bg-single

มนุษย์ผู้ใช้น้ำตาแลกไข่มุก

13.04.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

หากคุณได้พบกับถ้วยวิเศษหนึ่งใบที่มีสรรพคุณประหลาด คือทุกครั้งที่คุณหลั่งน้ำตาลงไปในถ้วยใบนี้ น้ำตาทุกหยดจะเปลี่ยนเป็นไข่มุกเลอค่า คุณคิดว่าชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

ลองค่อยๆ คิดช้าๆ ไปด้วยกัน

มันหมายความว่า ยิ่งคุณโศกเศร้ากับชีวิตมากขึ้นเพียงใด คุณจะยิ่งร่ำรวยมากขึ้นเพียงนั้น คุณยอมแลกความสุขกับความร่ำรวยหรือเปล่า?

นี่คือนิทานสอนใจที่สอดแทรกไว้ในนวนิยาย The Kite Runner ของ คาเล็ด ฮอสเซนี

เรื่องดั้งเดิมของมันเกิดขึ้นกับชายยากจนคนหนึ่ง ซึ่งมีภรรยาที่รักใคร่ผูกพันกันดี แต่แล้วเมื่อเขาได้เจอถ้วยวิเศษนี้ เขาก็เริ่มผลิตความเศร้า และไข่มุกของเขาก็พอกพูนขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่พอกพูนขึ้นตามไปด้วยคือความโลภ

เขาหลั่งน้ำตามากขึ้นเพื่อสะสมไข่มุก กระทั่งถึงวันหนึ่ง เขาพบตัวเองนั่งอยู่บนภูเขาไข่มุกกองพะเนิน ในมือถือมีดเปื้อนเลือด แล้วหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด เพราะเขาได้ปลิดชีพภรรยาสุดที่รักของตนไปแล้วเรียบร้อย

2

ผมอ่านนิทานเรื่องนี้แล้วชวนให้คิดถึงเพลงโปรดสมัยเรียน นักมายากล ของวงพาราด็อกซ์ ที่มีเรื่องราวเล่าถึงนักมายากลผู้เก่งกาจ คนดูโห่ร้องชื่นชม

กลเด็ดของเขาคือการหยิบของต่างๆ นานาหย่อนใส่กล่องดำแล้วหายวับเหลือเพียงความว่างเปล่า

แล้วจู่ๆ ก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งเอ่ยท้าว่า “ทำไมไม่ลองทำให้พี่สาวคู่รักของนักมายากลหายวับดูสักที”

ทันใดนั้น นักมายากลก็หย่อนคนรักของตนเองหายวับลงไปในกล่อง

ผู้คนโห่ร้องชื่นชม ตัวเขาได้รับการกล่าวขานลือเลื่องไปทั่วปฐพี

แต่ตัวนักมายากลกลับน้ำตานองหน้า เพราะว่าเธอนั้นหายไปตลอดกาล

3

ผมคิดถึงเรื่องราวของนักมายากลในบทเพลงอยู่เสมอ คิดเพื่อทบทวนตัวเองและเฝ้าสังเกตผู้คน เรามักเห็นว่าเมื่อชีวิตการงานขับเคลื่อนไปถึงจุดหนึ่ง เราจะมองเห็นโอกาสที่จะทำเงิน สร้างชื่อเสียง ผลิตผลงานให้มากขึ้น พร้อมกับเสียงชื่นชมยินดีที่ปลุกเร้าให้เราฮึกเหิม มั่นใจ กระทั่งบางทีก็เย่อหยิ่ง จนกระทั่งเราตัดสินใจทำในสิ่งที่อาจต้องมาเสียใจภายหลัง

ก็จริงอยู่, เราอาจได้เงินเพิ่มขึ้น ชื่อเสียงโด่งดังขึ้น ถูกยกย่องกล่าวขาน แต่ในด้านกลับ ก็มักมีสิ่งที่เราต้องนำไปแลกมา ซึ่งอาจไม่ใช่คนรักเหมือนในนิทานและในเนื้อเพลง ทว่าบางครั้งก็แลกมาด้วยสุขภาพ มิตรภาพ หรืออาจเป็นความสงบสุขในชีวิต

คำถามที่น่าสนใจคือ เส้นแบ่งที่เป็นเพดานที่เราไม่ควรทะลุขึ้นไปนั้นอยู่ตรงไหน

แล้วเราจะมองเห็น “เพดาน” นั้นหรือไม่

ภาพจากวง Paradox

4

ผมเพิ่งได้รับรู้อีกด้านของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เมื่อได้อ่านสิ่งที่วอลเตอร์ ไอแซกสัน เขียนถึงอัจฉริยะที่ได้รับการยกย่องระดับโลกข้ามกาลเวลาผู้นี้ในแง่มุมของชีวิตส่วนตัว

ความเก่งกาจของไอน์สไตน์เป็นเรื่องที่เราไม่จำเป็นจะต้องมานั่งสาธยายกันว่าเขามีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่เอกอุเพียงใด ทว่าสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยทราบคือ เขามิใช่พ่อที่เก่งสักเท่าไร และมิใช่สามีที่น่ารักใคร่สำหรับภรรยา

เป็นไปได้ว่า ความเก่งกาจของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลผู้นี้แลกมาด้วยพฤติกรรมที่โดดเด่นอย่างยิ่งของเขา นั่นคือความสามารถในการปิดกั้นสิ่งรบกวนทุกอย่าง ซึ่งบางครั้งสิ่งนั้นคือลูกๆ และครอบครัวของเขาเอง

เอริก บาร์เกอร์ เขียนอธิบายเอาไว้ในหนังสือ Barking Up the Wrong Tree ว่า เขาถึงขั้นยื่นสัญญาให้ภรรยาโดยระบุเงื่อนไขที่คาดหวังจากเธอ หากความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะดำเนินต่อไป

แต่ละเงื่อนไขนับว่า ‘โหด’ ไม่ใช่เล่น

เช่น

คุณจะต้องทำให้แน่ใจว่า

1. เสื้อผ้าและผ้าที่ซักแล้วของผมอยู่ในสภาพเรียบร้อย

2. ผมจะได้รับอาหาร 3 มื้ออย่างสม่ำเสมอในห้องของผมเสมอ

3. ห้องนอนและห้องทำงานของผมจะสะอาดเรียบร้อย โดยเฉพาะโต๊ะทำงานที่ผมใช้ได้เพียงผู้เดียว

คุณจะต้องเชื่อฟังในข้อปฏิบัติต่อไปนี้เมื่อเกี่ยวข้องกับผม

1. คุณจะไม่เรียกร้องความใกล้ชิดจากผม และจะไม่ตำหนิผมไม่ว่าด้วยเหตุผลใด

2. คุณจะหยุดพูดกับผมทันทีหากผมร้องขอ

3. คุณจะต้องออกจากห้องนอนหรือห้องทำงานของผมทันที โดยไม่โต้เถียงหากผมร้องขอ

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่าง ยังมีมากกว่านี้

5

ไอน์สไตน์ถึงขั้นพูดว่า “ผมปฏิบัติต่อภรรยาเหมือนเป็นพนักงานที่ผมไม่สามารถไล่ออกได้”

ไม่ใช่แค่ในฐานะสามีที่เขาปฏิบัติหน้าที่ได้ขมปี๋ แต่ในฐานะพ่อก็ไม่ได้ทำได้ดีกว่านั้นเลย

เมื่อความสัมพันธ์ถึงจุดสิ้นสุด เขาหย่ากับภรรยาและแทบไม่เคยไม่เจอลูกๆ เลย เขาทุ่มเทและโฟกัสที่งานของตัวเองมากกว่า

ลูกชายชื่อ เอดูอาร์ด ต้องต่อสู้กับอาการป่วยทางจิตและเคยพยายามฆ่าตัวตาย สุดท้ายเสียชีวิตในโรงพยาบาลจิตเวช โดยที่ไอน์สไตน์ไม่ได้ไปเยี่ยมลูกชายคนนี้เลยนานกว่า 30 ปี

ฮันส์ อัลเบิร์ต ลูกชายอีกคนเคยกล่าวว่า “บางทีโปรเจ็กต์เดียวที่พ่อเคยยอมล้มเลิกก็คือผม”

แสดงถึงความทุ่มเทในการทำงานของไอน์สไตน์ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความไม่ไยดีต่อลูกในประโยคเดียวกัน

6

เป็นเรื่องที่น่าใคร่ครวญอย่างยิ่งว่า หากคุณได้พบกับถ้วยวิเศษหนึ่งใบที่มีสรรพคุณประหลาด คือทุกครั้งที่คุณหลั่งน้ำตาลงไปในถ้วยใบนี้ น้ำตาทุกหยดจะเปลี่ยนเป็นไข่มุกเลอค่า คุณคิดว่าชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

ไข่มุกนั้นอาจไม่ได้มีค่าเท่ากับเงินทองเท่านั้น บางครั้งมันอาจหมายถึงชื่อเสียง การชื่นชมสดุดี ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มหัศจรรย์ ยืนอยู่บนสุดยอดพีระมิดของวิชาชีพหรือของโลก

ไข่มุกนั้นจะมีมากขึ้นเมื่อคุณยอมหลั่งน้ำตามากขึ้น

ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปไหม เมื่อมี “ถ้วยวิเศษ” นั้นอยู่ในมือ

หรือว่า…ชีวิตคุณเปลี่ยนไปนานแล้ว?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย