bg-single

พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (4)

12.04.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ดังได้กล่าวถึงไว้ในตอนที่แล้วว่า รัชกาลที่ 5 ทรงนำรูปของพระสยามเทวาธิราชออกสู่สายตาของประชาราษฎร์ในแวดวงที่แพร่หลายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในรัชสมัยของพระราชบิดาของพระองค์ โดยผ่านทางการอัญเชิญรูปของเทวดาอารักษ์ของประเทศองค์นี้ไปประดิษฐานไว้บนเหรียญที่ระลึกสำคัญต่างๆ จนสร้างเสริมจินตนาการรางๆ ของรัฐที่มีเทวดาถือพระขรรค์ และทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ คอยปกปักรักษาให้ไพร่ฟ้าประชาชนพ้นจากภัยอันตรายทั้งหลาย ซึ่งก็ย่อมรวมถึงภัยจากอำนาจของชาติเจ้าอาณานิคมด้วย

การเผยแพร่รูปพระสยามเทวาธิราชในทำนองนี้ ถึงจะเป็นไปโดยกลวิธีเดียวกับที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกใช้ในการเผยแพร่อุดมการณ์แห่งชาติของตนเอง ผ่านรูปเทพ หรือเทพีประจำรัฐชาติของตนเองมาก่อนแล้วในช่วงร่วมสมัยกันนั้น

แต่รัชกาลที่ 5 ก็ไม่ได้ทรงปฏิบัติต่อพระสยามเทวาธิราช ในฐานะร่างจำแลงของประเทศ ตามอย่างโลกตะวันตกเพียงอย่างเดียว

เพราะพระองค์ก็ทรงปฏิบัติต่อเทวดาอารักษ์องค์นี้ในมุมของความศักดิ์สิทธิ์ด้วย

แถมยังดูเหมือนว่า พระองค์จะเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของของเทพผู้ปกปักรักษาสยามองค์นี้ให้มีความหมายชัดเจนเสียยิ่งกว่าที่พระราชบิดาของพระองค์ทรงเคยกระทำไว้อีกต่างหาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้มีกรณีสำคัญที่ชัดเจนยิ่ง จากการที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการบางอย่างต่อเทพยดาอารักษ์ของสยามองค์นี้อย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรกก็คือ การย้ายที่ประดิษฐานพระสยามเทวาธิราชเอาไปไว้ยังสถานที่ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ ตามมณฑลจักรวาลในปรัมปราคติ ส่วนประการที่สองก็คือ พระสยามเทวาธิราชที่มีรูปพระพักตร์อย่างพระราชบิดาของพระองค์ ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 4 นั่นเอง

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการย้ายที่ประดิษฐานรูป “พระสยามเทวาธิราช” ออกจากพระที่นั่งทรงธรรม ไปไว้ยังที่พระที่นั่งซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญต่อสิทธิธรรมในการปกครองของพระมหากษัตริย์ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์อย่าง “พระที่นั่งไพศาลทักษิณ”

พระที่นั่งไพศาลทักษิณตั้งอยู่ระหว่างท้องพระโรงหน้ากับพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน ลักษณะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก มีความยาว 35 เมตร กว้าง 8 เมตร ใช้เป็นที่ประทับทรงพระสำราญและประกอบพระราชกรณียกิจบางประการ เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการภายใน หรือให้เจ้านายฝ่ายในเฝ้า ใช้เป็นที่เสวยพระกระยาหาร

โดยพระที่นั่งองค์นี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยแรกสร้างกรุงเทพฯ คือสมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว

พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง //ภาพจาก FB พิกุลบรรณศาลา

น่าสังเกตด้วยที่คำว่า “ไพศาลทักษิณ” นั้น หมายถึง “ผู้ยิ่งใหญ่ทางทิศใต้”

ตามความเชื่อในจักรวาลวิทยาของพุทธศาสนา ที่แพร่หลายอยู่ในสยามมาตั้งแต่ในยุคเก่าก่อนกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ระบุว่า “พระจักรพรรดิราช” คือราชาผู้เป็นใหญ่เหนือราชาทั้งหลาย และเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทางโลก เทียบเคียงกับ “พระพุทธเจ้า” อันเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทางธรรมนั้น จะอุบัติขึ้นเฉพาะใน “ชมพูทวีป” ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามปรัมปราคติดังกล่าว

(แน่นอนว่า ตามความเชื่อเดียวนี้ พระพุทธเจ้าก็จะประสูติเฉพาะแต่ในชมพูทวีปนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของชมพูทวีป ตามความเชื่อในชุดปรัมปราคตินี้ได้เป็นอย่างดี)

ดังนั้น ประเด็นสําคัญอย่างหนึ่งในที่นี้ก็คือ การที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณนั้นตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ นี่เอง

เพราะชื่อของ “พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ” นี้ มีความหมายว่า “ที่ออกว่าราชการของพระอินทร์” ซึ่งตั้งอยู่บนเขาพระสุเมรุ ดังนั้น จึงยิ่งเป็นการย้ำชัดในความหมายเชิงสัญลักษณ์ลงไปอีกว่า “พระที่นั่งไพศาลทักษิณ” ก็คือ “ชมพูทวีป” ซึ่งมี “พระจักรพรรดิราช” ประทับ

แถมพระที่นั่งองค์นี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

“พระสยามเทวาธิราช” ภาพซ้าย : พระสยามเทวาธิราช สมัยรัชกาลที่ ๔, ภาพขวา : พระป้าย สมัยรัชกาลที่ ๕ พระพักตร์เหมือน รัชกาลที่ ๔ (สร้างคล้ายพระสยามเทวาธิราช) ภาพจาก FB โบราณนานมา

ดังนั้น ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณนี้จึงเป็นที่ประดิษฐานของวัตถุสำคัญที่ใช้ในพระราชพิธีดังกล่าว อันประกอบไปด้วย

1) พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ซึ่งใช้เป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประดิษฐานอยู่เกือบสุดองค์พระที่นั่งด้านทิศตะวันออก ตรงหน้าพระทวารที่ลงจากหอพระสุลาลัยพิมาน

และ 2) พระที่นั่งภัทรบิฐ เป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประดิษฐานอยู่สุดองค์พระที่นั่งด้านตะวันตก ตรงหน้าพระทวารที่ลงจากหอพระธาตุมณเฑียร

นอกจากนี้ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณยังมีการประดับประดาไว้ด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งวาดขึ้นในรัชกาลที่ 3 โดยเป็นภาพจำลองสรวงสวรรค์ เช่น ภาพเล่าเรื่องประวัติและสวรรค์ของพระอินทร์ ภาพเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ภาพเทวดา เป็นต้น

ภาพเขียนเหล่านี้ย่อมช่วยเสริมส่งความหมาย และความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่สถาปนาผู้ดํารงตําแหน่งพระมหากษัตริย์ให้มีสถานะดั่งองค์สมมติเทพ ที่ประกอบขึ้นภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณอย่างไม่ต้องสงสัย

และพร้อมกันนั้น ยังสามารถกล่าวได้ว่า “พระที่นั่งไพศาลทักษิณ” เป็นที่อุบัติของ “พระจักรพรรดิราช” ผ่าน “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่า พระที่นั่งองค์นี้ก็คือการจำลอง “ชมพูทวีป” ตามจักรวาลวิทยาของพุทธศาสนานั่นเอง

พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

การที่รัชกาลที่ 5 ทรงนำรูป “พระสยามเทวาธิราช” เข้ามาประดิษฐานอยู่ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณนั้น จึงเป็นการนำเอาเทพอารักษ์ของสยามประเทศองค์นี้ ผนวกเข้าไปอยู่ในมณฑลของจักรวาลวิทยาดังกล่าวพร้อมไปคราวเดียวกันนี้ด้วย

โดยเฉพาะเมื่อได้นำเอารูปพระสยามเทวาธิราชเข้าไปประดิษฐานไว้ที่บริเวณตอนกลางของพระที่นั่ง ตรงกับพระทวารเทวราชมเหศวร ที่ตรงหน้าเป็นตั้งเทวรูปพระสรัสวดี ขนาบทั้งสองข้างไว้ด้วยพระวิมานองค์ด้านตะวันออก ตั้งเทวรูปพระอิศวรและพระอุมา พระวิมานองค์ด้านตะวันตก ตั้งพระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งต่างก็ถือเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูทั้งสิ้น

ตำแหน่งการจัดวางที่นำเอารูปพระสยามเทวาธิราชไปตั้งอยู่ในตำแหน่งตรงกลางของมวลหมู่เทพเจ้าสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ราวกับเป็นรูปเคารพประธานของรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพระสยามเทวาธิราช ในจักรวาลวิทยาภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณได้อย่างชัดเจนยิ่ง

การนำเอารูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มาประดิษฐานเอาไว้ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทั้งพระสยามเทวาธิราช และเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ย่อมมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า บรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็ร่วมเป็นสักขีพยานในการประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ภายในพระที่นั่งองค์นี้ โดยเฉพาะพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมกับที่เป็นผู้มอบสิทธิธรรมในการปกครองประเทศสยาม ให้แก่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกอบพระราชพิธีนี้ด้วย

โดยหากจะว่ากันตามลำดับฐานันดรศักดิ์ของการจัดวางรูปพระสยามเทวาธิราช ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณแล้ว เทวดาอารักษ์ประจำสยามประเทศ อันเป็นรัฐชาติใหม่ที่เพิ่งเกิด (ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้อยู่ในรูปในรอยของรัฐชาติสมัยใหม่อย่างเต็มรูปนัก) ในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ดูเหมือนว่าจะวางหน้าที่ให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีความชอบธรรมสูงสุด ในการมอบสิทธิธรรมในการปกครองประเทศสยามให้แก่กษัตริย์ผู้ผ่านการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วนั่นเอง

พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้นำเอาพระสยามเทวาธิราชเข้าไปประดิษฐานภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณเมื่อไหร่แน่

แต่ข้อมูลบางแห่งได้อ้างว่า ถูกย้ายเมื่อคราวที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระที่นั่งหมู่พระพุทธมหามณเฑียร ซึ่งได้มีการรื้อพระที่นั่งทรงธรรมออกจากพระบรมมหาราชวังในคราวเดียวกันนั้นด้วย

หมู่พระพุทธมหามณเฑียรที่ว่านี้ก็คือ พระราชมณเฑียรในสวนขวา ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 แล้ว และรัชกาลที่ 4 ได้ทรงสถาปนาให้เป็น “พระพุทธมณเฑียร” ขึ้นในภายหลัง แต่ต่อมาชำรุดโทรมลงจนซ่อมแซมไม่ได้ จึงต้องรื้อถอนออกในสมัยรัชกาลที่ 5

อย่างไรก็ดี ข้อความใน “พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5” อันเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้น ได้ระบุถึงการเจริญพระพุทธมนต์ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที 5 เมื่อ พ.ศ.2411 เอาไว้ว่า

“ในเวลาพระสงฆ์สวดมนต์นั้น ทรงจุดธูปเทียนสักการะที่พระสยามเทวาธิราช ที่พระที่นั่งอัฐทิศ และพระที่นั่งภัทรบิฐทั้ง 3 แห่ง”

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อ พ.ศ.2411 นี้ นับเป็นการบรมราชาภิเษกครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่เมื่อก้าวเข้าสู่ขวบปีแรกในรัชสมัยของพระองค์ ก่อนที่ต่อมาจะมีการจัดพระราชพิธีดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อเรือน พ.ศ.2415 ด้วยเหตุผลที่บางท่านเสนอว่า เป็นเหตุมาจากเรื่องการเมืองภายในของยุคสมัยดังกล่าว

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม ข้อความในพระราชพงศาวดารข้างต้นก็ชี้ให้เห็นว่า พระสยามเทวาธิราชอาจจะถูกเคลื่อนย้ายมาประดิษฐานเป็นการถาวรไว้ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตั้งแต่ในขวบปีแรกของรัชกาลที่ 5 ซึ่งควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการรื้อพระที่นั่งหมู่พระพุทธมหามณเฑียร หรือการรื้อแม้แต่พระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งก็เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์เช่นกัน

การจุดธูปเทียนสักการะพระสยามเทวาธิราช ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ย่อมแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติต่อเทวดาอารักษ์ของประเทศสยามในฐานะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างชัดเจน ทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงสิทธิธรรมของพระมหากษัตริย์ผู้ผ่านพระราชพิธีดังกล่าว ที่ได้รับจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนแผ่นดินในนามของ “รัฐชาติ” ซึ่งเป็นจินตกรรมใหม่ของยุคสมัยนั้นไปด้วยในคราวเดียวกันนั่นเอง (มีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’