เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
หมายเหตุ – หลากหลายความคิดเห็นของผู้ฟัง-ผู้อ่าน ที่เข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน (ไม่) ผ่านการเมืองไทย 2566-2569” โดยกองบรรณาธิการข่าวเครือมติชนและสำนักพิมพ์มติชน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ในส่วนที่เป็นบทสรุปของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือเรามีประชามติ 21 ล้านเสียงที่จะเปลี่ยน ต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะฉะนั้น บทเรียนจาก “เปลี่ยน (ไม่) ผ่านการเมืองไทย” ก็น่าจะถูกนำไปเขียนหรือแก้ไขบทบัญญัติบางประการที่จะเกิดขึ้น
ผมสนใจที่ผู้ดำเนินรายการพูด ก็คือว่าตอน 2475 มันเป็นเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจโลก บวกกับปัญหาดุลยภาพทางการเงินในประเทศ อันนี้คือปัจจัยหลัก อีกอันหนึ่งก็คือความพยายามเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ร.ศ.130 ประมาณช่วง ร.6
ร.ศ.130 ถึง 150 ปีพระนคร ก็ห่างกัน 20 ปีเท่านั้นเอง
ช่วงเวลาแบบนี้ ถ้าเรานึกถึงเหตุที่เราสามารถกู้คืนเศรษฐกิจกู้คืนประเทศไทยได้เร็วหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็เพราะเรามีรัฐธรรมนูญที่ดี ผมคิดว่า โอกาสของการพูดในเวลานี้ ก็คือโอกาสในการพูดถึงความเป็นไปได้ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่แก้ปัญหาที่เราเผชิญมาในรอบ 3 ปี
หรือจริงๆ ก็ต้องบอกว่าในรอบ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2569

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
อดีตนักการเมือง
รอบนี้มันเป็นภาวะของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก จริงๆ ก่อนที่จะมีสงคราม เราก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องปากท้องจะเป็นเรื่องใหญ่ ไตรมาสที่ 3 ที่ 4 จะมีปัญหาแน่
แล้วความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวย-คนจน คนมีอภิสิทธิ์กับคนธรรมดา มันใหญ่กว้างมาก มันมีสูงมาก ขณะเดียวกัน ชนชั้นกลางที่เคยเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เอสเอ็มอีต่างๆ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่เราเห็นอยู่ ต่างอ่อนกำลังลงหมด หลังโควิดฯ อ่อนกำลังลงมาเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจที่มันมีภาวะสงคราม และมีภาวะของการเปลี่ยนแปลงระเบียบจัดระเบียบโลกใหม่ ความเปลี่ยนแปลงในระบบระเบียบโลกมันจะกระทบประเทศไทยแน่นอน
เหตุการณ์ที่อาจารย์บัณฑิตพูดถึง 1932/2475 มีความเปลี่ยนแปลงในโลก มีความถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ (Great Depression) นำไปสู่สงครามโลก
การเปลี่ยนแปลงในปี 1973 มีสงครามตะวันออกกลาง มีการเปลี่ยนแปลงระบบระเบียบโลก “ริชาร์ด นิกสัน” เอาเงินดอลลาร์ออกจากทอง ก็มีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม (2516) การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ เพราะสงครามเวียดนามสิ้นสุด เงินดอลลาร์ที่สนับสนุน “เผด็จการถนอม-ประภาส” หายไป แล้วความต้องการเชิงเสรีนิยมเกิดขึ้นในประเทศไทย
เช่นเดียวกัน พฤษภาฯ ทมิฬ 2535 (มี) การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน การบอกว่าจะเป็นยุคของเสรีประชาธิปไตย และก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบระเบียบโลกด้วย มีฉันทมติ
วอชิงตัน การเงินก็เปลี่ยน มันกระทบหมด
แต่สองรอบนั้นมันอาจจะเปรียบเทียบกับรอบนี้ไม่ได้ ในแง่ที่สองรอบนั้น ม็อบที่ออกมาเป็นม็อบการเมือง ม็อบเดือนตุลาฯ เรียกร้องประชาธิปไตย ม็อบมือถือชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เป็นคนขยับที่จะเรียกร้องว่านายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง
รอบนี้ 191 เสียงของภูมิใจไทยอย่าคิดว่าจะยืนอยู่ได้ ถ้าไม่แก้วิกฤตเศรษฐกิจ
เราต้องปรับตัวเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลก ปรับตัวเรื่องระเบียบโลกทางเศรษฐกิจใหม่ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาลของ “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” ไม่ได้เปลี่ยนมาแล้ว 40 ปี โมเดลทางธุรกิจ ใครที่ทำธุรกิจรู้เลยว่าโมเดลธุรกิจ 40 ปี มันใช้ไม่ได้แล้ว
ในยุค “พลเอกประยุทธ์” (จันทร์โอชา) ออกแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ใช้ไม่ได้ตั้งแต่ออกวันแรกเลย แม้กระทั่งผมเคยรับราชการอยู่สภาพัฒน์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ก็เก่าไปแล้ว วันนี้กำลังจะร่างใหม่ มันร่าง 5 ปีไม่ได้ เพราะมันมีเรื่องที่ผมบอก แล้วก็มีเรื่องเอไอ
นักวิชาการเกี่ยวกับเอไอทั้งหมด บอกว่าเอไอกำลังจะเปลี่ยนมนุษยชาติ ของเรายังพูดเอไอมาช่วยแพลตฟอร์มธุรกิจ วันนี้โจทย์มันอยู่ที่ว่า แล้วคนไทยจะยืนอยู่ที่ไหนภายใต้โลกเทคโนโลยีที่มันอาจจะครอบครองมนุษยชาติ
เรื่องพวกนี้ รัฐบาลที่มาในลักษณะนี้มันมีข้อจำกัดมาก ผมหวังว่า “นายกฯ อนุทิน” (ชาญวีรกูล) จะตั้งตัวได้

ประกิต กอบกิจวัฒนา
ครีเอทีฟและมือทำแคมเปญการเมือง
เอาเข้าจริง “เปลี่ยน (ไม่) ผ่านการเมืองไทย” นี่ ผมคิดว่าเรายังติดกับดักของ 2475 การต่อสู้ตั้งแต่หลัง 2475 มา จริงๆ เราพูดถึงนักการเมืองก็ส่วนหนึ่ง แต่เราต้องพูดถึงรัฐพันลึกที่เป็นเจ้าของเกมอันนี้
วันนี้ เขาอาจจะรู้สึกว่า “เปลี่ยนผ่าน” จากการคุมอำนาจผ่านมือนักการเมือง ส.ว.สีน้ำเงิน รัฐบาลสีน้ำเงิน ดูเหมือนเขากุมอำนาจได้ แต่มันมีความเปราะบางมากๆ เพราะอำนาจหรือโครงสร้างที่รัฐพันลึกยึดไป ผมว่าวันนี้มันไม่ยึดโยงกับบริบทของโลก
วันนี้เวลาเราพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ มันไม่ใช่เปลี่ยนแค่เอไอ ผมว่าขนาดของความเปลี่ยนแปลงมันเท่ากับ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน หมายถึงว่าถ้าเราสแกนมองไปในกองทัพก็ดี สแกนไปในรัฐพันลึกก็ดี เราไม่เห็นองค์ความรู้ของสถาบันหลักๆ ที่จะไปรอด
เพราะฉะนั้น นอกจากการเมืองไทยที่มันเปลี่ยนไม่ผ่านแล้ว ผมว่ามันจะไม่รอดในการเมืองโลกด้วย
เมื่อสักครู่อย่างที่คุยกับคุณสุรนันทน์ ไอ้ยุทธศาสตร์ 20 ปี คือวันนี้มันล้าหลังมากๆ ภูมิรัฐศาสตร์มันเปลี่ยน การยึดครองทรัพยากรที่เกี่ยวกับเอไอมันเปลี่ยนหมดเลย ทองที่พวกเราเคยเชื่อถือ เมื่อคืนก็ตกอีกตั้งหลายล้านเหรียญ วันนี้ (ทรัพยากรสำคัญ) กลายเป็นน้ำมัน แร่ธาตุต่างๆ
สิ่งเหล่านี้ ผมว่ามันไม่ผ่านสักเรื่อง การเมืองไทยก็ไม่ผ่าน ต่อให้คุณยึดอำนาจไปมันก็จะเปราะบางมากๆ แล้วผลสุดท้าย ปัญหาที่รัฐพันลึกไม่ยอมเปลี่ยน รัฐพันลึกเองก็จะต้องเจอปัญหาในอนาคตอยู่ดี คือคุณไม่สามารถหนีปัญหานี้ได้ แล้วประเทศไทยตอนนี้ มันยังมีอีกตั้งหลายวิกฤตที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนาดใหญ่

สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ (ขนุน)
อดีตนักโทษการเมือง
พอดีผมก็เพิ่งไประบายให้พี่เก็ท (โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง – นักโทษการเมืองที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำ) ฟังมา ว่าข้างนอกสถานการณ์มันแย่มากเลยนะ แกก็บอกผมคำหนึ่ง คือแกก็ไม่ได้รู้อะไรเยอะหรอกเพราะอยู่ข้างในเรือนจำ แกบอกว่าท้ายที่สุดอย่าลืม “ขบวนการเคลื่อนไหว”
เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเคลื่อนไหวของประชาชน
ผมเลยมานั่งย้อนคิด ผมไม่ได้อัพเดตอะไรมา 2 ปีเหมือนกัน แต่ผมยังจำความรู้เก่าอยู่ ผมเรียนกับครู “อาจารย์เกษียร” (เตชะพีระ) แกก็พูดเรื่องความเปลี่ยนแปลงในระลอกใหม่อาจจะเกิดขึ้นด้วย “ชนชั้นเสี่ยง”
ประเด็นสำคัญก็คือแกเสริมว่า จริงๆ ความเปลี่ยนผ่านมันอาจจะเกิดขึ้นจากความโกรธของ “ชนชั้นเสี่ยงที่มีการศึกษา” หรือนักศึกษาที่จบไปมีงานเป็นฟรีแลนซ์ ขับไรเดอร์ แต่มันไม่แน่นอน แล้วคนพวกนี้ไม่ได้รับการดูแลใส่ใจจากรัฐ (นี่) จะกลายเป็นชนวนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ตอนนี้รัฐกดขบวนการเคลื่อนไหว เพราะเขารู้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวมันคือตัวที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน แต่ท้ายที่สุด เราไม่อาจรู้ได้ว่าเด็กธรรมศาสตร์ในปี 2563 จะนำมาสู่การชุมนุมใหญ่ จะนำมาสู่ความกลัวที่กดปราบ (ขบวนการเคลื่อนไหว) ให้หายไป เราไม่สามารถคำนวณได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
แต่ผมนึกถึงนิยาย “ปีศาจ” ที่ผมอ่าน เป็นนิยายเล่มท้ายๆ ที่อ่านก่อนออกจากเรือนจำ ท้ายที่สุด ไม่มีใครหยุด “สาย สีมา” ได้ คนแบบ “สาย สีมา” ก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม
