เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่
“ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยสามารถตบเท้าทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2027 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้สำเร็จ หลังจากรวมพลังกันเฉือนชนะ เติร์กเมนิสถาน 2-1 ในเกมรอบคัดเลือก นัดสุดท้าย กลุ่มดี ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่าน ส่งผลให้คว้าแชมป์กลุ่มดีทะยานเข้ารอบแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
จากจุดเริ่มต้นเส้นทางไปสู่เอเชี่ยนคัพ 2027 ของทีมชาติไทยภายใต้การคุมทีมของ มาซาทาดะ อิชิอิ กุนซือชาวญี่ปุ่น เริ่มจากนัดแรก เปิดบ้านชนะ ศรีลังกา 1-0 แต่ว่านัดสองบุกไปพ่ายให้กับ เติร์กเมนิสถาน 1-3 ทำให้หนทางเริ่มยากลำบากขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่อิชิอิมาแก้ตัวด้วยการเก็บชัย 2 นัดเหนือ ไต้หวัน ทั้งเปิดบ้านชนะ 2-0 และบุกถล่มขาดลอย 6-1
อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะทำให้ มาซาทาดะ อิชิอิ ได้อยู่ต่อ และเกิดการเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ตัดสินใจแต่งตั้ง แอนโธนี่ ฮัดสัน เฮดโค้ชชาวอังกฤษเข้ามากุมบังเหียนแทน
พร้อมกับความคาดหวังสุดท้าทายกับตั๋วรอบสุดท้าย เอเชี่ยนคัพ 2026 เป็นเดิมพัน
แอนโธนี่ ฮัดสัน ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นทีมชาติไทย โดยเรียกนักเตะที่มีประสบการณ์เข้ามาเสริมทัพ ทั้ง “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน และ “ตังค์” สารัช อยู่เย็น ผสมผสานแกนหลักกำลังสำคัญอย่าง “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ เพลย์เมกเกอร์กัปตันทีม รวมทั้งนักเตะลูกครึ่งมากมายหลายคน และบรรดาเหล่าแข้งดาวรุ่ง
จนในที่สุดช้างศึกภายใต้การคุมทัพของฮัดสัน สามารถทำผลงานคว้าชัย 2 นัดสุดท้ายด้วยการบุกถลุง ศรีลังกา 4-0 และปิดจ๊อบเฉือนชนะ เติร์กเมนิสถาน 2-1 ทำให้หลังลงเตะครบ 6 นัด ทีมชาติไทย ชนะ 5 นัด และแพ้ไปเพียง 1 นัด เก็บได้ทั้งหมด 15 แต้ม คว้าอันดับ 1 ของกลุ่มดี
ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย เอเชี่ยนคัพ 2027 ได้สำเร็จ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การเตรียมทีมสำหรับรอบสุดท้าย เอเชี่ยนคัพ 2027 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในระหว่างวันที่ 7 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งยังมีเวลาเหลืออยู่อีกกว่า 9 เดือนเลยทีเดียว โดยทาง “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้วางแผนในการอุ่นเครื่อง และระดมเสริมทัพแข้งลูกครึ่งเข้ามาอีกเพียบ
ช่วงเวลาหลังจากนี้ “ช้างศึก” ทีมชาติไทยมีโปรแกรมอุ่นเครื่องและทัวร์นาเมนต์รวมทั้งหมด 4 ช่วง
ประกอบด้วย ฟีฟ่าเดย์ ช่วงวันที่ 1-9 มิถุนายน, ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2026 ช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม-26 สิงหาคม, ฟีฟ่าเดย์ ช่วงวันที่ 21 กันยายน-6 ตุลาคม, ฟีฟ่าเดย์ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 52 ช่วงวันที่ 9-17 พฤศจิกายน
สำหรับช่วงฟีฟ่าเดย์นั้น สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เตรียมหาชาติแข็งแกร่งมาลับแข้งอย่างทีมชาติจีน และชาติอื่นๆ ที่พร้อมทาบทามเข้ามาร่วมศึกฟุตบอลคิงส์คัพ และที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ ศึกชิงแชมป์อาเซียน 2026 ซึ่งทีมชาติไทยเพิ่งเสียแชมป์ให้กับเวียดนามไป ทำให้เป้าหมายครั้งนี้คือการทวงแชมป์กลับคืนมาสถานเดียวเท่านั้น
ส่วนการที่มาดามแป้งเตรียมดึงตัวนักเตะลูกครึ่งฝีเท้าดีเข้ามาเสริมทัพช้างศึกนั้น ก่อนหน้านี้มาดามแป้งเคยพูดคุยกับนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งอินโดนีเซีย ถึงแนวทางในการเฟ้นหานักเตะลูกครึ่ง หรือลูกเสี้ยว เข้ามาติดทีมชาติ ซึ่งอินโดนีเซียก็ทำให้เห็นมาแล้ว และเกือบที่จะได้ผ่านเข้าไปฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้ายด้วย
เช่นเดียวกับวิธีการของทีมชาติเวียดนาม ที่ใช้นักเตะเชื้อชาติบราซิลที่ค้าแข้งในวี-ลีก โอนสัญชาติมาเล่นให้กับทัพดาวแดง ซึ่งเห็นผลลัพธ์มาแล้วกับการคว้าแชมป์อาเซียน 2024 สมัยที่ 3
ดังนั้น แนวทางการใช้นักเตะลูกครึ่งของทีมชาติไทยในเอเชี่ยนคัพ 2027 ก็อาจจะทำให้ทีมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า พื้นฐานนักเตะอาเซียนยังไม่แกร่งพอที่จะชนกับทีมยักษ์ใหญ่เอเชียได้ในเวลานี้

จากตัวผู้เล่นทีมชาติไทย ชุดเจอกับเติร์กเมนิสถาน ทั้งหมด 23 คนก็มีนักเตะลูกครึ่งอยู่ในทีมถึง 6 คนด้วยกัน ประกอบด้วย โจนาธาร เข็มดี กองหลังไทย-เดนมาร์ก, มานูเอล ทอมเบียรห์ กองหลังไทย-เยอรมัน, นิโคลัส มิคเกลสัน วิงแบ๊กไทย-นอร์เวย์, เบนจามิน เดวิส กองหลังไทย-อังกฤษ-สิงคโปร์, จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ กองหน้าไทย-อังกฤษ และ ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร เชื้อสายไทยแท้ แต่เติบโตที่ฝรั่งเศส
ขณะเดียวกันก็มีนักเตะลูกครึ่งอีกมากมายหลายคนที่กำลังค้าแข้งในไทยลีก ไม่ว่าจะเป็น ชาราลัมโบส ชาราลัมบูส (นครราชสีมา), ลีออน เจมส์ (นครราชสีมา), วิลเลี่ยม ไวเดอร์เฌอ (อุทัยธานี), เจมส์ เบอเรสฟอร์ด (อุทัยธานี), นาธาน เจมส์ (บีจี ปทุม), เอเลียส ดอเลาะ (บีจี ปทุม), พาตริก กุสตาฟส์สัน (บีจี ปทุม), แอรอน เกิร์ด (พลังกาญจน์), เควิน ดีรมรัมย์ (ราชบุรี), วิชั่น อินอร่าม (แบงค็อก), อูแซมมา เทียงคาม (ประจวบ)
รวมถึง สยาม แยปป์ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ที่เล่นในเคลีก 2 ประเทศเกาหลีใต้ และ พลเอก มณีกร เจนเซ่น เด็กไทยแท้แต่เกิดและโตที่ประเทศเดนมาร์ก โดยนักเตะเหล่านี้ถือเป็นนักเตะลูกครึ่งไทยที่กระจายไปอยู่ทั่วทุกแห่งในฟุตบอลลีกของเมืองไทย และมีโอกาสที่จะพัฒนาฝีเท้าก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชาติไทยในอนาคตต่อไปได้
นอกจากนี้ ยังมีนักเตะลูกครึ่งอีกเป็นจำนวนมากที่ค้าแข้งในต่างประเทศ และกำลังได้รับการจับจ้องจากสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และมาดามแป้ง ที่พร้อมกระชากตัวเข้ามาเสริมแกร่งให้กับทัพช้างศึก สำหรับการเตรียมความพร้อมสู้ศึกเอเชี่ยนคัพ 2027 รอบสุดท้าย บนแผ่นดินเศรษฐีน้ำมัน
ไม่ว่าจะเป็น เฟลิกซ์ พาสเค กองกลางไทย-เยอรมัน (ดอร์ทมุนด์), ซิลวา เม็กเซส ปีกไทย-เวลส์ (แมนยู), เอราวัณ การ์นิเย่ ปีกไทย-ฝรั่งเศส (ล็องส์), เอริก คาห์ล แบ๊กซ้ายไทย-สวีเดน (สโมสร AGF) ในลีกสูงสุดประเทศเดนมาร์ก และกำลังลุ้นติดสวีเดนชุดใหญ่, พีรวัส ฟินน์ บราวน์ กองหลังไทย-เยอรมัน, จอห์น มิตติเนน กองกลางไทย-สวีเดน ซึ่งเคยมีชื่อซ้อมทีมชาติไทย ยู-20
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาเดรียน สยาม สค็อกมาร์ กองกลางไทย-สวีเดน ซึ่งค้าแข้งอยู่กับสโมสรมัลโม่ และ อเล็กซานเดอร์ ทองละเอียด แบ๊กขวาไทย-สวีเดน ของสโมสรทรอมเซอ อีแอล โดยทั้งสองคนนี้อาจจะเป็นเซอร์ไพรส์ของมาดามแป้งที่เคยประกาศเอาไว้ว่าในเอเชี่ยนคัพ 2027 จะมีเซอร์ไพรส์แข้งลูกครึ่งอย่างแน่นอน และอยากให้ทุกคนรอดูว่าจะมีเซอร์ไพรส์มากแค่ไหน
ช่วงเวลาอีก 9 เดือนต่อจากนี้ ทีมชาติไทยมีเวลามากพอสำหรับการเตรียมทีมสู้ศึกเอเชี่ยนคัพ 2027 ซึ่งมีทั้งเกมอุ่นเครื่องช่วงฟีฟ่าเดย์, ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 52 และศึกชิงแชมป์อาเซียน เป็นด่านทดสอบสำคัญ รวมทั้งการระดมเฟ้นแข้งลูกครึ่งเสริมทัพจะทำให้ทีมชาติไทยแข็งแกร่งมากขึ้น
แต่จะแกร่งพอสำหรับการต่อกรกับยักษ์ใหญ่ของทวีปเอเชียได้หรือไม่? ต้องติดตาม…
