วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com
มีผู้ค้าน้ำมันอีกรายหนึ่งในสังคมไทย ดูเป็นไปแตกต่าง และท้าทาย
เรื่องราว PTG หรือบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เจ้าของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันพีที ที่ถูกกล่าวถึงกันมาก ที่รู้จักกันมากขึ้นว่ามาจากธุรกิจครอบครัวระดับท้องถิ่น สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานะเจ้าของเครือข่ายใหญ่ค้าปลีกน้ำมัน โดยใช้เวลาอย่างจริงจังเพียงราวทศวรรษเดียว
จุดตั้งต้นเปิดฉากเป็นเรื่องเป็นราวในทศวรรษ 2530 (ก่อตั้งบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด ในปี 2531) โดยเจ้าของเป็นตระกูลที่เปลี่ยนจากแซ่ มาเป็น “รัชกิจประการ” ว่ากันว่ายุคบุกเบิกดำเนินธุรกิจแพปลา ที่จังหวัดสตูล ธุรกิจประมงเช่นว่า น้ำมันคือต้นทุนหลัก พวกเขาจึงเริ่มทำธุรกิจค้าน้ำมันเองเพื่อลดต้นทุน
ต่อมาขยับขยายมีคลังน้ำมันและจัดจำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้
ในภาพกว้าง ประเทศไทยในทศวรรษ 2530 เป็นจุดเปลี่ยน และตั้งต้นหลายสิ่งหลายอย่าง
ช่วงเวลาเศรษฐกิจไทยรุ่งเรืองแบบก้าวกระโดด ที่เรียกกันต่อมาว่า “ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่” เรื่องราวบางมิติในภูมิภาคและท้องถิ่นมีความตื่นเต้นเช่นเดียวกัน
ไม่ว่าการปรากฏตัวนักธุรกิจภูธรหลายราย เข้ามามีบทบาทในกรุงเทพฯ
ส่วนกรณีเชื่อมโยงและอ้างอิงถึงความเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคนั้น ดัชนีหนึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการใช้น้ำมันอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคขนส่ง รวมไปถึงในกิจการประมงด้วย
อีกด้านของความรุ่งโรจน์ มีสีเทาอยู่ด้วย ทั้งสื่อและนักวิชาการ (อาทิ งานวิจัยของ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์) กล่าวกันว่า ในช่วงปี 2530-2540 เป็น “ยุคทอง” ของขบวนการน้ำมันเถื่อนในประเทศไทย โดยเฉพาะมาจากสองทางที่ว่ากันไว้
ทางแรก – “น้ำมันสิงคโปร์” ระบาดในน่านน้ำอ่าวไทย ในช่วงปี 2535-2540 (ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง) มีเหตุปัจจัยมาจากราคาน้ำมันที่นั่นถูกกว่าของไทยมาก เนื่องมาจากโครงสร้างภาษีที่ต่างกัน
อีกกรณีที่ตื่นเต้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้น ที่เรียก “น้ำมันเขียว” เริ่มมาจากรัฐบาลยุคนั้นพยายามแก้ปัญหาน้ำมันเถื่อน โดยใช้มาตรการจัดสรรน้ำมันราคาถูกสำหรับชาวประมง เพื่อไม่ให้ไปซื้อน้ำมันลักลอบ กลับกลายเป็นกรณีน้ำมันราคาถูกที่ว่า ส่วนหนึ่งไม่ได้ใช้กับเรือประมง แต่แอบขนขึ้นบก จำหน่ายให้กับโรงงานหรือรถบรรทุก ปัญหาดูรุนแรงทีเดียวในช่วงปี 2538-2540
เรื่องราวและบริบทข้างต้น เชื่อว่า มีบางส่วนเชื่อมโยงกับยุคก่อตั้ง PTG ในบางแง่มุมอย่างไม่พักสงสัย โดยเฉพาะในมิติที่ว่าด้วยสถานการณ์ในภาพใหญ่ อันเอื้ออำนวยและเปิดกว้างโอกาสทางธุรกิจ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ว่ากันด้วยว่า กิจการ PTG ยังอยู่ในยุคแรกๆ นั้น ประสบปัญหาหนี้สินเหมือนธุรกิจและกิจการอื่นๆ เช่นกัน อีกด้านหนึ่งกลายเป็นจังหวะในการปรับตัว จาก “ผู้ค้าส่ง” (Wholesaler) มาเป็น “ผู้ค้าปลีก” (Retailer)
ผู้มาทีหลังเป็นรายใหม่รายเล็ก มีการปรับตัว ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แตกต่างออกไป ขณะ “รายใหญ่” ยึดทำเลถนนสายหลัก PTG เลือกที่จะเลี่ยง เปิดตัว “เส้นทางรอง” ตามชุมชน หรือแม้กระทั่งตามหมู่บ้าน แรกๆ มีกรณีการเช่าที่แทนการซื้อ โดยเฉพาะสถานีบริการเก่าที่มีปัญหาหรือเลิกกิจการ
ว่าด้วยโมเดลธุรกิจซึ่งสำคัญ กลายเป็นบุคลิกเฉพาะ จะว่าไม่มีผู้นำทางมาก่อน หาใช่ไม่
ที่พอเทียบเคียงและยังคงอยู่ คือกรณี SUSCO ก่อตั้งกิจการมาก่อนหน้า PTG กว่าทศวรรษ (ปี 2520) เดิมชื่อ “สยามสหบริการ” จากบริการขนส่งน้ำมันทางน้ำ โดยนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ให้กับเครือข่ายบริษัทน้ำมันระดับโลกในไทย อย่าง SHELL ESSO และ CALTEX
ที่น่าสนใจ SUSCO เปิดธุรกิจสถานีบริการน้ำมันครั้งแรกที่ภาคใต้ ในปี 2529 รวดเดียวราว 30 แห่ง จากนั้นไม่นาน (ปี 2533 ) ได้นำบริษัทเข้าตลาดหุ้น (ปัจจุบันคือ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)) ช่างบังเอิญ เป็นช่วงเดียวกันกับ PTG ยุคแรกก่อตั้งขึ้น
ช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น มีกรณี SHELL กับการปรับโมเดลธุรกิจอยู่ด้วย ไม่แน่ใจนักว่ามีผลเป็นบทเรียนโดยตรงต่อ PTG หรือไม่
หลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นต้นมา SHELL เริ่มปรับทิศทางธุรกิจใหม่ ได้ตัดสินใจขายหุ้น (ในปี 2547) ทั้งหมด 64% ในโรงกลั่นระยองคืนให้กับ ปตท. (ปัจจุบัน คือ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง หรือ SPRC โดยมี Chevron เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่)
กรณี SHELL โมเดลธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ไม่เชื่อมโยงกับฐานการผลิต ไม่มีเครือข่ายโรงกลั่นน้ำมันของตนเอง แท้จริงเป็นกลยุทธ์ระดับโลก (Global Strategy) ที่เรียกว่า Asset-light Model พอจะขยายความได้ว่า ธุรกิจโรงกลั่นใช้เงินลงทุนสูงมาก (Capital Intensive) และมีปัจจัยเสี่ยงว่าด้วยความผันผวนตามราคาน้ำมันในตลาดโลก SHELL จึงหันมาเน้นการตลาดและค้าปลีก มุ่งการพัฒนาคุณภาพน้ำมัน และสถานีบริการ รวมถึงธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งมี Margin ดีกว่า
ว่าไปแล้วคล้ายๆ กับกรณี ESSO ยักษ์ใหญ่ระดับโลกแห่งสหรัฐอเมริกาได้ขายกิจการส่วนใหญ่ในประเทศไทย ให้กับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือเรียกสั้นว่า “บางจาก” (ปี 2566)
ปรากฏการณ์นั้น สะท้อนถึงรากฐานที่มั่นคงของอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันของไทย ทั้งนี้ โครงสร้างธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม ปตท. และกลุ่มบางจาก
กลุ่ม ปตท.ครองสัดส่วนกำลังการกลั่นน้ำมันรวมกันสูงที่สุดในประเทศ ผ่านกิจการในเครือข่าย 3 แห่ง
หนึ่ง – ไทยออยล์ ตั้งอยู่โรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี
สอง – พีทีที โกลบอล เคมิคอล ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง
และสาม – ไออาร์พีซี ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยองเช่นกัน
ส่วนกลุ่มบางจาก มีโรงกลั่นในเครือข่าย 2 แห่ง หลังจากการเข้าซื้อกิจการ Esso ประเทศไทย “บางจาก” ได้กลายเป็น “ผู้เล่น” สำคัญ มีกำลังการกลั่นมาเป็นอันดับ 2 จาก “บางจาก พระโขนง” โรงกลั่นเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ใกล้เขตเมืองหลวง สู่ “บางจาก ศรีราชา” เดิมคือโรงกลั่นน้ำมันของ ESSO
มีอีกราย เกี่ยวข้องกับ Chevron เครือข่ายธุรกิจพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา มีฐานในประเทศไทยมาช้านาน ผ่านกิจการสำรวจ และผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
ปัจจุบันได้ถือหุ้นใหญ่ “สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง” หรือ SPRC (ปตท. ถือหุ้นบางส่วนด้วย) ตั้งอยู่ที่มาบตาพุด ทั้งนี้ SPRC มีความเชื่อมโยงกับสถานีบริการน้ำมันในเครือข่าย แบรนด์ Caltex ในไทยอีกด้วย
PTG มีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2555 เมื่อได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ตามมาด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ปี 2556) โดยใช้ชื่อย่อ PTG นับเป็นจังหวะซึ่งสัมพันธ์กับภาวะและแนวโน้มการเติบของธุรกิจเกี่ยวข้องกับพลังงาน โดยมี ปตท.นำร่องเข้าตลาดหุ้น (ปี 2544) ขณะที่ธุรกิจโรงงานไฟฟ้าเอกชนเริ่มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
PTG กับพัฒนาการทางธุรกิจอย่างคึกกคัก เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่บัดนั้น
จากผู้ค้าส่งน้ำมันในภาคใต้ สู่สถานีบริการน้ำมันขนาดกลางและเล็ก โดยเริ่มสร้างแบรนด์ PT กระจายตัวอยู่ในแหล่งชุมชนและเส้นทางรอง ในช่วงก่อนปี 2556 มีราว 400-500 แห่ง เมื่อได้ระดมเงินจากตลาดหุ้น ในปีนั่นเอง (2556) สถานีบริการน้ำมันเพิ่มจำนวนขึ้นสู่ระดับ 700 แห่งทันที
จากนั้นเพียง 6 ปี (2562) สถานีบริการน้ำมัน PT เพิ่มเครือข่ายขึ้นอย่างมากอย่างเหลือเชื่อ เป็น 2,000 แห่ง ก้าวขึ้นสู่อันดับสองรองจาก ปตท. และแซง “บางจาก” แล้ว
ท่ามกลาง “ขาใหญ่” ผู้ยึดครองห่วงโซ่ธุรกิจอย่างครอบคลุม ครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลับมีช่องให้ “ผู้มาใหม่” สามารถแทรกเข้ามาอย่างมั่นใจ เป็นไปด้วยดี ปรากฏการณ์ “ผู้มาใหม่ ผู้มาทีหลัง” ที่ว่า จึงดูน่าทึ่ง
