บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์
Songs in the Key of Life
: บทเพลงเพื่อการปลดแอก
เมื่อประมาณช่วงปี ค.ศ.1493 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางสำรวจทวีปและได้ค้นพบเดินแดนใหม่
สิ่งที่เขานำลงเรือมาด้วยขากลับคือชาวพื้นเมืองที่หน้าตาผิวพรรณต่างกันราวฟ้ากับเหว นั่นคือจุดเริ่มต้น
ระบบทาสของยุโรป เกิดขึ้นไล่ๆ กับระบอบอาณานิคม เมื่อคนขาวคิดว่าตัวเองสามารถบริหารจัดการได้ดีกว่า เกิดประโยชน์มากกว่า จัดแจงทรัพยากรได้เหมาะสมกว่า
กินลามถึงพื้นที่ทำกินที่เข้าแทรกแซงทั้งในแง่ของตัวแผ่นดินเองและกับประชาชนเจ้าของดินแดนเดิม
ซึ่งต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าปัญหานี้จะได้รับความเป็นธรรม (ในระดับหนึ่ง)
เมื่อคนขาว/คนดำ กลายร่างเป็นประเด็นทางสังคมแตกหน่อเป็นเรื่องมนุษยชน เรื่องกีดกันสีผิว เรื่อยไปจนถึงเรื่องความเกลียดชังในตัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนออกมาด้วยเพลง Redemption Song

บทเพลงจากบ็อบ มาร์เลย์ (Robert Nesta Marley) กวีและศิลปินเพลงชาวจาเมกาผู้สร้างชื่อเสียงด้วยดนตรีผ่านการเรียกร้องความถูกต้องจากสังคม ถูกยกย่องให้เป็น “เพลงชาติแห่งการปลดแอก”
โดยแรกเริ่มเดิมทีเขาร้องเพลงโฟล์กโดยมีกีตาร์ข้างกายต่างอาวุธ
มันเป็นเช่นนั้นจนถึงราวยุค 60’s เขากับเพื่อนๆ ตั้งวงและเรียกมันว่า The Wailers โดยมีความยากจนต่างสหายผู้รู้ใจ
มาร์เลย์ร้องและแต่งเพลงด้วยอะคูสติกจนถึงราวปี 1973 เมื่อเขาเซ็นสัญญากับ Island Records จึงเริ่มมีเงินซื้อเครื่องดนตรีไฟฟ้า
เมื่อนั้นเองเขาก็แปลงร่างใหม่ไม่ต่างอะไรกับเสือติดปีก
Redemption Song เป็นซิงเกิ้ลสุดท้ายที่เขาฝากไว้ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1981
ดนตรีเคลื่อนไหวด้วยความเรียบง่ายหากแต่ซ่อนความหมายที่แหลมคม
มันถูกเชื่อมโยงไปยังเพลง Ghetto Stay In Our Mind (Bob Andy, 1977) ด้วยเนื้อหาและใจความที่ดูแล้วเหมือนโขลกมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน
โดยระบายความขมขื่นที่กลั่นมาจากความไม่เข้าใจ (ที่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง)
มันคือการเดินทางไกลเพื่อค้นหาสัจธรรมแห่งความเป็นคน
หากแต่ Redemption Song กะเทาะออกมาได้แหลกละเอียดกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองในด้านความตรงไปตรงมา
มาร์เลย์จงใจใช้วรรคทอง Emancipate yourself from mental slavery ซึ่งมาร์คัส การ์วีร์ (Marcus Mosiah Garvey JR) รัฐบุรุษคนสำคัญของจาเมกาเขียนไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงซึ่งมันต่อติดราวเนื้อเดียวกัน
มากกว่านั้นยังถูกส่งต่อไปยังความเชื่อมโยงของเพลง Blackman Redemption ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรัฐบุรุษท่านเดียวกัน
หากแต่ Redemption Song กินความหมายจับใจผู้คนได้มากกว่าและได้รับความนิยมกว่า จากคนฟังชาวจาเมกาถึงคนชายขอบสังคม ถึงมนุษย์ผู้เรียกหาความถูกต้อง
ไม่แปลก ที่สุดแล้วเพลงนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

มันเริ่มต้นมาจากความเจ็บปวดทางร่ายกาย เมื่อเขาพบตัวเองป่วยด้วยโรคมะเร็งและปฏเสธการรักษาด้วยการผ่าตัด
เขาคงรู้อยู่แก่ใจว่าคงมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นานจึงเริ่มแต่งเพลงในแบบที่อยากจะเขียนไว้ฝากโลก
โดยยังคงตารางการทำงานเหมือนเดิม
นั่นคือทำเพลง ออกทัวร์ พบปะแฟนเพลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่มีใครรู้หรอก บางคืนเขาผงะตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่แทนที่จะแหกปากร้องไห้ด่าทอโชคชะตา เขากลับก้มหน้ารับมันไว้ด้วยความเต็มใจล้นอก” ริต้า ผู้เป็นภรรยากล่าว ซึ่งทำลายความเงียบงันได้ชะงักนัก
แบบร่างของเพลงถูกเขียนไว้ 15 เวอร์ชั่น มีทั้งเร็กเก้จ๋า แบบอะคูสติก แบบบัลลาด จนคัตท้ายที่ตัดอยู่ใน Studio Album เพลงถูกปรับจังหวะให้เร็วขึ้นเล็กน้อยดามคำแนะนำของคริส แบล็กเวลล์ (Chris Blackwell, Island Records Founder)
“ผมไม่ได้ทำอะไรมากครับ เพลงมันดีอยู่แล้ว” นายใหญ่รำลึกความหลัง
“ผมแค่อยากให้เร็วขึ้นอีกหน่อยเพื่อเพิ่มยอดขาย ผมมองว่าเพลงอ้อยอิ่งขายยาก ซึ่งได้ผลนะ นอกจากจะขายดีขึ้นแล้วในส่วนของเพลงยังเพราะขึ้นจมหู”

Redemption Song เป็นบทเพลงที่ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้กล่าวหาใคร ไม่เรียกร้องเกินเหตุ
มันปรุงแต่งขึ้นด้วยความจริงสิ่งจีรังที่เกิดขึ้นไปแล้วและกำลังเป็นไป
ฟังเผินๆ เหมือนการร้องขอเพื่อความเห็นใจด้วยซ้ำ ขับกล่อมด้วยน้ำเสียงจริงใจ เข้มแข็ง โหยให้ ปริ่มด้วยความหลัง คล้ายต้องการจะบอกว่าจุดยืนของคุณอยู่ตรงไหนมันก็อยู่ตรงนั้น
ความในใจจากก้นบึ้งถูกส่งตรงผ่านเนื้อเพลง
บ็อบ มาร์เลย์ ใส่ทุกอย่างลงไปแบบไม่เหลือพื้นที่ให้ความว่างเปล่า ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าโศกของความเป็นทาส การพูดถึงพระเจ้าเบื้องบน โชคชะตาที่แปรผัน เรื่อยไปจนถึงการฝากอนุสรณ์แห่งความคิดไว้ให้กับคนรุ่นหลัง
ถึงแม้จะบรรเลงด้วยเสียงแผ่วเบาแช่มช้อยหากแต่เต็มไปด้วยพลัง
“ผมพอจะเข้าใจสิ่งที่มาร์เลย์ฝากไว้ให้เราคิด” เอียน แม็คแคน สื่อในแวดวงอุตสาหกรรมดนตรีผู้คร่ำหวอดกล่าวกับ UDiscover Music
“จะเป็นฮีโร่ของใครก็แล้วแต่เหอะ ทุกคนต้องตายสักวันจนได้ นั่นคือสิ่งที่เรามิอาจห้าม แถมเราเองก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปชี้นำใครว่าห้ามเปลี่ยนแปลง พูดง่ายๆ สุดปัญญาของความเป็นคน จักรวาลเท่านั้นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล คือความผันแปรเคียงคู่ไปกับมนุษย์โลก ถ้าฟังเพลงนี้ดีๆ เราจะได้กลิ่นของความเสรี เมื่อวิญญาณถูกปลดปล่อยสู่ความเป็นไท”
เดือนพฤษภาคม 1981 บ็อบ มาร์เลย์ เสียชีวิต มะเร็งอาจจะพรากเขาไปแต่บทเพลงยังคงทำงานต่อไปแม้จะไม่เหลือลมหายใจทางกายแล้ว
หลังเสียชีวิตมีการค้นพบผลงานเก่าๆ มากมายหนึ่งในนั้นคือ Redemption Song ฉบับ Uncut ที่ทำกับเพื่อนๆ วง The Wailers มันถูกเขียนบันทึกข้างกล่องว่า “เสียงเล็กๆ จากเมืองพิตต์สเบิร์ก, 23 กันยายน 1980”
โดยสองวันก่อนหน้าเขาอยู่ที่นิวยอร์กในสภาพป่วยหนักมะเร็งกินไปแล้วทั่วร่าง ทว่า กลับพบเดโมเพลงที่เขาร้องประกอบตีกลองคองโก้เหมือนความเป็น “รัสตาฟาเรียน” จะไม่มีวันยอมแพ้ให้กับสังเวียนชีวิต คนไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถร้องเพลงคู่กับความตายได้แบบไม่สะทกสะท้าน

โจรสลัด จับฉันไป ไร้คนช่วย
ล่ามไว้ด้วย โซ่เส้นนั้น กันหลบหนี
ใต้ท้องเรือ สุดเล่าขาน นานนับปี
จากเสรี กลายเป็นทาส อุบาทว์ใจ
เคยมีสุข ตามประสา น่าชมชื่น
กลับขมขื่น ต้องบากหน้า จะหาไหน
ไร้ตัวตน ยืนก้มต่ำ คลำทางไป
ไม่มีใคร คืนผันผ่าน นานเต็มที
จนแก่เฒ่า ไอ้ตัวเรา ก็เท่านี้
หมดวิธี หมดแรงไป ให้หลีกหนี
มีแต่ตัว กับเรื่องเก่า เล่าวจี
เหลือเท่านี้ เพียงแค่ตัว กับหัวใจ
เขาจองจำ ฉันเอาไว้ ได้แค่ร่าง
นอกหน้าต่าง ลิ้นขมปร่า จะหาไหน
หวังตัวตน คนรุ่นหน้า ไม่ว่าใคร
สู้ต่อไป เพื่อนิยาม ความเป็นคน
ไม่แปลกถ้ามันจะถูกนำไปคัฟเวอร์อย่างอุ่นหนาฝาคั่งดั่งงานบูชาครู
ไล่ตั้งแต่สตีวี่ วอนเดอร์ มาดอนน่า อลิเซีย คีย์ส หรือจอห์น เลเจนต์ เป็นอาทิ
เพลงที่ได้ทั้งปลอบประโลมใจและให้กำลังใจในเนื้อท่อนเดียวกัน หากหัวใจของคนทำด้วยความมีน้ำใจต่อกันเมื่อนั้นสามัญสำนึกในความเท่าเทียมก็เท่ากับเป็นปัจจัยแห่งการอยู่ร่วม
ว่าไปแล้ว Redemption Song ก็เหมือนคำถามปลายเปิดบรรทัดเดียวที่ฝากไว้ให้กับคนฟัง
“คุณจะพูดอะไรเป็นคำสุดท้ายก่อนตาย?” ประโยคที่สามารถสรุปชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดได้
เป็นประโยคเดียวกับที่คุณอยากฝากไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง?

บ็อบ มาร์เลย์ อายุ 36 ตอนเสียชีวิตเรียกว่าอยู่ในวัยหนุ่มแน่นที่สามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง
แต่หนึ่งอย่างที่เขาทำแน่ๆ คือการเป็นคนที่สู้ชีวิตอย่างยิบตา
คนที่ไม่มีคำว่ายอมแพ้แต่กลับยอมรับได้กับเงื่อนไขถ้า “ต้องแพ้”
และเมื่อเวลานั้นคืบคลานเข้ามา เขาก็ไม่ได้เป็นทุกข์ทุรนทุรายกลับโอบรับมันด้วยความเต็มใจยิ่ง
ในช่วงบั้นปลายเสียงของเขาทุ้มต่ำลงและมีสะอึกบ้างในลำคอ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความมีชีวิตถดถอยลงไปเลย
ความศรัทธาช่วยเยียวยาความเจ็บปวดและปลดปล่อยเขาจากความหวาดกลัว
มาร์เลย์ร่วมแบ่งปันเพลงนี้กับผู้คนที่คิดต่างเห็นต่าง
เขามองว่าการเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในแบบไม่มีสีผิวมากางกั้นคือหนทางแห่งการหลุดพ้นทั้งมวล
หลายๆ เสียงให้ความเห็นว่าเขาคือศาสดาพยากรณ์สำหรับโลกยุคใหม่เช่นเดียวกับ JFK มาร์ติน ลูเธอร์ เนลสัน แมนเดล่า เรื่อยไปจนถึงไอน์สไตน์
เป็นความหมายเดียวกันกับสิ่งที่บ็อบ เกลดอล์ฟ และสตีเฟ่น แวนแซนต์ เคยร่วมร้องต่อหน้าฝูงชนในงาน Amnesty International Conspiracy of HOPE (นิวยอร์ก 1986)
“คุณเชื่อไหม Redemption Song เป็นเพลงที่ผมต้องแบกติดตัวไปด้วยทุกแห่งที่มีการเคลื่อนไหว” โบโน กระบอกเสียงแห่ง U2 เคยหล่นความเห็น
“ผมเคยเจอนักการเมือง เคยกระทบไหล่คนระดับนายกรัฐมนตรีหรือแม้แต่ประธานาธิบดีก็เคย ผมปลูกฝังความเป็นคนเท่ากันด้วยเพลงเพลงนี้ มันคือขวานเล่มใหญ่ที่ผมเอาโค่นต้นไม้แห่งความไม่เสมอภาค”
นั่นทำให้บ็อบ มาร์เลย์ ร้องคำว่า Triumphantly ได้อย่างเต็มคำ


