bg-single

ดัน ‘กม.อากาศสะอาด’ สู้ฝุ่นพิษ

19.04.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จากไฟสงครามที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำอเมริกันก่อขึ้นมาเป็นเวลา 5 สัปดาห์ ยังลุกโชนในพื้นที่อิหร่าน-ตะวันออกกลาง ลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก ตลาดน้ำมันพุ่งทะลุทะลวง แค่บ้านเราก็กระอักเลือด ดีเซล 1 เดือนราคากระฉูด 8 ครั้งเฉียดๆ 50 บาทต่อลิตร

ไม่อยากนึกภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทยจะรุนแรงหนักหน่วงอย่างไรถ้าดีเซลเตลิดไปที่ลิตรละ 60 บาท

กล่าวเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือในขณะนี้ ไม่เพียงแค่วิกฤตพลังงาน แต่ยังมาเจอวิกฤต “ฝุ่นพิษ” พีเอ็ม 2.5 กระหน่ำเหมือนผีซ้ำด้ำพลอย

จนชาวบ้านรู้สึกละเหี่ยใจที่รัฐไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

มิหนำซ้ำยังเป็นปัญหาบานปลายใหญ่โตโดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ตั้งแต่มีการบันทึกสถิติปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อย่างเป็นระบบในปี 2550 จนถึงขณะนี้ ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ยังติดอันดับเลวร้ายต้นๆ ของโลก

ปี 2561-2562 ค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ หรือ Air Quality Index ของเชียงใหม่อยู่ในระดับยอดแย่ติดต่อกันหลายวัน

ล่าสุด ปลายมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ปีนี้ จ.เชียงใหม่ติดอันดับ 1 เมืองที่อากาศแย่ที่สุดในโลก คุณภาพอากาศพุ่งสูง ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดระดับอันตรายต่อสุขภาพ เด็กๆ สูดเอาฝุ่นพิษเข้าไปจนทำให้เยื่อบุจมูกแห้งแตกเลือดกำเดาไหล

ทำไมคุณภาพอากาศเชียงใหม่ย่ำแย่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

นี่เป็นคำถามที่อาจใช้เป็นคำอธิบายพื้นฐานในเรื่องของลักษณะที่ตั้งของเชียงใหม่เหมือนอยู่ในแอ่งกระทะมีภูเขาโอบล้อมทำให้ฝุ่นพิษสะสมนาน หน้าแล้งความชื้นต่ำ อากาศนิ่งไม่หมุนเวียน และมีการเผาป่า ควันพิษจากโรงงาน ควันรถยนต์ที่พ่นฟุ้งกระจายทั้งวัน

ในเมื่อรู้ว่าปัญหาพื้นฐานเกิดจากอะไร แต่น่าประหลาดใจที่ทุกรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้สำเร็จทั้งที่จัดตั้งคณะกรรมการหลายสิบชุด

บางรัฐบาลจัดให้ปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 เป็นวาระแห่งชาติก็มี

เมื่อปีที่แล้ว บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลร่วมสนับสนุน”ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด” เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร แต่เกิดการยุบสภา ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจึงค้างเติ่งในคณะกรรมาธิการวุฒิสภา จะต้องผลักดันให้ร่างกฎหมายอากาศสะอาดเข้าสู่การพิจารณาในสภาอีกครั้ง

ปรากฏว่า “ศุภชัย ใจสมุทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมโหวตหนุนร่างกฎหมายสะอาดเมื่อปีที่แล้ว ได้อภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา คัดค้านร่างกฎหมายอากาศสะอาด

อ้างมีโครงสร้างและกลไกไม่ชัดเจน

รายการ “The Active” ของไทยพีบีเอส สรุปข้อคัดค้านของ “ศุภชัย” ใน 8 ประเด็นด้วยกัน

ในประเด็นแรก “ศุภชัย” ชี้ว่าซ้ำซ้อนกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายแรงงาน กฎหมายผังเมือง กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ แต่ไม่ได้กำหนดให้ชัดเจนว่าจะยกเลิกกฎหมายฉบับใด ผลที่ตามมาจะเกิดความสับสน ไม่ชัดเจนว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ

ประเด็นที่ 2 ระบบคณะกรรมการตามร่าง พ.ร.บ.มีคณะกรรมการเกินความจำเป็น ทั้งคณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการติดตาม รวมถึงคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 เพราะเรื่องนี้ทำได้โดยผ่านคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะหน่วยงานระดับจังหวัด ต้องยอมรับว่าอากาศไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นเขตแดน การแก้ปัญหาแบบแยกส่วน จึงไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง

ประเด็นที่ 3 การตั้งหน่วยงานใหม่โดยไม่จำเป็น การตั้งสำนักงานอากาศสะอาดในระดับ พ.ร.บ. อาจขัดกับการบริหารราชการแผ่นดินและสร้างภาระทางงบประมาณโดยไม่จำเป็น คำถามสำคัญคือ แล้วหน่วยงานเดิม เช่น กรมควบคุมมลพิษ จะมีบทบาทอย่างไร จะเกิดความซ้ำซ้อนของภารกิจหรือไม่

ประเด็นที่ 4 อำนาจของเจ้าพนักงานที่เกินความสมควร คือ ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกับเจ้าพนักงานอากาศสะอาดอย่างกว้างขวาง สามารถหยุดยานพาหนะ ตรวจค้น หรือแม้กระทั่งยึดอายัดทรัพย์ มีหมายกระทั่งสั่งหยุดกิจการชั่วคราว โดยที่ประชาชนไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้ผิดและขัดกับหลักนิติรัฐ ที่เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจในทางมิชอบ

ประเด็นที่ 5 สร้างภาระต้นทุนกับผู้ประกอบการ ค่าธรรมเนียมอากาศสะอาด ระบบความเสี่ยงและกองทุนต่างๆ ล้วนเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้

ประเด็นที่ 6 กลไกที่ไม่ชัดเจน หัวใจของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ควรเป็นเรื่องมาตรฐาน กลไก และการบริหารจัดการ แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับเป็นการกำหนดเพียงกว้างๆ ให้หน่วยงานไปกำหนดรายละเอียดภายหลัง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการตรากฎหมาย เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน โดยไม่มีความชัดเจนเพียงพอ

ประเด็นที่ 7 ระบบตลาดและการบังคับใช้ แนวคิดการซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษ แม้จะมีตัวอย่างในสหภาพยุโรป เช่น European Union Emissions Trading System ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเหมาะสมกับบริบทประเทศเราหรือไม่อย่างไร เพราะระบบนี้ไม่ได้ทำให้อากาศสะอาดขึ้นโดยตรง หากระบบการดูแลยังไม่เข้มแข็ง

ประเด็นที่ 8 โทษอาญาและการบังคับใช้กฎหมาย โทษอาญาที่รุนแรง รวมถึงมลพิษจากนอกประเทศ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากในทางปฏิบัติ อาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายสากล

“ผมไม่ได้คัดค้านเรื่องหลักการอากาศสะอาดฯ แต่ขอให้ร่วมกันทำกฎหมายฉบับที่กำลังจะหยิบยกขึ้นมานี้ ว่าจะเป็นกฎหมายที่จะปกป้องประชาชนได้จริง และไม่ทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้ต้องการกฎหมายอากาศสะอาดฯ แต่เราต้องการอากาศที่สะอาดอย่างยั่งยืน สำหรับคนไทยทุกคน” ศุภชัยอภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

คำอภิปรายของ “ศุภชัย” กลายเป็นประเด็นร้อนเหมือนส่งสัญญาณ “ล้มร่างกฎหมายอากาศสะอาด” จนทำให้สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพออกมาตอบโต้ทันที

สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนจิตอาสาทั้งนักวิชาการสาขาต่างๆ และภาคประชาชน ได้ชี้ว่า ร่างกฎหมายอากาศสะอาดไม่ได้ซ้ำซ้อน แม้ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ.โรงงาน ฯลฯ

แต่ไม่มีฉบับไหนรับผิดชอบอากาศแบบครบวงจร ผลคือหน่วยงานโยนกันไปมา ไม่มีใครต้องรับผิด

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภาไม่ได้ยกเลิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง หรือจราจรแบบเหมารวม แต่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายแม่บทด้านอากาศสะอาดฯ เพื่อแก้ปัญหาความกระจัดกระจายของระบบเดิม

ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เท่ากับเป็นเรื่องของบูรณาการ ไม่ใช่ซ้ำซ้อน

ประเด็นที่ 2 คณะกรรมการถูกออกแบบตามความจำเป็น และความเหมาะสม เพื่อให้ทำงานครบทุกระดับ

คณะกรรมการนโยบายกำหนดเป้าหมายและทิศทาง

คณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล

คณะกรรมการวิชาการกำหนดฐานวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน

คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ออกแบบค่าธรรมเนียมและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์

และคณะกรรมการจังหวัดทำแผนและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง

อีกทั้งยังบังคับให้ประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้ง

มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ วางหลักว่ากฎหมายต้องมีเท่าที่จำเป็นและต้องประเมินผลกระทบ แต่ไม่ได้ห้ามมีกลไกหลายชั้นโดยตัวมันเอง

ดังนั้น ถ้าหน้าที่ต่างกันและตอบโจทย์การปฏิบัติจริง ก็ไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่คือการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ

ประเด็นที่ 3 การตั้งสำนักงานไม่ใช่การ “ตั้งหน่วยงานใหม่จากศูนย์” แต่คือการ “อัพเกรดโครงสร้างเดิมให้ทำงานได้จริง”

ร่างกฎหมายกำหนดชัดว่าถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร จากกรมควบคุมมลพิษ มารวมเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านอากาศสะอาดฯ เป้าหมายคือลดความกระจัดกระจาย เพิ่มเอกภาพในการทำงานตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน

นี่คือการ “ใช้ทรัพยากรเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ไม่ใช่การเพิ่มภาระงบประมาณ

ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ. ได้ให้กรมควบคุมมลพิษทำหน้าที่สำนักงานไปพลางก่อน และค่อยโอนเฉพาะภารกิจ คน งบประมาณ และทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการจัดการคุณภาพอากาศภายใน 2 ปี บทบาทของสำนักงานไม่ใช่แค่กรมควบคุมมลพิษชื่อใหม่ แต่เป็นหน่วยเลขานุการกลางที่ต้องเชื่อมคณะกรรมการต่างๆ ประสานหน่วยงานหลายกระทรวง บูรณาการแผนและงบประมาณ จัดระบบข้อมูล และให้คำปรึกษาเพื่อให้คนปฏิบัติตามกฎหมายได้จริง

หากยังใช้โครงสร้างเดิมแบบต่างคนต่างทำ เราก็จะได้ปัญหาเดิมคือไม่มีใครรับผิดชอบทั้งระบบ

ประเด็นที่ 4 เจ้าพนักงานมีอำนาจมากเกินไป

เครือข่ายอากาศสะอาดชี้แจงว่า ปัญหาวันนี้คือรัฐไม่มีเครื่องมือพอจะเอาผิดผู้ก่อมลพิษได้จริง กฎหมายนี้จึงเพิ่มอำนาจ “เท่าที่จำเป็น” เพื่อหยุดมลพิษร้ายแรง ปิดช่องหลบเลี่ยง ขยายความรับผิดให้ครอบคลุมทั้งระบบ

เจ้าพนักงานอากาศสะอาดฯ มีหน้าที่เข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ สั่งแก้ไข หรือระงับ การกระทำที่ก่อมลพิษร้ายแรง (ชั่วคราว)

ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน (ประชาชนในพื้นที่) คือกลไกใหม่ที่สำคัญ ที่คอยเป็นหูเป็นตาของชุมชน ร่วมตรวจสอบ แจ้งเหตุ และเก็บหลักฐาน ได้รับการฝึกอบรมและการคุ้มครองจากรัฐ

จุดสำคัญคือ ไม่ได้เพิ่มอำนาจลอยๆ แต่สร้างระบบที่มีทั้งอำนาจ การมีส่วนร่วม และการตรวจสอบ

ประเด็นที่ 5 ความกังวลเกิดจากการมองเศรษฐกิจแค่ครึ่งเดียว

วันนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเสียหายอยู่แล้วจากอากาศพิษ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นมหาศาล แรงงานเจ็บป่วย ประสิทธิภาพลดลง การท่องเที่ยวเสียโอกาสจากภาพลักษณ์ประเทศ

สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนจริง ที่ทั้งรัฐ ประชาชน และธุรกิจ กำลังแบกรับอยู่ทุกวัน

พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ แท้จริงถูกออกแบบโดยกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อพาเศรษฐกิจไทยไปต่อได้ในระยะยาว

“ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย” แต่มีแรงจูงใจ มีทางออกให้เปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้

นี่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่เติบโตได้โดยไม่ทำลายคน และแข่งขันได้ในโลกอนาคต

ต้นทุนของมลพิษวันนี้ไม่ได้เป็นศูนย์ เราแค่ผลักมันไปให้ครัวเรือน โรงพยาบาล และผู้เสียภาษีแบกรับแทน งานวิจัยได้ประเมินความเสียหายจาก PM 2.5 ต่อครัวเรือนไทยไว้ 1.37-2.17 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้น การบอกว่าไม่ควรเก็บจากผู้ก่อมลพิษเท่ากับยอมให้คนไทยทั้งประเทศจ่ายแทนต่อไป หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มีแก่นตรงนี้ คือผู้ก่อมลพิษควรเป็นฝ่ายจ่ายก่อน เพื่อให้ต้นทุนสิ่งแวดล้อมเข้าไปอยู่ในการตัดสินใจของผู้ผลิตและผู้บริโภค ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมอุดหนุนมลพิษแบบเงียบๆ

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภานี้ไม่ได้ใช้แต่ไม้แข็งอย่างค่าธรรมเนียมอย่างเดียว แต่ใช้ชุดเครื่องมือผสม ทั้งค่าธรรมเนียม หลักประกันความเสี่ยง ระบบฝากไว้ได้คืน สิทธิในการลดหย่อน ขอคืน ยกเว้น และมาตรการอุดหนุน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่าน

โดยอัตราค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้กำหนดมั่วๆ แต่ให้คำนึงถึงปริมาณมลพิษ ความเป็นพิษ สภาพปัญหาแต่ละพื้นที่ ผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม และทางเลือกของผู้ประกอบการด้วย อีกทั้งการจัดเก็บก็ผูกกับระบบสรรพสามิต ศุลกากร หรือระบบจัดเก็บเดิมเพื่อลดภาระธุรการ ไม่ใช่ให้ธุรกิจไปเจอระบบใหม่ซ้อนระบบเดิมทันที

หลายประเทศทั่วโลกก็ใช้แนวคิดนี้อยู่แล้ว เช่น ไต้หวัน มีระบบ air pollution control fees ที่คิดตามชนิดและปริมาณมลพิษ

สหรัฐอเมริกา ใช้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการปล่อยมลพิษทางอากาศเพื่อให้หน่วยงานมีงบประมาณพอทำงานและกำหนดให้รายได้นั้นใช้กับงานใบอนุญาตโดยตรง

ญี่ปุ่น ก็มีระบบชดเชยความเสียหายจากมลพิษที่อิงหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “จะเก็บหรือไม่เก็บ” แต่คือ จะออกแบบอัตรา การทยอยใช้ และกองทุนช่วยเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้เป็นธรรมและแข่งขันได้

ประเด็นที่ 6 “ปัญหาฝุ่นของไทย ไม่มีสูตรสำเร็จรูป” และสะสมมานานหลายสิบปีจากโครงสร้างรัฐที่แยกส่วนและแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นคู่มือสำเร็จรูปทุกมาตรา

แต่เป็นกฎหมายแม่บทวางระบบใหม่ทั้งประเทศเพื่อให้หน่วยงานทำงานประสานกัน มีอำนาจ งบประมาณ ไปแก้ที่ต้นเหตุ ปรับมาตรการได้ตามสถานการณ์จริง

กฎหมายนี้วาง “สิทธิ” เป็นหัวใจหลักตั้งแต่ต้น และเป็นการออกแบบให้กฎหมาย “ใช้ได้จริงในโลกจริง” และแก้ปัญหาระยะยาว

ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้าแล้ววนกลับมาวิกฤตซ้ำอีกครั้ง

กฎหมายด้านอากาศและสุขภาพหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีทั้งบทแม่บทและกฎหมายลำดับรอง

ประเด็นที่ 7 จำกัดสิทธิของประชาชนโดยไม่มีความชัดเจน

ยืนยันว่า วันนี้ “สิทธิของประชาชนทั้งประเทศ” กำลังถูกละเมิดทุกวันที่หายใจ แต่กฎหมายเดิม เอาผิดใครไม่ได้เลย

กฎหมายนี้ไม่ได้มาจำกัดสิทธิคนทั่วไป แต่มาจำกัดสิทธิของ “ผู้ก่อมลพิษ” เพื่อคืนสิทธิพื้นฐานให้คนทั้งประเทศ

พร้อมตั้งคำถามว่า แล้วการคัดค้านกฎหมายทั้งฉบับ กำลังปกป้อง “สิทธิของใคร” กันแน่

ประเด็นที่ 8 ระบบค่ามลพิษไม่เหมาะกับไทย คือการ “กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด” ทั้งที่ในกฎหมายเขียนชัดว่า ยังไม่ใช้ทันที ต้องออกแบบก่อน

และระบบนี้ใช้จริงมาแล้วในหลายประเทศ ในรูปแบบของค่าธรรมเนียม ระบบซื้อขายมลพิษ

คำถามจริงไม่ใช่ควรมีไหม แต่คือ “ไทยจะออกแบบให้ทันโลกได้หรือเปล่า”

ถ้าไทยจะเอาระบบซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษมาใช้ทั้งประเทศแบบทันที โดยยังไม่มีข้อมูล ไม่มีทะเบียนกลาง และไม่มีระบบตรวจวัดตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ก็มีโอกาสล้มเหลวสูง

ประเด็นที่ 9 โทษอาญารุนแรง ใช้จริงยาก

ความรุนแรงต้องเทียบระหว่างผลของการกระทำกับระดับของการกระทำ โดยตั้งคำถามว่าการปล่อยมลพิษที่ทำให้คนป่วย คนตาย เด็กมีปัญหาพัฒนาการ แบบนี้ “ไม่รุนแรง” ใช่หรือไม่

แต่พอจะเอาผิด กลับบอกว่าโทษแรงไป หรือจริงๆ แล้วเราแค่ชินกับการ “ไม่เคยเอาผิดใครได้จริง” มานานเกินไป

ข้อกล่าวหานี้พูดไม่ครบ เพราะในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภา บทลงโทษเฉพาะกรณีมลพิษข้ามแดนไม่ได้วางเป็นโทษจำคุก แต่เป็นโทษปรับและปรับรายวัน ส่วนที่มีโทษอาญาหนักจริงๆ ในร่าง พ.ร.บ. มักเป็นกรณีปล่อยเกินมาตรฐานในประเทศ ฝ่าฝืนคำสั่ง หรือส่งข้อมูลเท็จ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่พิสูจน์ได้และสร้างอันตรายต่อสุขภาพโดยตรง

ดังนั้น การบอกว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเอาโทษอาญาหนักไปใช้กับคดีข้ามแดนอย่างกว้างขวางจึงไม่ตรงกับตัวบท

ประเด็นที่ 10 ไม่สอดคล้องกฎหมายสากล

เป็นการกล่าวหาที่ประหลาดที่สุด กฎหมายฉบับนี้ใช้หลักการเดียวกับที่ทั่วโลกใช้

และที่สำคัญ ถูกพัฒนาในสภาโดยคณะกรรมาธิการที่มีหลายพรรคการเมือง

ถ้าบอกว่าไม่สากล แปลว่าเรากำลังบอกว่า ทั้งโลกผิดอยู่หรือ?

เสียงตอบโต้ของสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพหนักแน่น!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’