือความริษยา เช่น การเกลียดคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า ในกรณีนี้เป้าหมายไม่สามารถแทนที่ได้ แต่เหตุผลของความเกลียดไม่มีความชัดเจน เพราะไม่ได้เกิดจากการกระทำผิดของเป้าหมาย แต่เกิดจากความรู้สึกภายในของผู้เกลียดเอง
หากเรานำกรณี “กลุ่มไทยไม่ทนกับชายหนุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยง” มาพิจารณาผ่านโมเดลของแฟร์รันที่เสนอไว้ข้างต้น
เราจะพบว่า ในตอนแรก กลุ่มไทยทนจะอ้างเหตุผลบนฐานของ “ความเกลียดชังเชิงบรรทัดฐาน” และ “ความเกลียดชังแบบโต้ตอบ” ในกรณีที่กล่าวหาว่า ชายหนุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยงมีปากเสียงและขู่ว่าจะทำร้ายพนักงานผู้หญิงในร้านอาหาร
แต่หากมองลงไปในรายละเอียดเทียบเคียงกันกับคนไทยทั่วไปที่มีความขัดแย้งในลักษณะแบบเดียวกัน คงไม่ลงเอยด้วยระบบ “ศาลเตี้ย” เช่นนี้
เพราะถึงที่สุดแล้ว “ความเกลียดชังเชิงอุดมการณ์” และ “ความเกลียดชังแบบมุ่งร้าย” ต่างหากที่กำลังทำงานอยู่ จนทำให้คนไทยบางคนพร้อมจะทำร้าย “คนอื่น” ได้ทันที เพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้แน่ชัด รู้แค่ว่า “ไม่ใช่พวกเรา” หรือเป็น “คนอื่น” ทั้งที่ข้อเท็จจริงชายหนุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยงคนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนระหว่างรอรับสัญชาติไทยเสียด้วยซ้ำ
เพราะถ้าใช้เกณฑ์เดียวกันนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าในทะเบียนราษฎรของประเทศไทย จำนวนประชากรคงเหลือน้อยมากที่จะมีคนทั้งที่สัญชาติไทยและ “เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์” ไทยอย่างแท้จริง
ใน “ความเป็นเรา” ย่อมมี “ความเป็นอื่น” อยู่ด้วยเสมอ ในทำนองเดียวกัน ใน “ความเป็นอื่น” ก็มี “ความเหมือน” ดำรงอยู่กับเราอย่างยากที่จะปฏิเสธ เพราะถึงที่สุดแล้ว ความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกันของเราต่างหากจะทำให้โลกนี้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
อย่าปล่อยให้ “ความเกลียดชัง” ไม่ว่าจะปรากฏอยู่ในรูปของ “เหตุผล” “อคติ” “อุดมการณ์” หรือแม้กระทั่งในนามของ “ศีลธรรม” ก็ตาม มาแบ่งแยก “ความเป็นมนุษย์” ของเราให้แยกออกจากกันอีกเลย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
