| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ร้องรำทำเพลงสมัยแรกเพื่อแก้บนที่ได้บนบานเอาไว้ โดยมีคำร้องเป็นกลอนหัวเดียวที่มาจากคำคล้องจองของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต ซึ่งถิ่นกำเนิดบริเวณพรมแดนระหว่างจีน (ภาคใต้) กับเวียดนาม (ภาคเหนือ) เมื่อมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว
ต่อมามีการเคลื่อนไหวตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์
เส้นทางค้าทองแดง
เส้นทางการค้าบริเวณแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีปมาจากทองแดงเป็นโลหะธาตุที่มีมากทางลุ่มน้ำโขง (อีสาน-ลาว) และลุ่มน้ำเจ้าพระยา (จ.ลพบุรี)
นักเสี่ยงโชคจากอินเดียซื้อทองแดงจากบริเวณนี้ไปขายถึงโรมัน จนได้กำไรมั่งคั่งอย่างยิ่ง จึงเรียกดินแดนทองแดงว่า “สุวรรณภูมิ” ราว 2,500 ปีที่แล้ว หรือเรือน พ.ศ.1
การค้าทองแดงกระตุ้นชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่มีหลักแหล่งถิ่นฐานอยู่ปะปนกัน ถูกเรียก (ต่อไปข้างหน้า) ว่า “ชาวสยาม” ด้วยเหตุดังนี้
(1.) คนเหล่านั้นใช้ภาษาตระกูลไท-ไตเป็น “ภาษากลาง” เพื่อสื่อสารระหว่างชนเผ่าชาติพันธุ์ต่างๆ และเพื่อการค้าดินแดนภายในของสุวรรณภูมิ
(2.) ทั้งนี้ เพราะภาษาตระกูลไท-ไตมีอักขรวิธีง่ายที่สุดต่อการใช้งานของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์
ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมไท-ไตแผ่ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในไปยังบ้านเมืองลุ่มน้ำโขง ครั้นต่อจากนั้นแยก 2 แนว คือ ตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ดังนี้ (1.) แนวตะวันตก แผ่ถึงลุ่มน้ำสาละวิน (พม่า) และ (2.) แนวตะวันตกเฉียงใต้ แผ่ถึงลุ่มน้ำชี, ลุ่มน้ำมูล, และลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เส้นทางขุนบรม ความเคลื่อนไหว 2 แนวตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต จากถิ่นกำเนิดบริเวณพรมแดนจีน-เวียดนาม เป็นทิศทางเดียวกันกับเรื่องเล่าการแยกย้ายของโอรสขุนบรม (ผู้เป็นทายาทแถน) มีหลักแหล่งอยู่เมืองแถน (ปัจจุบันคือเดียนเบียนฟู เวียดนาม) ซึ่งเท่ากับเรื่องเล่าขุนบรมเป็นสัญลักษณ์ของการแผ่ขยายภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต
ขุนบรมมีโอรส 7 องค์ เมื่อโตขึ้นได้แยกย้ายไปสร้างบ้านแปลงเมืองทิศทางต่างๆ ในจำนวนนั้นมี 2 ทิศทางอยู่ในดินแดนประเทศไทย คือ เมืองโยนก (ลุ่มน้ำกก-อิง จ.เชียงราย-จ.พะเยา) ต่อไปข้างหน้าเติบโตเป็นรัฐล้านนา และเมืองอโยธยา (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลางของไทย) ต่อไปข้างหน้าเติบโตเป็นรัฐอยุธยา
หลักฐานวิชาการหลายอย่างทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาสนับสนุนการแผ่ขยายดังกล่าว ทำให้วัฒนธรรมที่พบจากดินแดนภายในของไทยคล้ายคลึงกับที่มีในจีนภาคใต้ และเวียดนามภาคเหนือ ได้แก่ ตระกูลภาษาไท-ไต, นับถือผีฟ้าพญาแถน, เชื่อเรื่องขวัญ, ทำนาทดน้ำ, พิธีทำศพครั้งที่ 2, เทคโนโลยีโลหะผสมสำริด โดยเฉพาะจากการขุดค้นทางโบราณคดีโนนหนองหอ (บ้านนาอุดม ต.นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร) ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ มีรูปแบบคล้ายคลึงใกล้เคียงอย่างเดียวกับที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น จากเวียดนามเหนือ (เอกสาร โนนหนองหอ แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทย จัดทำโดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ไม่บอกปีที่พิมพ์) ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณหลักแหล่งของผู้ไท หรือไทดำ ลุ่มน้ำแดง-ดำ และซองมา
[นอกจากนั้นยังมีเส้นทางการค้าเลียบชายฝั่งจากทางใต้ของจีนกับทางเหนือของเวียดนาม เข้าถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงพบวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น เช่น เครื่องรางรูปสัตว์ มีสองหัวเรียก “ลิง-ลิง-โอ” ในเขตเมืองอู่ทอง ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง (ดูในหนังสือ ประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองอู่ทอง โดย ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก 2549 หน้า 77)]
เติบโตเป็นรัฐศาสนา-การเมือง
การค้าทองแดงสร้างความมั่งคั่งให้อุษาคเนย์มีบ้านเมืองใหญ่โต และมีคนจากดินแดนโดยรอบเคลื่อนไหวโยกย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งในสุวรรณภูมิ ทำให้โครงสร้างประชากร “ร้อยพ่อพันแม่” ผสมกลมกลืนอยู่ด้วยกันซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ใช้ภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต ถูกเรียกเป็นชาวสยาม
หลังรับวัฒนธรรมอินเดีย ศาสนาพราหมณ์-พุทธปะปนกับศาสนาผีพื้นเมืองเป็นความเชื่อ “ผี-พราหมณ์-พุทธ” กระตุ้นบ้านเมืองในสุวรรณภูมิเติบโตเป็นรัฐ ราว 1,500 ปีที่แล้ว หรือหลัง พ.ศ.1000
ชาวสยามที่มีมาก่อนแล้วได้รวมตัวเป็นรัฐ (ในวัฒนธรรมทวารวดี) มีศูนย์กลาง 2 แห่ง บริเวณโขง-ชี-มูล โดยมีวัฒนธรรมแตกต่างดังนี้
เมืองเวียงจันท์ อยู่ลุ่มน้ำโขง (ลาว) ถึงลุ่มน้ำชี (อีสาน) มีเครือญาติและเครือข่ายการค้าทางเหนือถึงยูนนาน (จีน), ทางตะวันออกถึงอ่าวตังเกี๋ย (เวียดนาม), ทางตะวันตกถึงอ่าวเมาะตะมะ (พม่า), ส่วนทางใต้ถึงลุ่มน้ำชี (อีสาน) สร้างสรรค์คำคล้องจองเป็นกลอนลำ และมีการละเล่นร้องรำทำเพลงด้วยหมอลำ
เมืองเสมา (นามในจารึกว่า “ศรีจนาศะ” อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) อยู่ที่ราบสูงบริเวณลุ่มน้ำมูล-ลุ่มน้ำชี ร่วมกันสร้างสรรค์คำคล้องจองผสมกลมกลืนวัฒนธรรมพื้นเมืองเป็นกลอนร้องหรือกลอนเพลง ประเภทกลอนหัวเดียว แล้วมีการละเล่นร้องรำทำเพลงด้วยหมอเพลง

ชาวสยามเล่นเพลง “ไท-ไต”
เมืองเสมามีประชาชนเป็นชาวสยามเก่าแก่ดั้งเดิมที่รวมตัวเป็นรัฐใหญ่และเป็นเครือญาติกษัตริย์กัมพูชา จึงมีภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด พ.ศ.1650 และจารึกชื่อเป็นภาษาเขมรว่า “เสียมกุก” คือสยามกก หมายถึงชาวสยามดั้งเดิม ซึ่งมีวัฒนธรรมดังนี้
(1.) พูดภาษาตระกูลไท-ไต (ไม่มีอักษร) สำเนียงลุ่มน้ำโขง (ต่อไปข้างหน้าปนสำเนียงเขมรเรียกสำเนียงโคราช)
(2.) เล่นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายด้วยกลอนหัวเดียวในพิธีกรรม โดยไม่พบหลักฐานเรียกชื่อเพลงอะไร?
แต่มีต้นตอรากเหง้าจากคำคล้องจองในพิธีทำขวัญเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ที่พัฒนาเป็นคำขับลำเซ่นผีฟ้า เพื่อแก้บนที่ได้วิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร และขอให้พ้นจากผีร้ายที่บันดาลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
หลังรับวัฒนธรรมอินเดีย มีการค้านานาชาติคึกคัก ผลักดันบ้านเมืองเติบโตเป็นรัฐ จึงทำให้โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนไปด้วยการลดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง ส่งผลให้การละเล่นแก้บนพัฒนาเป็นเพลงร้องเล่นสั้นๆ เรียก “เพลงก้อม” ครั้นนานไปก็ขยายเพลงสั้นๆ ให้ยืดยาวเป็นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชาย (ต่อไปข้างหน้าเรียกเพลงโคราช)
“เสียมกุก” เมืองเสมา สืบเนื่องเป็นชาวสยามเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง ราวหลัง พ.ศ.1750 (ตามจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 วัดศรีชุม) เล่นเพลงโต้ตอบรับต่อจาก “เสียมกุก” โดยที่เมืองราดมีเครือญาติและเครือข่ายการค้าถึงเมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์, เมืองละโว้ จ.ลพบุรี และเมืองสุพรรณภูมิ จ.สุพรรณบุรี ฯลฯ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
