ดร.กรกฎ บุญลพ มองลึก ‘วัฒนธรรม’ ควบท่องเที่ยว โครงสร้างใหม่ กระทรวงไม่ใหม่ ‘โบราณคดี’ รอดหรือไม่?
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ดร.กรกฎ บุญลพ
มองลึก ‘วัฒนธรรม’ ควบท่องเที่ยว
โครงสร้างใหม่ กระทรวงไม่ใหม่
‘โบราณคดี’ รอดหรือไม่?
เป็นที่ถกเถียงถึงข้อดี ข้อเสีย และจุดแข็ง จุดอ่อน กันมาพักใหญ่ แต่ไม่ถึงระดับดราม่า
เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรม ส่วนกีฬานั้น แยกออกไปฉายเดี่ยว
โดยซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เจ้ากระทรวงวัฒนธรรม ออกมาอัพเดตความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมถ่ายโอนภารกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่มีคำว่าชะลอ เพื่อเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ตามเป้าหมาย
กระทั่งล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ …) พ.ศ…. ปรับโครงสร้างตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และกระทรวงการกีฬา เมื่อ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ท่ามกลางบรรยากาศที่สถานการณ์ทางวัฒนธรรมในประเทศไทยกำลังคึกคักสุดสุด ทั้งการค้นพบแหล่งโบราณคดีใหม่ๆ โบราณวัตถุชวนเร้าใจ และที่สำคัญคือการผลักดัน ‘มรดกโลก’ ให้ได้ลุ้นในหลายพื้นที่
โดยเฉพาะพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ที่อยู่ในวาระการเสนอชื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ ณ นครปูซาน เกาหลีใต้
ดร.กรกฎ บุญลพ มีคอมเมนต์เชิงลึก ในฐานะผู้ผ่านงานวัฒนธรรมมามากมายหลายองค์กร หลากสถานะ ไม่ว่าจะเป็นนักโบราณคดี กรมศิลปากร, นักวิจัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ จนถึงอาจารย์ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนย้อนไปเช็กอินถิ่นอีสานในตำแหน่งอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
: แม้ถึงขั้นที่ ครม.ไฟเขียวแล้ว แต่ก็ขอถามว่าเห็นด้วยไหมกับการรวมวัฒนธรรมและท่องเที่ยว แล้วแยกกีฬาออกไป?
มีทั้งมุมที่เห็นด้วย และมุมที่ไม่เห็นด้วย
มุมที่เห็นด้วยคือ งานด้านศิลปวัฒนธรรม ถ้าดูตาม Convention ของยูเนสโกที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ในแง่ของการเอามาพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจอะไรต่างๆ กับแง่มุมการอนุรักษ์ ซึ่งแนว Tradition อันนี้เห็นด้วย เพราะเป็นการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรม
ส่วนมุมที่ไม่เห็นด้วยคือ เราก็ต้องพูดให้ชัดว่า การท่องเที่ยวไม่ได้มีแค่ด้านมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังมีประเภทอื่นๆ
อย่างการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ พอเข้ามาอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรมทั้งหมด มันต้องครอบคลุมกิจกรรม นโยบายอะไรต่างๆ ที่ไม่ใช่ด้านศิลปวัฒนธรรมด้วย
ก็เป็นงานที่หนักขึ้น ขอบข่ายเพิ่มขึ้น แล้วจะทำได้ดีไหม
หรือจะทำให้ตัวงานในเชิงการดูแลศิลปวัฒนธรรม ในแง่การอนุรักษ์ ในแง่ของงานวิชาการ มีประสิทธิภาพด้อยลงด้วยหรือเปล่า
: ในทางปฏิบัติ จะอยู่ด้วยกันได้จริงหรือไม่ รอดไหม ถ้าไม่ได้มองเฉพาะเชิงหลักการในกระดาษ?
ก็อยู่ได้ในบริบทของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และอาจเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ในกรณีที่ผูกกับแหล่งโบราณคดีซึ่งใช้สภาพพื้นที่ทางธรรมชาติมาเกี่ยวข้อง เช่น ภูพระบาท
ผมพูดเรื่องนี้มานานแล้ว และคุยกับนักศึกษามาตลอด ตั้งแต่สอนอยู่ที่ภาควิชาโบราณคดี ในมุมหนึ่งที่คิดว่ายังขาดอยู่ คือ พื้นที่ทางธรรมชาติ อย่างอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ โครงสร้างหนึ่งที่สัมพันธ์กับมรดกทางวัฒนธรรมคือ หลายประเทศ เช่น อเมริกา และออสเตรเลีย ในอุทยานแห่งชาติ เขามีตำแหน่งทางด้านศิลปวัฒนธรรมอยู่ด้วย
เช่น นักโบราณคดี ซึ่งจะสามารถดูแล ติดตามแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
แต่ต่างกันตรงที่ว่า หน่วยงานทางด้านโบราณคดี หรือหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ทางธรรมชาติของเขาไม่ได้ซ้อนเหลื่อมทั้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ และการบริหารจัดการ แต่บ้านเราซ้อนเหลื่อมกันอยู่
ความเห็นของผมคือ ถึงแม้ว่าอุทยานแห่งชาติ แหล่งมรดกทางธรรมชาติ ไม่ได้อยู่กับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยู่กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม งานศิลปวัฒนธรรมไม่ได้มีอยู่แค่ในขอบเขตพื้นที่ของกระทรวงวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่ไปอยู่ในพื้นที่กระทรวงอื่นด้วย
เพราะฉะนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องเชื่อมโยง ประสานงานกับกระทรวงอื่นว่ามีการเหลื่อมกันตรงนี้อยู่
อย่างในหลายแหล่ง เช่น ภูพระบาท ก็เป็นพื้นที่ป่าไม้ด้วย ซึ่งในการทำงานก็มีความไม่สะดวกในระเบียบปฏิบัติ แต่ถามว่าในระดับความสัมพันธ์ในพื้นที่ ทำงานกันได้ เพียงแต่มีระเบียบปฏิบัติที่เป็นเงื่อนไขอยู่ เพราะฉะนั้น อยากให้มีนักโบราณคดีในโครงสร้างบุคลากรของอุทยานแห่งชาติด้วย
เรื่องศิลปวัฒนธรรมไม่ได้มีแค่ในกรอบ หรือภาระรับผิดชอบของกระทรวงที่ชื่อว่า วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างเดียว
: มีไอเดีย หรือข้อเสนอแนะเป็นพิเศษหรือไม่?
ผมดูร่างกรอบโครงสร้างของกระทรวงใหม่แล้ว เห็นว่าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดควรมีตำแหน่งนักประวัติศาสตร์โดยตรง ซึ่งจะทำให้งานมีความเข้มแข็ง ทันท่วงทีมากขึ้น
ถามว่าในการบริหารราชการส่วนกลางที่อยู่ในภูมิภาคซึ่งปัจจุบันเป็นรูปแบบนี้ในส่วนของประวัติศาสตร์โบราณคดี และพิพิธภัณฑ์ ในเชิงจำนวนเฉลี่ยว่าดูแลแต่ละจังหวัดที่รับผิดชอบได้ไหม
คำตอบคือดูแลได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่ามีเงื่อนไขในเชิงระยะทาง บางจังหวัดไม่สามารถเดินทางไปและทำงานได้ภายในวันเดียว ไม่ทันท่วงทีแน่นอน
ควรเกลี่ยหรือลดบทบาทของสำนักศิลปากรในระดับภูมิภาคลง แล้วเอาตำแหน่งไปลงไว้ตามจังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน
: ไหนๆ ก็มาถึงจุดเปลี่ยนผ่าน ถ้าโฟกัสสายงานโบราณคดี มีอะไรที่ควรใช้จังหวะนี้ปรับโครงสร้างใหม่?
ผมเคยพูดไว้ตั้งแต่ตอนทำงานอยู่ในกรมศิลปากรว่า ฝ่ายบริหารงานบุคคล และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับ กพร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) ต้องคุยกับอธิบดี รัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงให้ชัด ว่า
1. ในงานของนักโบราณคดี เราแบ่งโครงสร้างแบบนี้ได้ไหม คือ กลุ่มงานวิจัยและวิชาการด้านโบราณคดี กับกลุ่มงานบริหารงานโบราณคดี
ใครเก่งด้านไหน แยกไปเลย ให้ทุกคนเติบโตในสายงานของตัวเอง คนที่เนิร์ด ก็เป็นนักโบราณคดี ทำงานวิจัยไป
คนที่ไปในทางบริหาร ก็ครอบคลุมเรื่องของการใช้มรดกวัฒนธรรม เพื่อเป็นต้นทุนหรือสินทรัพย์ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อนุรักษ์คุ้มครอง ขุดตรวจ ฯลฯ งานจะมีประสิทธิภาพขึ้นแน่นอน
2. บัณฑิตโบราณคดีไม่ควรตกงาน ทุกวันนี้ที่บอกว่า มีคณะโบราณคดีที่เดียวในประเทศก็พอแล้ว เพราะตลาดไม่ต้องการ จริงๆ แล้วตลาดต้องการ ในที่นี้ตลาดควรทำให้รองรับได้ คือราชการนี่แหละ เพราะเป็นหน่วยงานที่ทำงานตรง และมีภาระหน้าที่ในเชิงกฎหมาย
จริงๆ แล้วกระทรวงวัฒนธรรมในบ้านเราควรขยับจากวัฒนธรรมสร้างชาติ วัฒนธรรมอนุรักษนิยม ถึงแม้ทุกวันนี้มีหน่วยงานที่เรียกว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
แต่ถามว่าตอบสนองหรือสร้างอิมแพ็กต์ที่มีประสิทธิภาพในเชิงแก้ปัญหาคน สังคม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยไหม ก็ยังไม่
