E-DUANG
การโอภาปราศรัยระหว่างหัวขบวนพรรคภูมิใจไทยกับหัวขบวนพรรคกล้าธรรมในห้วงแห่งการประชุมรัฐสภา”วันแถลงนโยบาย”รัฐบาลได้รับ การตีและขยายความอย่างคึกคัก
เพราะมิได้มีแต่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ หากแต่ยังมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล
ณ เบื้องหน้า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
เหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาอย่างปรกติ เมื่อมีการประชุมร่วมแต่ละฝ่ายก็ล้วนเป็น”สมาชิกรัฐสภา”การพบและโอภาด้วยกัปปิยโวหารย่อมเกิดขึ้นได้
แล้วเหตุใดจึงได้กลายเป็น”ประเด็น”ไม่เพียงแต่ต่อ”ฝ่ายค้าน”หาก แม้กระทั่งภายใน”รัฐบาล”ด้วยกัน
คำตอบที่ตรงเป้าที่สุด เพราะว่านี่คือ “สัญญะ”
เมื่อเป็นสัญญะย่อมนำไปสู่”สัญญาณ” เมื่อมาจาก”นายกรัฐมน
ตรี”ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค”ภูมิใจไทย” นี่ย่อมมิได้เป็นการสื่อระหว่างเพื่อน เก่าในทางการเมืองเท่านั้น
หากแต่ตอกย้ำถึง”ยุทธวิธี”และการจัด”กำลัง”ในทางการเมือง
สัญญาณในที่นี้มิได้สะท้อนเพียงให้ได้รับรู้ว่าเหตุปัจจัยอันทำให้พรรคกล้าธรรมมิได้ร่วมรัฐบาลเป็นเพียงสถานการณ์”ชั่วคราว”โอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้
ผลก็คือ สายตาที่มองต่อพรรคกล้าธรรมจึงมิได้เป็นฝ่ายค้านอย่างเที่ยงแท้และนิรันดร
หากดำรงอยู่ในลักษณะแห่งการรอคอยเพื่อหวนกลับ
จึงมิได้แปลกที่ท่าทีของพรรคกล้าธรรมในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลจึงดู”ซอฟท์”ลง แตกต่างไปจากท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์
ไม่ว่าจะมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ นายกรณ์ จาติกวณิช
หรือแม้กระทั่งพรรคเสรีรวมไทย หรือพรรคไทยภักดี
คำถามอยู่ที่ว่าการไปจับมือกับพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ของพรรคกล้าธรรมในกรณี”อากาศสะอาด”ยังจำหลักอย่างหนักแน่นต่อไป
หรือเสมอเป็นเพียงเรื่อง”ชั่วคราว”ดุจเดียวกับกรณีอื่นๆ
แม้แนวโน้มนี้อาจจำเป็นต้องอาศัยเวลาแต่ในความรู้สึกของสังคมก็น้อมเอนไปบนหนทางนี้แล้วโดยพื้นฐาน
ทั้งยังดำรงอยู่ด้วยความเต็มใจ ภูมิใจของ”กล้าธรรม”
กระนั้น ปฏิบัติการทางการเมืองของหัวขบวนพรรคภูมิใจไทยก็มิได้มีแต่รายรับ หากแต่ได้ก่อให้เกิดรายจ่ายขึ้นมาในขณะเดียวกัน
เท่ากับยืนยันให้ประจักษ์ต่อ”อนิจจัง”ในทาง”การเคลื่อนไหว”
ด้านหนึ่ง ปฏิบัติการนี้แสดงถึงพืชพันธุ์แห่งไมตรีจิตมิตรภาพที่มีอยู่กับพรรคกล้าธรรม
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง ก็ก่อให้เกิดความระแวง หวั่นไหว
นั่นเท่ากับเป็นการเตือนสถานะและการดำรงอยู่ของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยก็เป็นการดำรงอยู่อย่างเป็นการ”ชั่วคราว”ตามความจำเป็น
เพราะพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยยังมีทางเลือกอยู่กับพรรคกล้าธรรมได้
การดำรงอยู่ของพรรคเพื่อไทยจึงต้องระมัดระวังอย่างเป็นพิเศษ
ในการเตือนนี้เท่ากับเป็นการยืนยันว่าอำนาจในการต่อรองของพรรคเพื่อไทยก็มิได้เป็นหนทางสายเดียว
นี่คือสถานะและความคล่องตัวยิ่งของพรรคภูมิใจไทย
ภายใต้ความจริงแห่งอนิจจังทางการเมืองยิ่งย้ำเน้นให้ทุกพรรคการเมืองสำเหนียกในภาวะพลิกผัน ไม่แน่นอน
บางพรรคอาจต้องสวามิภักดิ์อย่างหมอบราบคาบแก้ว
บางพรรคอาจขับเคลื่อนอย่างมีเข้าใจ รู้เท่าทันและไม่ฝากความหวังไว้กับพลังใดพลังหนึ่งอย่างด้านเดียว
ความเป็นจริงนี้ย่อมมีส่วนกำหนดอนาคตในแต่ละก้าว
