bg-single

พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (5)

24.04.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงระบุเอาไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง “พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5” ของพระองค์เองว่า กำหนดพิธีการต่างๆ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2411 นั้น เป็นกำหนดการที่รัชกาลที่ 4 ทรงจัดวางเอาไว้ด้วยตัวของพระองค์เอง

ดังความที่กรมดำรงฯ ได้ทรงระบุเอาไว้ว่า

“ไต่ถามได้ความจากผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องในการพระราชพิธีครั้งนั้นบ้าง ปรากฏว่าสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนบำราบปรปักษ์ทรงกำหนดรายการตามระเบียบแบบอย่าง ซึ่งพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งไว้ แต่รายการนั้นบางอย่างทรงตั้งเมื่อครั้งบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ 4 บางอย่างทรงตั้งขึ้นต่อภายหลัง พึ่งจะได้เข้าในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 5 เป็นครั้งแรก”

พระสยามเทวาธิราชนั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งจะถูกสถาปนาขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ดังนั้น ในคราวงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 4 นั้น ย่อมไม่มีการบูชาพระสยามเทวาธิราชในมณฑลพิธีของการบรมราชาภิเษกของพระองค์

ดังนั้น พระสยามเทวาธิราชจึงได้มาปรากฏอยู่ในมณฑลพิธีของการบรมราชาภิเษกเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามอย่างที่กรมดำรงฯ ได้ระบุว่า “บางอย่างทรงตั้งขึ้นต่อภายหลัง พึ่งจะได้เข้าในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 5 เป็นครั้งแรก” นี่เอง

หมายความว่า การนำเอาพระสยามเทวาธิราชเข้ามาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในมณฑลพิธีของการบรมราชาภิเษกในสมัยรัชกาลที่ 5 นี่ก็ถูกจัดวางไว้โดยรัชกาลที่ 4

ดังนั้น จึงชวนให้คิดไปได้ว่า การย้ายที่ประดิษฐานรูปของเทวดาอารักษ์ของสยามประเทศองค์นี้ จากพระที่นั่งทรงธรรม มาประดิษฐานที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณนั้น ก็อาจจะเป็นพระราชดำริที่มีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 เพียงแต่เพิ่งจะมีการย้ายจริงในสมัยที่พระราชโอรสของพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ ก็เป็นได้

และก็เป็นไปได้อีกด้วยเช่นกันว่า รัชกาลที่ 4 ไม่ได้มีพระราชดำริที่จะย้ายพระสยามเทวาธิราชมาประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณเป็นการถาวร (เช่นเดียวกับรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายองค์ ที่จะถูกอัญเชิญมาเป็นการเฉพาะในการพระราชพิธีต่างๆ เท่านั้น) การย้ายรูปพระสยามเทวาธิราชมาประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งองค์นี้ เป็นพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 หรือกลุ่มก้อนที่ปรึกษาของพระองค์ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า กระบวนการย้ายรูปพระสยามเทวาธิราชเข้ามาสถิตอยู่ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ซึ่งเกี่ยวข้องในเชิงสัญลักษณ์กับสิทธิธรรมในการปกครองประเทศของกษัตริย์นั้น มีพื้นฐานมาจากแนวคิดในการกำหนดให้ พระสยามเทวาธิราช เป็นหนึ่งในผู้ที่มอบสิทธิธรรมในการปกครองประเทศสยามแก่พระมหากษัตริย์ ผู้ผ่านการบรมราชาภิเษกภายในพระที่นั่งแห่งนี้ คือรัชกาลที่ 4 นั่นเอง

“พระสยามเทวาธิราช” ภาพซ้าย : พระสยามเทวาธิราช สมัยรัชกาลที่ ๔, ภาพขวา : พระป้าย สมัยรัชกาลที่ ๕ พระพักตร์เหมือน รัชกาลที่ ๔ (สร้างคล้ายพระสยามเทวาธิราช) ภาพจาก FB โบราณนานมา

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2411 นั้น นับเป็นการบรมราชาภิเษกครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่เมื่อก้าวเข้าสู่ขวบปีแรกในรัชสมัยของพระองค์ เพื่อครองราชสมบัติต่อจากพระราชบิดาคือ รัชกาลที่ 4 ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ยังมีพระชนมายุแค่เพียง 15 พรรษาเท่านั้นเอง

การที่พระองค์ยังไม่ทรงถึงวัยที่จะบรรลุนิติภาวะ จึงทำให้การบริหารราชการบ้านเมืองขณะนั้นจำต้องมี “ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน” คอยช่วยเหลือ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรเลยสักนิด ที่ผู้มารับตำแหน่งดังกล่าวนี้จะมาจากตระกูลใหญ่ ซึ่งมีอำนาจและบทบาทสำคัญในการเมืองสยามมาตลอดในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างตระกูล “บุนนาค”

และใครคนนั้นก็มีชื่อว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค, พ.ศ.2351-2426)

ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระชนมายุครบ 20 พรรษา ได้ผนวชเป็นภิกษุในเดือนตุลาคม พ.ศ.2416 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา 15 วัน โดยหลังจากทรงลาสิกขา ทรงให้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2416

เกี่ยวกับเรื่องนี้คุณฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์ ได้แสดงความเห็นไว้ในหนังสือเรื่อง “การเมืองในราชสำนักฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ 5” (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2562 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน) ในทำนองที่ว่า รัชกาลที่ 5 ทรงอ้างเหตุผลในการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เอาไว้ว่า การเสด็จออกผนวชเป็นการสละราชสมบัติตามหลักพระพุทธศาสนา โดยเมื่อทรงลาผนวช ก็จำเป็นต้องจัดพระราชพิธีขึ้นอีกครั้ง จึงจะเป็นการถูกต้องและชอบด้วยประเพณี

อย่างไรก็ตาม การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ยังได้มีการแฝงกุศโลบายทางการเมืองเอาไว้ด้วย นั่นก็คือ เป็นการแสดงให้ผู้คนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวสยามหรือชาวต่างชาติได้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยามประเทศโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ทั้งยังเป็นการแสดงให้ไพร่ฟ้าประชาชน และกลุ่มชนชั้นนำทั้งปวงของสยามในขณะนั้นเป็นที่ประจักษ์ไปในคราวเดียวกันด้วยว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ไม่ได้เป็นผู้สำเร็จราชการอีกต่อไป ด้วยพระองค์มีพระชนมายุ 20 พรรษา สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์

ดังนั้น ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ รวมทั้งอำนาจทั้งหมดที่มีในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจะต้องสิ้นสุดลงด้วยเช่นกัน

พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง //ภาพจาก FB พิกุลบรรณศาลา

ข้อคิดเห็นข้างต้นของคุณฉัตรดาวย้ำเตือนให้เราคำนึงถึงข้อสันนิษฐานของผู้สนใจในประวัติศาสตร์อีกหลายท่าน ที่มักเชื่อมโยงถึงมูลเหตุในการสถาปนาพระสยามเทวาธิราช กับการเมืองภายในของสยามประเทศในช่วงก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะกับสกุลบุนนาค ตามอย่างที่ผมได้เล่าถึงเอาไว้แล้วในตอนที่ 2 ของข้อเขียนชุดนี้

การนำรูปพระสยามเทวาธิราชเข้าเป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้เป็นพยานในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และยังเป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนยันถึงสิทธิธรรมในการปกครองจินตกรรมถึงรัฐชาติแบบใหม่ที่เรียกว่า “สยาม” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ในแง่เชิงความเชื่อ และพิธีกรรมอย่างไม่ต้องสงสัย

ดังนั้น ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังไม่พบ (หรือยังไม่มีการเผยแพร่?) หมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2416 แต่เข้าใจว่า ในแง่ของรายละเอียดเชิงพิธีกรรมความเชื่อ ซึ่งก็หมายรวมไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ถูกอัญเชิญเข้ามาในพิธีนั้น ก็ควรที่จะไม่แตกต่างไปจากในพระราชพิธีเดียวกันเมื่อเรือน พ.ศ.2411 นัก

ซึ่งนั่นก็หมายความด้วยว่า ควรจะมีการจุดธูปเทียนสักการะพระสยามเทวาธิราช เมื่อมีการเจริญพระพุทธมนต์ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เมื่อมีการประกอบพระราชพิธีครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อลำดับและกำหนดการในพระราชพิธีนี้ เป็นสิ่งที่ถูกสร้างเอาไว้โดยรัชกาลที่ 4 แล้ว

แถมพระสยามเทวาธิราชนี้ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เป็นเทวดาอารักษ์ ประจำรัฐชาติแบบใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงสิทธิธรรมอันสมบูรณ์ในการปกครองของกษัตริย์ผู้ผ่านการบรมราชาภิเษกต่อหน้าเทวดาอารักษ์ผู้ปกปักรักษารัฐชาติประดิษฐ์ใหม่แห่งนี้ ในเชิงอุดมคติอย่างมีนัยยะสำคัญ

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

ถึงแม้คุณฉัตรดาวจะบอกเอาไว้ด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 จนเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี แต่คนทั่วไปก็ยังเรียกท่านว่า “ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน” และยังเป็นหัวหน้าคณะเสนาบดีที่ได้รับการยอมรับจากรัชกาลที่ 5 ให้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ช่วยทำนุบำรุงบ้านเมือง มีอำนาจสิทธิ์ขาดสั่งประหารชีวิตนักโทษร้ายแรง และยังคงมีบทบาทเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในบ้านเมืองตลอดมาก็ตาม

แต่นั่นก็ไม่เป็นอะไร ในเมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในประเทศสยามเวลานั้น ซึ่งก็รวมถึงพระสยามเทวาธิราช ต่างก็ได้มอบสิทธิธรรมในการปกครองประเทศให้กับรัชกาลที่ 5 ผ่านทางพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะในแง่หนึ่งอะไรที่เรียกว่า “พิธีบรมราชา” นั้น ก็ไม่ใช่เป็นเพียง “พิธีกรรม” แต่เป็น “นาฏกรรม” ของรัฐ อย่างที่มีศัพท์เรียกในวงวิชาการเป็นการเฉพาะว่า “รัฐนาฏกรรม” ด้วย

แนวคิดเรื่องรัฐนาฏกรรมนั้น มองพิธีกรรมต่างๆ ว่า เปรียบได้กับเป็นการแสดงละคร ให้สมกับบทบาทหน้าที่ซึ่งถูกสวรรค์กำหนดเอาไว้ นาฏกรรมของรัฐนั้นไม่มีเวทีเฉพาะ เพราะรัฐทั้งรัฐนั่นแหละที่เป็นโรงละคร ซึ่งก็ทำให้ราษฎรทุกคนในรัฐต่างก็มีบทบาทที่จะต้องมาเข้าฉากนั้นด้วย และนั่นก็ทำให้นาฏกรรมของรัฐจึงต้องหรูหรา สง่างาม และยิ่งใหญ่อยู่เสมอ

โดยแนวคิดเรื่องรัฐนาฏกรรมนี้ได้รับการยอมรับในแวดวงวิชาการ และถูกนำมาใช้ในการอธิบายรัฐจารีตของอุษาคเนย์อยู่เสมอ

ปราชญ์ผู้ล่วงลับอย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้สรุปเคยถึง “รัฐนาฏกรรม” เอาไว้อย่างกระชับ และเข้าใจง่ายว่า

“สารของนาฏกรรมของรัฐอาจไม่ต้องการเล่าถึงความผันแปรของชีวิต แต่ก็ตอกย้ำระเบียบของสังคมตามอุดมคติ คือลำดับศักดิ์และบารมีของผู้คนที่ไม่เท่าเทียมกัน และความสัมพันธ์ที่ต้องเคารพต่อความต่างศักดิ์และบารมีดังกล่าว เพราะนี่คือกฎระเบียบอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยให้สังคมดำรงอยู่อย่างสงบสุขได้…นาฏกรรมของรัฐนั้นไม่ใช่ความสง่างาม มีสีสันและมโหฬารเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยผดุงระเบียบทางสังคมให้ ‘ดู’ เป็นจริงไว้ด้วย”

ดังนั้น หากจะมองผ่านเลนส์แบบ “รัฐนาฏกรรม” แล้ว “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ก็คือระเบียบที่จะช่วยให้สังคมสงบสุข และหากใครที่คิดจะทำลายพิธีกรรมอันช่วยส่งเสริมให้ระเบียบนั้นเข้มแข็งแล้ว ใครคนนั้นก็ย่อมเป็นผู้ทำลายความสุขสงบของสังคม ในสายตาของผู้คนภายในรัฐแห่งนั้นด้วย

ในมุมมองอย่างนี้ “พระสยามเทวาธิราช” ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกปักรักษาระเบียบของรัฐแบบใหม่ ที่แตกต่างออกไปจากรัฐจารีตที่เคยมีมาก่อนในอุษาคเนย์ เทวดาผู้ปกปักรักษาประเทศสยามองค์นี้จะสำแดงพลังอำนาจได้มากที่สุดก็ต่อเมื่อปรากฏตัวผ่าน “นาฏกรรม” ที่เรียกว่า “พิธีกรรม” อย่าง “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” นั่นเอง (มีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย