พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (4)
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ดังได้กล่าวถึงไว้ในตอนที่แล้วว่า รัชกาลที่ 5 ทรงนำรูปของพระสยามเทวาธิราชออกสู่สายตาของประชาราษฎร์ในแวดวงที่แพร่หลายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในรัชสมัยของพระราชบิดาของพระองค์ โดยผ่านทางการอัญเชิญรูปของเทวดาอารักษ์ของประเทศองค์นี้ไปประดิษฐานไว้บนเหรียญที่ระลึกสำคัญต่างๆ จนสร้างเสริมจินตนาการรางๆ ของรัฐที่มีเทวดาถือพระขรรค์ และทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ คอยปกปักรักษาให้ไพร่ฟ้าประชาชนพ้นจากภัยอันตรายทั้งหลาย ซึ่งก็ย่อมรวมถึงภัยจากอำนาจของชาติเจ้าอาณานิคมด้วย
การเผยแพร่รูปพระสยามเทวาธิราชในทำนองนี้ ถึงจะเป็นไปโดยกลวิธีเดียวกับที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกใช้ในการเผยแพร่อุดมการณ์แห่งชาติของตนเอง ผ่านรูปเทพ หรือเทพีประจำรัฐชาติของตนเองมาก่อนแล้วในช่วงร่วมสมัยกันนั้น
แต่รัชกาลที่ 5 ก็ไม่ได้ทรงปฏิบัติต่อพระสยามเทวาธิราช ในฐานะร่างจำแลงของประเทศ ตามอย่างโลกตะวันตกเพียงอย่างเดียว
เพราะพระองค์ก็ทรงปฏิบัติต่อเทวดาอารักษ์องค์นี้ในมุมของความศักดิ์สิทธิ์ด้วย
แถมยังดูเหมือนว่า พระองค์จะเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของของเทพผู้ปกปักรักษาสยามองค์นี้ให้มีความหมายชัดเจนเสียยิ่งกว่าที่พระราชบิดาของพระองค์ทรงเคยกระทำไว้อีกต่างหาก
เกี่ยวกับเรื่องนี้มีกรณีสำคัญที่ชัดเจนยิ่ง จากการที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการบางอย่างต่อเทพยดาอารักษ์ของสยามองค์นี้อย่างน้อย 2 ประการ
ประการแรกก็คือ การย้ายที่ประดิษฐานพระสยามเทวาธิราชเอาไปไว้ยังสถานที่ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ ตามมณฑลจักรวาลในปรัมปราคติ ส่วนประการที่สองก็คือ พระสยามเทวาธิราชที่มีรูปพระพักตร์อย่างพระราชบิดาของพระองค์ ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 4 นั่นเอง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการย้ายที่ประดิษฐานรูป “พระสยามเทวาธิราช” ออกจากพระที่นั่งทรงธรรม ไปไว้ยังที่พระที่นั่งซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญต่อสิทธิธรรมในการปกครองของพระมหากษัตริย์ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์อย่าง “พระที่นั่งไพศาลทักษิณ”
พระที่นั่งไพศาลทักษิณตั้งอยู่ระหว่างท้องพระโรงหน้ากับพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน ลักษณะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก มีความยาว 35 เมตร กว้าง 8 เมตร ใช้เป็นที่ประทับทรงพระสำราญและประกอบพระราชกรณียกิจบางประการ เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการภายใน หรือให้เจ้านายฝ่ายในเฝ้า ใช้เป็นที่เสวยพระกระยาหาร
โดยพระที่นั่งองค์นี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยแรกสร้างกรุงเทพฯ คือสมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว

น่าสังเกตด้วยที่คำว่า “ไพศาลทักษิณ” นั้น หมายถึง “ผู้ยิ่งใหญ่ทางทิศใต้”
ตามความเชื่อในจักรวาลวิทยาของพุทธศาสนา ที่แพร่หลายอยู่ในสยามมาตั้งแต่ในยุคเก่าก่อนกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ระบุว่า “พระจักรพรรดิราช” คือราชาผู้เป็นใหญ่เหนือราชาทั้งหลาย และเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทางโลก เทียบเคียงกับ “พระพุทธเจ้า” อันเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทางธรรมนั้น จะอุบัติขึ้นเฉพาะใน “ชมพูทวีป” ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามปรัมปราคติดังกล่าว
(แน่นอนว่า ตามความเชื่อเดียวนี้ พระพุทธเจ้าก็จะประสูติเฉพาะแต่ในชมพูทวีปนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของชมพูทวีป ตามความเชื่อในชุดปรัมปราคตินี้ได้เป็นอย่างดี)
ดังนั้น ประเด็นสําคัญอย่างหนึ่งในที่นี้ก็คือ การที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณนั้นตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ นี่เอง
เพราะชื่อของ “พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ” นี้ มีความหมายว่า “ที่ออกว่าราชการของพระอินทร์” ซึ่งตั้งอยู่บนเขาพระสุเมรุ ดังนั้น จึงยิ่งเป็นการย้ำชัดในความหมายเชิงสัญลักษณ์ลงไปอีกว่า “พระที่นั่งไพศาลทักษิณ” ก็คือ “ชมพูทวีป” ซึ่งมี “พระจักรพรรดิราช” ประทับ
แถมพระที่นั่งองค์นี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ดังนั้น ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณนี้จึงเป็นที่ประดิษฐานของวัตถุสำคัญที่ใช้ในพระราชพิธีดังกล่าว อันประกอบไปด้วย
1) พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ซึ่งใช้เป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประดิษฐานอยู่เกือบสุดองค์พระที่นั่งด้านทิศตะวันออก ตรงหน้าพระทวารที่ลงจากหอพระสุลาลัยพิมาน
และ 2) พระที่นั่งภัทรบิฐ เป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประดิษฐานอยู่สุดองค์พระที่นั่งด้านตะวันตก ตรงหน้าพระทวารที่ลงจากหอพระธาตุมณเฑียร
นอกจากนี้ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณยังมีการประดับประดาไว้ด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งวาดขึ้นในรัชกาลที่ 3 โดยเป็นภาพจำลองสรวงสวรรค์ เช่น ภาพเล่าเรื่องประวัติและสวรรค์ของพระอินทร์ ภาพเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ภาพเทวดา เป็นต้น
ภาพเขียนเหล่านี้ย่อมช่วยเสริมส่งความหมาย และความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่สถาปนาผู้ดํารงตําแหน่งพระมหากษัตริย์ให้มีสถานะดั่งองค์สมมติเทพ ที่ประกอบขึ้นภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณอย่างไม่ต้องสงสัย
และพร้อมกันนั้น ยังสามารถกล่าวได้ว่า “พระที่นั่งไพศาลทักษิณ” เป็นที่อุบัติของ “พระจักรพรรดิราช” ผ่าน “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่า พระที่นั่งองค์นี้ก็คือการจำลอง “ชมพูทวีป” ตามจักรวาลวิทยาของพุทธศาสนานั่นเอง

การที่รัชกาลที่ 5 ทรงนำรูป “พระสยามเทวาธิราช” เข้ามาประดิษฐานอยู่ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณนั้น จึงเป็นการนำเอาเทพอารักษ์ของสยามประเทศองค์นี้ ผนวกเข้าไปอยู่ในมณฑลของจักรวาลวิทยาดังกล่าวพร้อมไปคราวเดียวกันนี้ด้วย
โดยเฉพาะเมื่อได้นำเอารูปพระสยามเทวาธิราชเข้าไปประดิษฐานไว้ที่บริเวณตอนกลางของพระที่นั่ง ตรงกับพระทวารเทวราชมเหศวร ที่ตรงหน้าเป็นตั้งเทวรูปพระสรัสวดี ขนาบทั้งสองข้างไว้ด้วยพระวิมานองค์ด้านตะวันออก ตั้งเทวรูปพระอิศวรและพระอุมา พระวิมานองค์ด้านตะวันตก ตั้งพระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งต่างก็ถือเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูทั้งสิ้น
ตำแหน่งการจัดวางที่นำเอารูปพระสยามเทวาธิราชไปตั้งอยู่ในตำแหน่งตรงกลางของมวลหมู่เทพเจ้าสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ราวกับเป็นรูปเคารพประธานของรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพระสยามเทวาธิราช ในจักรวาลวิทยาภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณได้อย่างชัดเจนยิ่ง
การนำเอารูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มาประดิษฐานเอาไว้ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทั้งพระสยามเทวาธิราช และเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ย่อมมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า บรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็ร่วมเป็นสักขีพยานในการประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ภายในพระที่นั่งองค์นี้ โดยเฉพาะพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมกับที่เป็นผู้มอบสิทธิธรรมในการปกครองประเทศสยาม ให้แก่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกอบพระราชพิธีนี้ด้วย
โดยหากจะว่ากันตามลำดับฐานันดรศักดิ์ของการจัดวางรูปพระสยามเทวาธิราช ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณแล้ว เทวดาอารักษ์ประจำสยามประเทศ อันเป็นรัฐชาติใหม่ที่เพิ่งเกิด (ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้อยู่ในรูปในรอยของรัฐชาติสมัยใหม่อย่างเต็มรูปนัก) ในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ดูเหมือนว่าจะวางหน้าที่ให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีความชอบธรรมสูงสุด ในการมอบสิทธิธรรมในการปกครองประเทศสยามให้แก่กษัตริย์ผู้ผ่านการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วนั่นเอง

ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้นำเอาพระสยามเทวาธิราชเข้าไปประดิษฐานภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณเมื่อไหร่แน่
แต่ข้อมูลบางแห่งได้อ้างว่า ถูกย้ายเมื่อคราวที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระที่นั่งหมู่พระพุทธมหามณเฑียร ซึ่งได้มีการรื้อพระที่นั่งทรงธรรมออกจากพระบรมมหาราชวังในคราวเดียวกันนั้นด้วย
หมู่พระพุทธมหามณเฑียรที่ว่านี้ก็คือ พระราชมณเฑียรในสวนขวา ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 แล้ว และรัชกาลที่ 4 ได้ทรงสถาปนาให้เป็น “พระพุทธมณเฑียร” ขึ้นในภายหลัง แต่ต่อมาชำรุดโทรมลงจนซ่อมแซมไม่ได้ จึงต้องรื้อถอนออกในสมัยรัชกาลที่ 5
อย่างไรก็ดี ข้อความใน “พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5” อันเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้น ได้ระบุถึงการเจริญพระพุทธมนต์ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที 5 เมื่อ พ.ศ.2411 เอาไว้ว่า
“ในเวลาพระสงฆ์สวดมนต์นั้น ทรงจุดธูปเทียนสักการะที่พระสยามเทวาธิราช ที่พระที่นั่งอัฐทิศ และพระที่นั่งภัทรบิฐทั้ง 3 แห่ง”
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อ พ.ศ.2411 นี้ นับเป็นการบรมราชาภิเษกครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่เมื่อก้าวเข้าสู่ขวบปีแรกในรัชสมัยของพระองค์ ก่อนที่ต่อมาจะมีการจัดพระราชพิธีดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อเรือน พ.ศ.2415 ด้วยเหตุผลที่บางท่านเสนอว่า เป็นเหตุมาจากเรื่องการเมืองภายในของยุคสมัยดังกล่าว
แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม ข้อความในพระราชพงศาวดารข้างต้นก็ชี้ให้เห็นว่า พระสยามเทวาธิราชอาจจะถูกเคลื่อนย้ายมาประดิษฐานเป็นการถาวรไว้ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตั้งแต่ในขวบปีแรกของรัชกาลที่ 5 ซึ่งควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการรื้อพระที่นั่งหมู่พระพุทธมหามณเฑียร หรือการรื้อแม้แต่พระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งก็เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์เช่นกัน
การจุดธูปเทียนสักการะพระสยามเทวาธิราช ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ย่อมแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติต่อเทวดาอารักษ์ของประเทศสยามในฐานะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างชัดเจน ทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงสิทธิธรรมของพระมหากษัตริย์ผู้ผ่านพระราชพิธีดังกล่าว ที่ได้รับจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนแผ่นดินในนามของ “รัฐชาติ” ซึ่งเป็นจินตกรรมใหม่ของยุคสมัยนั้นไปด้วยในคราวเดียวกันนั่นเอง (มีต่อ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
