bg-single

‘การละเล่น’ เป็น ‘การแสดง’

19.04.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

การละเล่นในพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้วเป็นต้นทางการแสดงมหรสพที่สืบเนื่องถึงสมัยหลังจนปัจจุบัน ในทางกลับกัน การแสดงมหรสพสมัยหลังจนปัจจุบันมีต้นทางจากการละเล่นในพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว

การละเล่น เป็นกิจกรรมร่วมกันของทุกคนในชุมชนต่างมีส่วนร่วมเล่นในพิธีกรรม แม้ในการเสด็จพระราชดำเนินของพระราชาเพื่อประกอบพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมีประชาชนเนืองแน่นเฝ้าแหนรับเสด็จ ซึ่งประชาชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม (หมายถึงประชาชนไม่ใช่คนดู)

การแสดง แยกกันต่างหากอย่างเด็ดขาดระหว่างคนแสดงกับคนดู เป็นคนละส่วนโดยไม่เกี่ยวข้องกัน คนแสดงมีหน้าที่แสดงให้คนดู ส่วนคนดูมีหน้าที่ดู ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดง

“ร้องรำทำเพลง” และ “ดีดสีตีเป่า” เป็นคำคล้องจองเก่าที่มีมานานมากจนสืบค้นหา ต้นตอไม่ได้ ครั้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ทางการได้ผูกศัพท์ใหม่แทนคำคล้องจองเก่าร้องรำทำเพลงและดีดสีตีเป่าว่า “นาฏศิลป์และดนตรี”

ต่อมาตำราแบบแผนของรัฐราชการรวมศูนย์บอกว่า นาฏศิลป์และดนตรีของไทยมีกำเนิดจากอินเดียเมื่อมีการติดต่อรับวัฒนธรรมอินเดีย (ราวหลัง พ.ศ.1000) แต่หลักฐานตามจริง นาฏศิลป์และดนตรีของอินเดียมีโครงสร้างต่างกันมากกับนาฏศิลป์และดนตรีในไทย เช่น อินเดียเร่าร้อน, รุนแรง, รวดเร็ว ส่วนไทยเนิบช้า แต่อาจมีลักษณะปลีกย่อยบางอย่างแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เช่น ท่ารำบางอย่างในไทยรับจากอินเดีย, เครื่องดนตรีบางชิ้นของไทยได้จากอินเดีย ฯลฯ

ร้องรำทำเพลงกับดีดสีตีเป่าหรือนาฏศิลป์และดนตรีที่แท้จริง เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ที่มีกำเนิดจากการละเล่นในพิธีกรรมทางศาสนาผี ด้วยภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต เมื่อหลายพันปีมาแล้ว (สมัยนั้น “ไม่ไทย” แต่เป็นต้นทางต่อไปข้างหน้าเป็น “ไทย”) หลักฐานเก่าสุดที่พบขณะนี้เป็นลายสลักบนเครื่องมือทำด้วยสำริด (โลหะผสม) เป็นรูปคนแต่งกายคล้ายหญิง 3 คน กำลังมีการละเล่นทางศาสนาผีในพิธีกรรมหลังความตาย ราว 2,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1 (ขุดพบในหลุมฝังศพที่เวียดนาม) คือต้นทางพัฒนาการเป็นการแสดงสมัยปัจจุบัน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกลอนร่าย, กลุ่มกลอนลำ และกลุ่มกลอนเพลง

1. กลุ่มกลอนร่าย หมายถึงกลุ่มมีฉันทลักษณ์เป็นร่าย ใช้ทำขวัญ, เจรจาโขน และเซิ้ง

ทำขวัญ เป็นพิธีกรรมทางศาสนาผีที่เชื่อเรื่องขวัญมี 3 อย่าง คือ เรียกขวัญ, สู่ขวัญ และส่งขวัญ

ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดียถูกปรับใช้ในศาสนาพุทธเรียก สวด เช่น สวดมหาชาติคำหลวง, เทศน์ เช่น เทศน์มหาชาติ (ร่ายยาว), เจรจาโขน ใช้ตอนโต้ตอบกันระหว่างพระ, นาง, ยักษ์, ลิง ด้วยฉันทลักษณ์ร่ายยาว (แบบเทศน์มหาชาติ) และสำเนียง “เหน่อ” ยานคาง, เซิ้ง เป็นพิธีกรรมทางศาสนาผีเพื่อขอฝน ได้แก่ เซิ้งบั้งไฟ, เซิ้งนางแมว ฯลฯ หลังรับวัฒนธรรมอินเดีย ถูกปรับใช้ในการละเล่นราชสำนักเรียกระเบ็งหรือโอละพ่อ

2. กลุ่มกลอนลำ หมายถึงกลุ่มใช้ฉันทลักษณ์เป็นกลอนลำ ในการละเล่นแก้บนทางศาสนาผี คือหมอลำ

กลอนลำเป็นร้อยกรองประเภทถือจังหวะน้ำหนักและระดับของเสียงเป็นหลัก ด้วยความยาวไม่แน่นอน หรือไม่จำกัดความยาว และที่สำคัญกลอนลำยังเป็นรากเหง้าของฉันทลักษณ์เรียกโคลง ได้แก่ โคลงลาว, โคลงดั้น, โคลงสี่, โคลงสาม, โคลงสอง

3. กลุ่มกลอนเพลง หมายถึงกลุ่มใช้ฉันทลักษณ์กลอนหัวเดียวและกลอนสัมผัสสลับ

กลอนหัวเดียว คือกลอนเพลงโต้ตอบ ได้แก่ เพลงโคราช, เพลงฉ่อย, เพลงปรับไก่ ฯลฯ

กลอนสัมผัสสลับ คือกลอนส่งสัมผัสท้ายวรรคเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ตายตัว ได้แก่ กลอนร้องเล่น (เพลงกล่อมเด็ก), กลอนบทละคร, กลอนเพลงยาว, กลอนสุภาพหรือกลอนแปด บางทีเรียกกลอนสุนทรภู่

[คำอธิบายได้ต้นทางแนวคิดจากหนังสือ โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกลม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524]

เพลงทรงเครื่องเรื่องพระอภัยมณี (เล่นที่บ้านแม่เหม เจ้าของคณะเอง เมื่อ 15 ตุลาคม พ.ศ.2522 จากหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2550 หน้า 582)

การละเล่นและการแสดง

การละเล่นดั้งเดิม เมื่อสังคมไม่เหมือนเดิมได้ลดความศักดิ์สิทธิ์ลง จึงเปลี่ยนการละเล่นเป็นการแสดง มีตัวอย่างบางรายการดังนี้

เพลงมโหรีกับเพลงปฏิพากย์ แยก 2 อย่าง

(1.) เพลงมโหรี เป็นของหลวง ร้องแบบหลวง มี 2 แบบ ได้แก่ แบบอยุธยา “ร้องเนื้อเต็ม” หมายถึงร้องกับบรรเลงทำนองเคล้าคลอไปพร้อมกัน (เหมือนเพลงสากลและเพลงลูกทุ่ง) และแบบกรุงเทพฯ ไม่ “ร้องเนื้อเต็ม” แต่ร้องแบบเถาตามลำดับ คือ สามชั้น, สองชั้น, ชั้นเดียว ด้วยแบบแผนคนร้อง เมื่อร้องจบแต่ละชั้นต้องส่งให้ดนตรีบรรเลงรับจนจบท่อน จากนั้นคนร้องเริ่มใหม่สลับอย่างนี้จนจบเพลง

(2.) เพลงปฏิพากย์ เป็นชื่อใหม่ของนักวิชาการ แต่ชาวบ้านดั้งเดิมเรียกเพลงโต้ตอบ (นักปราชญ์สมัยก่อนเรียก “เพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชาย”)

รูปแบบเป็นกลอนหัวเดียว ส่วนเนื้อหาด่าทอโต้เถียงหัวหกก้นขวิด สองง่ามสองแง่ของแม่เพลงกับพ่อเพลง ซึ่งสืบเนื่องจากพิธีขอฝนในศาสนาผี โดยไม่มีเครื่องดนตรี แต่ใช้ปรบมือเป็นหลัก ต่อมาอาจเพิ่มกลองและกรับตามความพอใจ

เพลงทรงเครื่อง มาจากเพลงโต้ตอบทั่วไป โดยใช้เพลงฉ่อยเป็นหลัก แล้วเล่นจับเรื่อง และแต่งตัวตามเนื้อเรื่องเหมือนลิเก เช่น พระอภัยมณี, ขุนช้างขุนแผน ฯลฯ

เพลงร้องรำพัน เป็นเพลงเกร็ด บางทีเรียกเครื่องเล่นสนุกสนาน เช่น เพลงขอทาน

ส่วนแหล่เครื่องเล่น มีต้นทางจากเทศน์มหาชาติ เน้นเสียงโหยหวน และลูกคอ ที่มีต้นตออยู่ลุ่มน้ำโขง

เพลงออกสิบสองภาษา หมายถึงเพลงเลียนแบบสำเนียงภาษาชาติต่างๆ ที่คุ้นเคย ได้แก่ มอญ, เขมร, พม่า, ชวา, มลายู, ญวน ฯลฯ

เพลงสำเนียงชาติพันธุ์ต่างๆ มีอย่างเท่าเทียมตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ถึงแผ่นดิน ร.4 มีลักษณะ “ชาตินิยม” ด้อยค่าชาติพันธุ์อื่นที่ “ไม่ไทย”

ลำร้อง มีความหมายต่างกัน ดังนี้ “ลำ” หมายถึงร้องต่อกัน ไม่มีกำหนดความยาว (มีความหมายเดียวกับคำว่า “ขับ”) “ร้อง” หมายถึงเพลงที่มีคำร้องกำหนดความสั้นยาวตอนต้นและตอนจบ

ลำสวด หมายถึงการละเล่นร้องรำทำเพลงแบบบ้านๆ อย่างหัวหกก้นขวิด สองง่ามสองแง่ในงานศพตามความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี ว่าคนตายเพราะขวัญหายจากร่างแล้วหลงทางกลับไม่ถูก ถ้าเรียกขวัญคืนร่างได้ คนก็ฟื้น ดังนั้น เมื่อมีคนตายต้องร่วมกันตีเกราะเคาะไม้ส่งเสียงอึกทึกครึกโครมดังๆ ด้วยหวังว่าขวัญจะกลับถูกทางแล้วคืนร่าง

จำอวด สืบเนื่องจากเล่นลำสวดด้วยมุขตลกต่างๆ อย่างคะนอง จึงถูกเรียกจำอวด ซึ่งมีเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้วตามความเชื่อเรื่องขวัญในการละเล่นเป็นพิธีกรรมหลังความตาย แต่พบหลักฐานเก่าสุดอยู่ในกฎมณเฑียรบาลเป็นตำแหน่ง “จำอวด” สังกัดกรมละครสมัยอยุธยาตอนต้น (แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ) เรือน พ.ศ.2011

ซึ่งแสดงว่าจำอวดมีก่อนหน้านั้นนานมาก และมีความสำคัญต้องกำหนดตำแหน่งมีศักดินา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย