bg-single

เพลงโคราช ‘ครู’ เพลงฉ่อย

12.04.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

เพลงโคราชเป็นต้นแบบเพลงฉ่อย ดังนั้น เพลงฉ่อยยกย่องเพลงโคราชเป็นครู ซึ่งดูจากก่อนเล่นเพลงฉ่อยต้องไหว้ครูเพลงโคราช

เหตุจากชาวสยามลุ่มน้ำมูล (เล่นเพลงโคราช) เป็นหัวหอกระดมพลังชาวสยามลุ่มน้ำอื่นๆ ร่วมสถาปนาเมืองอโยธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งแรก บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ไม่ใช่สุโขทัย) แล้วพัฒนาเพลงฉ่อยด้วย “กลอนหัวเดียว” ตามแบบฉันทลักษณ์เพลงโคราช

สยามลุ่มน้ำมูล

เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง เรือน พ.ศ.1750 อยู่ลำตะคอง บริเวณต้นน้ำของลำน้ำมูล (ปัจจุบันเรียกเมืองเสมา หรือ “ศรีจนาศะ” อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) มีความเป็นมาต่อไปนี้

(1.) ชนชั้นนำและประชาชนเมืองราด เป็นชาวสยามดั้งเดิมที่สืบเชื้อสายมาจาก “เสียมกุก” (คือ ชาวสยามดั้งเดิม) ซึ่งมีลายสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด เมื่อเรือน พ.ศ.1650

(2.) ชาวสยามเมืองราดเป็นชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ พูดหลายตระกูลภาษา (เช่น มอญ-เขมร, ชวา-มลายู ฯลฯ) ตั้งหลักแหล่งอยู่ปะปนกัน โดยมีภาษาตระกูลไท-ไตเป็นภาษากลางทางการสื่อสารระหว่างชาติพันธุ์ และทางการค้าดินแดนภายใน (และยังไม่เรียกตนเองเป็นไทย)

(3.) พิธีกรรมเซ่นผีฟ้าเพื่อแก้บนที่วิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์ในข้าวปลาอาหาร

เลี้ยงชุมชนตลอดปี มีการละเล่นด้วยคำคล้องจองเป็นกลอนหัวเดียว ภาษาตระกูลไท-ไต สำเนียงโขง-ชี-มูล ซึ่งต่อไปข้างหน้ามีการสร้างสรรค์เป็นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายในพิธีแก้บนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลทำนาทำไร่ (ยังไม่รู้ว่าเรียกเพลงชื่ออะไร?)

สยามสร้างเมืองอโยธยา

ชนชั้นนำชาวสยามเมืองราด แผ่อำนาจจากที่ราบสูงลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นรวมพลังเครือญาติและเครือข่ายการเมือง-การค้า สถาปนาเมืองอโยธยาบนชุมทางแม่น้ำ 3 สาย (เจ้าพระยา-ป่าสัก-ลพบุรี)

เพลงกลอนหัวเดียวในพิธีกรรมแก้บนขอฝนจากเมืองราด แผ่อำนาจของภาษาและวัฒนธรรม “โขง-ชี-มูล” ลงไปฟักตัวในเมืองอโยธยา นับแต่นั้น ชาวสยามเมืองอโยธยาพูดภาษาไท-ไต สำเนียงเหน่อยานคางแบบ “โขง-ชี-มูล” (ปัจจุบันเรียกสำเนียงโคราช) และแก้บนขอฝนด้วยเพลงโต้ตอบแก้กันเป็นกลอนหัวเดียว (ปัจจุบันเรียกเพลงโคราช)

ต่อมามี “ห่ากาฬโรค” ระบาดลงเมืองอโยธยา ทำให้ผู้คนชาวสยามล้มตายนับไม่ถ้วน

สถาปนาอยุธยา

ชนชั้นนำสยามแก้อาถรรพณ์ด้วยการย้ายศูนย์กลางอำนาจจากที่เก่าไปสถาปนา บนพื้นที่ใหม่ชื่อกรุงศรีอยุธยาหรือเรียกสั้นๆ ว่าอยุธยา โดยสืบทอดอำนาจเมืองอโยธยา

ต่อมาชนชั้นนำสยามอีกกลุ่มจากลุ่มน้ำท่าจีน เมืองสุพรรณภูมิ (จ.สุพรรณบุรี) โดยอำนาจหนุนหลังจากจีน ได้ยกกำลังยึดอำนาจของชนชั้นนำอโยธยาจนได้ครอบครองอยุธยา จากนั้นผลักดันอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ ถูกเรียกว่า “ราชอาณาจักรสยาม” เมื่อเรือน พ.ศ.2000

อยุธยา (วงศ์สุพรรณภูมิ) กระชับอำนาจควบคุมทรัพยากรบริเวณที่ราบสูง ด้วยการให้ความสำคัญเมืองราดเป็นศูนย์กลางอำนาจลุ่มน้ำมูล และสถาปนานามใหม่ว่า “เมืองนครราชสีมา” เมื่อ พ.ศ.2011 (พบในกฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นในแผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ)

เมืองนครราชสีมาถูกเรียกชื่อเป็นภาษาปากอย่างสั้นๆ ว่า “ครราช” (คอน-ราด) แล้วกลายคำเป็น “โคราช” นับแต่นั้นวัฒนธรรมไท-ไตจากลุ่มน้ำมูลถูกเรียกตามภาษาปาก ได้แก่ สำเนียงโคราช, เพลงโคราช ฯลฯ

เพลงโคราชปัจจุบันมีผู้ว่าจ้างเล่น “แก้บน” ที่ลานอนุสาวรีย์ย่าโม จ.นครราชสีมา (ที่มา : https://esan108.com)

สยามสุพรรณภูมิ ลุ่มน้ำท่าจีน คุมอยุธยา

ชนชั้นนำสยามสุพรรณภูมิ (ด้วยพลังหนุนหลังจากจีน) มีความเป็นมาต่อไปนี้

(1.) วัฒนธรรมลุ่มน้ำท่าจีน เป็นเครือญาติวัฒนธรรมลาวเหนือ (บริเวณลุ่มน้ำโขงตอนบน) พูด “เหน่อ” สำเนียงลาวเหนือ และมีการละเล่น “ขับซอ” แบบลาวเหนือ

(2.) หลังมีอำนาจในอยุธยา วัฒนธรรมลุ่มน้ำท่าจีนถูกทำเป็นวัฒนธรรมหลวงของอยุธยาแทนที่วัฒนธรรมลุ่มน้ำมูลในอโยธยาที่ถูกเบียดเป็นวัฒนธรรมราษฎร์

(3.) เพลงโคราชในเมืองอโยธยาถูกปรับเปลี่ยนตามวัฒนธรรมลุ่มน้ำท่าจีนในอยุธยา แล้วยกเป็นต้นทางสร้างสรรค์การละเล่นเพลงโต้ตอบลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียก “เพลงฉ่อย” ที่ยังรักษาเค้าโครงของเพลงโคราชด้วยการยึดถือกลอนหัวเดียว และยกย่องเพลงโคราชเป็นครู ด้วยการไหว้ครูเพลงโคราชก่อนเล่นเพลงฉ่อย

เรื่องสำคัญนี้ ครูมนตรี ตราโมท อธิบายว่า เพลงโคราชกับเพลงฉ่อยของภาคกลางใกล้กันมาก “ที่เรียกว่าเพลงโคราชเมื่อพิจารณาดูแล้วก็ดูเหมือนหาได้เป็นเพลงพื้นเมืองของโคราชไม่ ดูคล้ายๆ กับเพลงที่ชาวภาคกลางนี้เองแต่งขึ้น” และอีกตอนหนึ่งบอกว่าเพลงฉ่อย “ใช้กลอนอย่างเพลงโคราชเป็นบทไหว้ครูและเกริ่น เพราะถือว่าเพลงโคราชเป็นครู” (จากหนังสือ การละเล่นของไทย ของ มนตรี ตราโมท สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2540 หน้า 63-64)

นับแต่นั้น เพลงฉ่อยถูกพัฒนาแตกแขนงออกไปหลากหลายในชื่อต่างๆ (ดูรายชื่อเพลงเหล่านั้นในหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2550)

ต้นทางเพลงฉ่อยมาจากเพลงโคราชที่เป็นมรดกตกทอดจากพิธีกรรมแก้บนขอฝนให้พ้นความแห้งแล้งและขอความคุ้มครองให้พ้นจากผีร้ายโรคภัยไข้เจ็บ ดังนั้น คำว่า “ฉ่อย” (ในชื่อเพลงฉ่อย) ควรมีความหมายใกล้เคียงการวิงวอนร้องขอความช่วยเหลือให้พ้นจากภัยแล้งน้ำและโรคภัยไข้เจ็บ

คำที่มีความหมายใกล้เคียงการวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ให้มีความมั่งคั่งและมีความปลอดภัยจากผีร้าย พบในคำไท-ไต-ลาวลุ่มน้ำโขง ดังนี้

ช่อย (ช่วย) ช่วยเหลือเกื้อกูล, ช่วยป้องกันไม่ให้มีภัยอันตราย, ซ่อย ช่วยเหลือ (จากหนังสือ สารานุกรมภาคอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2532)

ทั้ง 2 คำนี้ใกล้เคียงมากกับคำว่า “ฉ่อย” ทั้งเสียงและความหมายเก่าสุด

ต้นทางเพลงไทยเดิม

เพลงฉ่อย คือเพลงชาวบ้าน (หรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง) ที่เป็นต้นทางเพลงไทยเดิมตามประเพณีของชนชั้นนำสมัยก่อน (ได้แก่ เพลงดนตรีและคำร้องมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย)

พบหลักฐานสนับสนุนทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาที่จะยกมาบางส่วน ดังนี้

(1.) คำร้อง เพลงฉ่อยเป็นเพลงชาวบ้าน มีคำร้องเป็น “กลอนหัวเดียว” (แล้วท่องจำไปเล่นเรียก “ด้น”)

กลอนหัวเดียวมีแบบแผน (หรือฉันทลักษณ์) เป็นกลอนแบบเก่าสุดของไทย ซึ่งมีต้นตอจากคำคล้องจอง

ราชสำนักโบราณพัฒนาแบบแผนกลอนหัวเดียวของชาวบ้านเป็นฉันทลักษณ์ “กลอนสัมผัสสลับ” อย่างสั้นๆ ได้แก่ คำร้องเพลงมโหรีสมัยอยุธยา แล้วขยายยาวขึ้นเป็นกลอนต่างๆ ได้แก่ กลอนเพลงยาว, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิราศ กระทั่งเป็นกลอนแปด, กลอนสุภาพ, กลอนสุนทรภู่ ฯลฯ

ดังนั้น เพลงฉ่อยของชาวบ้านเป็นต้นทางเพลงไทยเดิมตามประเพณีตั้งแต่สมัยอโยธยา-อยุธยา ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จนปัจจุบัน

(2.) ทำนอง เพลงปรบไก่เป็นเพลงชาวบ้านอีกชุดหนึ่ง มีทำนองร้องรับอย่างหนึ่งว่า “ฉ่า ฉ่า ฉ่า ช้า ชะ ฉ่า ไฮ้”

ราชสำนักโบราณปรับทำนองร้อง (ปากเปล่า) เพลงปรบไก่ของชาวบ้าน เป็นแบบแผนตีเครื่องหนัง (คือกลองมีหนังหุ้ม) ประกอบจังหวะ เช่น ตะโพน ฯลฯ ในวงดนตรีประเพณีของราชสำนัก แล้วเรียกใหม่ว่า “หน้าทับปรบไก่” ยังใช้สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้

[จากหนังสือ โน้ตเพลงไทย เล่ม 1 กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2504 หน้า 13]



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย