EDDINGTON | ‘ภาพสะท้อนของโลกยุคใหม่’
ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์
อารี แอสเตอร์ เป็นผู้กำกับแบบคิดและเขียนบทภาพยนตร์เอง หรือที่ศัพท์เรียกว่า auteur หรือผู้กำกับที่ประพันธ์เรื่องเอง ไม่ได้กำกับจากบทภาพยนตร์ที่เขียนไว้แล้ว
และจากผลงานกำกับ-ประพันธ์ อันชวนพิศวงระทึก พิสดารและน่าตื่นตาก่อนหน้าหลายเรื่อง คือ Hereditary (โทนี คอลเล็ตต์, เกเบรียล เบิร์น) Midsommer (ฟลอเรนซ์ พิว) และ Beau Is Afraid (ฮัวคิน ฟีนิกซ์) ก็ทำให้มีแฟนหนังกลุ่มหนึ่งคอยติดตามผลงานของแอสเตอร์อยู่
คราวนี้แอสเตอร์ไม่ได้เล่าเรื่องแบบเหนือจริงหรือมีสิ่งเหนือธรรมชาติที่เหนือคำอธิบายด้วยเหตุผลปกติ แต่ก็ใช้ทัศนะหลุดโลกด้านจิตวิทยามาเป็นพฤติกรรมและการกระทำของตัวละคร
โดยเขาเล่าเรื่องแบบหนังเคาบอยตะวันตกสมัยใหม่ที่วางท้องเรื่องไว้ ณ เวลาที่เพิ่งผ่านไปไม่นานในโลกปัจจุบัน

โจ ครอสส์ (ฮัวคิน ฟีนิกซ์) เป็นนายอำเภอหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้ควบคุมดูแลเมืองเล็กๆ ในรัฐนิวเม็กซิโก ชื่อเมืองเอ็ดดิงตัน…ตามชื่อหนังนั่นแหละ
เหตุการณ์ในจินตนาการเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2020 หลังจากเกิดวิกฤตการณ์โรคระบาด COVID-19 ที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก
โจขับรถตระเวนตรวจตราตามหน้าที่เช่นเคย แต่ไปเจอเข้ากับคำสั่งล่าสุดของนายกเทศมนตรีซึ่งสั่งการตามคำสั่งเบื้องสูง คือให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยและรักษาระยะห่างจากบุคคลอื่นในที่สาธารณะ
โจเห็นว่าคำสั่งนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญในแง่ของเสรีภาพของประชาชน
ข้อบังคับให้ทุกคนต้องปฏิบัติโดยไม่มีข้อแม้นี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเสรีภาพในการมีทางเลือกของตนเอง
โจจึงปะทะและปะฉะดะกับนายกเทศมนตรีเท็ด การ์เซีย (เปโดร ปาสกัล) ซึ่งเป็นคู่อริกันมาแต่ครั้งเก่าก่อนแต่ไหนแต่ไร เหตุเพราะเท็ดเคยเป็นแฟนเก่าของลูวิส (เอ็มมา สโตน) ภรรยาของโจ และโดนเย้ยจากลูกชายเท็ดว่าเขารับเดนต่อจากพ่อ
โจตัดสินใจลงสมัครเข้าชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีแข่งกับเท็ด ซึ่งลงสมัครเป็นครั้งที่สอง โดยต่อต้านวิสัยทัศน์และนโยบายของเท็ดในการสร้าง “ศูนย์ข้อมูล” ในเอ็ดดิงตัน

หนังสะท้อนภาพ “กลียุค” ในวัฒนธรรมอเมริกัน กล่าวคือ บรรยากาศของความปั่นป่วน ความสับสนวุ่นวาย ความสุดโต่งและการแบ่งขั้วทางการเมืองของผู้คน
บ้านเมืองดูเหมือนจะไร้ระเบียบแบบแผนของกฎหมาย เจ้าหน้าที่บ้านเมืองถูกท้าทายด้วยการชุมนุมประท้วงซึ่งเกินขอบเขต การอ้างเสรีภาพโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นสภาพ “ไร้ขื่อไร้แป” เหมือนจะย้อนไปสู่ยุคบุกเบิกในโลกของหนังเคาบอยตะวันตก
ผู้คนเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองจากขั้วหนึ่งไปสู่อีกขั้วหนึ่งได้ในชั่วพริบตา สะท้อนให้เห็นอุดมการณ์กลวงๆ ที่ไร้จุดยืนที่มั่นคง
การสื่อสารเชื่อมโยงที่ขาดสะบั้น กลายเป็นสังคมที่ปั่นป่วนไร้ทิศทาง และผู้คนถูกปั่นหัวได้ง่าย ด้วยการปลุกกระแสของสื่อโซเชียล
สังคมแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปั่นกระแส อินฟลูเอนเซอร์ และทฤษฎีสมคบคิดซึ่งกวนน้ำให้ขุ่น ชวนให้ผู้คนระแวงกับเรื่องรอบตัวสารพัดสารพัน
มีการชุมนุมประท้วง “ชีวิตคนดำก็สำคัญนะ” (Black Lives Matter) ซึ่งทวีความรุนแรงและกว้างขวาง ถ่างช่องว่างทางสังคมให้แยกห่างออกเรื่อยๆ
“กลุ่มก่อการร้าย” ที่ไร้ใบหน้าและติดอาวุธรุนแรง ออกอาละวาดเพ่นพ่าน ทำลายความสงบสุขของบ้านเมือง สะท้อนให้เห็นความง่ายดายในการเข้าถึงและซื้อหาอาวุธมาไว้ในครอบครอง
“วัฒนธรรมไวรัล” สื่อถึงไวรัสทั้งที่เป็นเชื้อโรคร้ายตัวเป็นๆ (คือเชื้อโควิด-19) และการปั่นกระแสโน้มน้าวความเชื่อ ซึ่งเป็นโรคระบาดทางความคิด ซึ่งยังผลให้สันติสุขและความสงบเรียบร้อยในสังคมพินาศภินท์พังลง
เมื่อโจใช้วิธีหาเสียงด้วยการสาดโคลนใส่คู่แข่ง โดยกล่าวหาว่าเท็ดข่มขืนแฟนวัยรุ่น ทำให้ลูวิสตั้งท้อง แล้วยังบังคับให้ทำแท้ง จนส่งผลต่อสภาพจิตอันไม่มั่นคงของเธอในปัจจุบัน…
ลูวิสก็ทิ้งโจไปกับผู้นำลัทธิหัวรุนแรง เธอปฏิเสธเรื่องที่โจอ้างเพื่อโจมตีคู่แข่ง ผ่านทางสื่อโซเชียล อย่างไม่ไว้หน้าสามีผู้กำลังหาเสียงชิงตำแหน่งนายกเล็ก

ในหนังเรื่องนี้ อารี แอสเตอร์ เสียดสีภาพของสังคมที่แตกแยกอย่างไม่มีชิ้นดี นำเสนอประเด็นร้อนอันหลากหลายทั้งทางการเมืองและสังคม ทว่า การเสียดสี (satire) ของแอสเตอร์ ไม่ใช่ dark comedy เพราะทำให้เราหัวเราะไม่ออก…ขำไม่ได้
ท้ายเรื่องที่ดูเหมือนเป็นบทส่งท้ายสำหรับฉากไคลแม็กซ์อันรุนแรง พาเรื่องพลิกไปในลักษณะของการเสียดสีสังคมที่แสบสันต์อีกทางหนึ่ง
ถ้าเคยดูหนังของอารี แอสเตอร์ แล้ว ก็จะรู้ว่าเขาไม่ได้เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาให้เข้าใจได้ง่าย ดังนั้น คนที่ไม่ชอบดูหนังแบบที่ต้องใช้ความคิด ก็คงร้องยี้ว่าหนังอะไรก็ไม่รู้ สับสนจนจับประเด็นไม่ได้เลย
แต่สำหรับแฟนหนังของแอสเตอร์ เรื่องนี้ก็ไม่ยากเกินความเข้าใจหรอกค่ะ…

EDDINGTON
กำกับการแสดง
Ari Aster
แสดงนำ
Joaquin Phoenix
Pedro Pascal
Luke Grimes
Deirdre O’Connell
Michael Ward
Austin Butler
Emma Stone
