นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
หากคุณได้พบกับถ้วยวิเศษหนึ่งใบที่มีสรรพคุณประหลาด คือทุกครั้งที่คุณหลั่งน้ำตาลงไปในถ้วยใบนี้ น้ำตาทุกหยดจะเปลี่ยนเป็นไข่มุกเลอค่า คุณคิดว่าชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
ลองค่อยๆ คิดช้าๆ ไปด้วยกัน
มันหมายความว่า ยิ่งคุณโศกเศร้ากับชีวิตมากขึ้นเพียงใด คุณจะยิ่งร่ำรวยมากขึ้นเพียงนั้น คุณยอมแลกความสุขกับความร่ำรวยหรือเปล่า?
นี่คือนิทานสอนใจที่สอดแทรกไว้ในนวนิยาย The Kite Runner ของ คาเล็ด ฮอสเซนี
เรื่องดั้งเดิมของมันเกิดขึ้นกับชายยากจนคนหนึ่ง ซึ่งมีภรรยาที่รักใคร่ผูกพันกันดี แต่แล้วเมื่อเขาได้เจอถ้วยวิเศษนี้ เขาก็เริ่มผลิตความเศร้า และไข่มุกของเขาก็พอกพูนขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่พอกพูนขึ้นตามไปด้วยคือความโลภ
เขาหลั่งน้ำตามากขึ้นเพื่อสะสมไข่มุก กระทั่งถึงวันหนึ่ง เขาพบตัวเองนั่งอยู่บนภูเขาไข่มุกกองพะเนิน ในมือถือมีดเปื้อนเลือด แล้วหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด เพราะเขาได้ปลิดชีพภรรยาสุดที่รักของตนไปแล้วเรียบร้อย
2
ผมอ่านนิทานเรื่องนี้แล้วชวนให้คิดถึงเพลงโปรดสมัยเรียน นักมายากล ของวงพาราด็อกซ์ ที่มีเรื่องราวเล่าถึงนักมายากลผู้เก่งกาจ คนดูโห่ร้องชื่นชม
กลเด็ดของเขาคือการหยิบของต่างๆ นานาหย่อนใส่กล่องดำแล้วหายวับเหลือเพียงความว่างเปล่า
แล้วจู่ๆ ก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งเอ่ยท้าว่า “ทำไมไม่ลองทำให้พี่สาวคู่รักของนักมายากลหายวับดูสักที”
ทันใดนั้น นักมายากลก็หย่อนคนรักของตนเองหายวับลงไปในกล่อง
ผู้คนโห่ร้องชื่นชม ตัวเขาได้รับการกล่าวขานลือเลื่องไปทั่วปฐพี
แต่ตัวนักมายากลกลับน้ำตานองหน้า เพราะว่าเธอนั้นหายไปตลอดกาล
3
ผมคิดถึงเรื่องราวของนักมายากลในบทเพลงอยู่เสมอ คิดเพื่อทบทวนตัวเองและเฝ้าสังเกตผู้คน เรามักเห็นว่าเมื่อชีวิตการงานขับเคลื่อนไปถึงจุดหนึ่ง เราจะมองเห็นโอกาสที่จะทำเงิน สร้างชื่อเสียง ผลิตผลงานให้มากขึ้น พร้อมกับเสียงชื่นชมยินดีที่ปลุกเร้าให้เราฮึกเหิม มั่นใจ กระทั่งบางทีก็เย่อหยิ่ง จนกระทั่งเราตัดสินใจทำในสิ่งที่อาจต้องมาเสียใจภายหลัง
ก็จริงอยู่, เราอาจได้เงินเพิ่มขึ้น ชื่อเสียงโด่งดังขึ้น ถูกยกย่องกล่าวขาน แต่ในด้านกลับ ก็มักมีสิ่งที่เราต้องนำไปแลกมา ซึ่งอาจไม่ใช่คนรักเหมือนในนิทานและในเนื้อเพลง ทว่าบางครั้งก็แลกมาด้วยสุขภาพ มิตรภาพ หรืออาจเป็นความสงบสุขในชีวิต
คำถามที่น่าสนใจคือ เส้นแบ่งที่เป็นเพดานที่เราไม่ควรทะลุขึ้นไปนั้นอยู่ตรงไหน
แล้วเราจะมองเห็น “เพดาน” นั้นหรือไม่

4
ผมเพิ่งได้รับรู้อีกด้านของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เมื่อได้อ่านสิ่งที่วอลเตอร์ ไอแซกสัน เขียนถึงอัจฉริยะที่ได้รับการยกย่องระดับโลกข้ามกาลเวลาผู้นี้ในแง่มุมของชีวิตส่วนตัว
ความเก่งกาจของไอน์สไตน์เป็นเรื่องที่เราไม่จำเป็นจะต้องมานั่งสาธยายกันว่าเขามีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่เอกอุเพียงใด ทว่าสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยทราบคือ เขามิใช่พ่อที่เก่งสักเท่าไร และมิใช่สามีที่น่ารักใคร่สำหรับภรรยา
เป็นไปได้ว่า ความเก่งกาจของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลผู้นี้แลกมาด้วยพฤติกรรมที่โดดเด่นอย่างยิ่งของเขา นั่นคือความสามารถในการปิดกั้นสิ่งรบกวนทุกอย่าง ซึ่งบางครั้งสิ่งนั้นคือลูกๆ และครอบครัวของเขาเอง
เอริก บาร์เกอร์ เขียนอธิบายเอาไว้ในหนังสือ Barking Up the Wrong Tree ว่า เขาถึงขั้นยื่นสัญญาให้ภรรยาโดยระบุเงื่อนไขที่คาดหวังจากเธอ หากความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะดำเนินต่อไป
แต่ละเงื่อนไขนับว่า ‘โหด’ ไม่ใช่เล่น
เช่น
คุณจะต้องทำให้แน่ใจว่า
1. เสื้อผ้าและผ้าที่ซักแล้วของผมอยู่ในสภาพเรียบร้อย
2. ผมจะได้รับอาหาร 3 มื้ออย่างสม่ำเสมอในห้องของผมเสมอ
3. ห้องนอนและห้องทำงานของผมจะสะอาดเรียบร้อย โดยเฉพาะโต๊ะทำงานที่ผมใช้ได้เพียงผู้เดียว
คุณจะต้องเชื่อฟังในข้อปฏิบัติต่อไปนี้เมื่อเกี่ยวข้องกับผม
1. คุณจะไม่เรียกร้องความใกล้ชิดจากผม และจะไม่ตำหนิผมไม่ว่าด้วยเหตุผลใด
2. คุณจะหยุดพูดกับผมทันทีหากผมร้องขอ
3. คุณจะต้องออกจากห้องนอนหรือห้องทำงานของผมทันที โดยไม่โต้เถียงหากผมร้องขอ
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่าง ยังมีมากกว่านี้
5
ไอน์สไตน์ถึงขั้นพูดว่า “ผมปฏิบัติต่อภรรยาเหมือนเป็นพนักงานที่ผมไม่สามารถไล่ออกได้”
ไม่ใช่แค่ในฐานะสามีที่เขาปฏิบัติหน้าที่ได้ขมปี๋ แต่ในฐานะพ่อก็ไม่ได้ทำได้ดีกว่านั้นเลย
เมื่อความสัมพันธ์ถึงจุดสิ้นสุด เขาหย่ากับภรรยาและแทบไม่เคยไม่เจอลูกๆ เลย เขาทุ่มเทและโฟกัสที่งานของตัวเองมากกว่า
ลูกชายชื่อ เอดูอาร์ด ต้องต่อสู้กับอาการป่วยทางจิตและเคยพยายามฆ่าตัวตาย สุดท้ายเสียชีวิตในโรงพยาบาลจิตเวช โดยที่ไอน์สไตน์ไม่ได้ไปเยี่ยมลูกชายคนนี้เลยนานกว่า 30 ปี
ฮันส์ อัลเบิร์ต ลูกชายอีกคนเคยกล่าวว่า “บางทีโปรเจ็กต์เดียวที่พ่อเคยยอมล้มเลิกก็คือผม”
แสดงถึงความทุ่มเทในการทำงานของไอน์สไตน์ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความไม่ไยดีต่อลูกในประโยคเดียวกัน
6
เป็นเรื่องที่น่าใคร่ครวญอย่างยิ่งว่า หากคุณได้พบกับถ้วยวิเศษหนึ่งใบที่มีสรรพคุณประหลาด คือทุกครั้งที่คุณหลั่งน้ำตาลงไปในถ้วยใบนี้ น้ำตาทุกหยดจะเปลี่ยนเป็นไข่มุกเลอค่า คุณคิดว่าชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
ไข่มุกนั้นอาจไม่ได้มีค่าเท่ากับเงินทองเท่านั้น บางครั้งมันอาจหมายถึงชื่อเสียง การชื่นชมสดุดี ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มหัศจรรย์ ยืนอยู่บนสุดยอดพีระมิดของวิชาชีพหรือของโลก
ไข่มุกนั้นจะมีมากขึ้นเมื่อคุณยอมหลั่งน้ำตามากขึ้น
ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปไหม เมื่อมี “ถ้วยวิเศษ” นั้นอยู่ในมือ
หรือว่า…ชีวิตคุณเปลี่ยนไปนานแล้ว?
