วัดใจ ‘สุรศักดิ์-ทรงศักดิ์’ คุมเกมเฟ้นผู้ว่าการ กกท. กุมชะตากีฬาไทยยาว 8 ปี
เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
เป็นอันว่าคณะรัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 2” ในส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่ “บิ๊กเอ” สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล และในส่วนของ “รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานกีฬาชาติ” ได้แก่ ทรงศักดิ์ ทองศรี ทำหน้าที่กำกับดูแล
ตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานกีฬาชาติ” จะดำรงตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย” หรือประธานบอร์ด กกท.
ภารกิจสำคัญที่จะต้องพิจารณาคือ การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย คนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนกระบวนการสรรหาผู้ว่าการ กกท. คนใหม่ มาดำรงตำแหน่ง
หลังจาก ดร.ก้องศักด ยอดมณี จะครบวาระการบริหารงานเดือนกันยายน 2569
การกีฬาแห่งประเทศไทย เรียกโดยย่อว่า “กกท.” จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 102 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2528 เพื่อจัดตั้ง “การกีฬาแห่งประเทศไทย” (กกท.) แทน “องค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย” (องค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย จัดตั้งเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2507) เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการยกระดับให้มีการบริหารงานอย่างเพียงพอต่อการขยายตัวของการกีฬาในชาติ
และเมื่อมีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ได้มีการจัดตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขึ้น เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 และให้การกีฬาแห่งประเทศไทยโอนไปสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแทนสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2545 เป็นต้นมา
ทำเนียบผู้บริหารสูงสุดตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ที่เรียกว่า ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย เริ่มต้นจาก หลวงสุขุม นัยประดิษฐ์ / กอง วิสุทธารมณ์ / วิลาส บุนนาค / ม.ร.ว.แหลมฉาน หัสดินทร / สมจิตร สิงหเสนี
จากนั้นในตำแหน่งของผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็จะไล่เรียงจาก ไพบูลย์ วัชรพรรณ์ / สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ / ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ / นายแพทย์เจริญทัศน์ จินตนเสรี / สันติภาพ เตชะวณิช / กนกพันธุ์ จุลเกษม / สกล วรรณพงษ์ และ ดร.ก้องศักด ยอดมณี
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ถือเป็นผู้นำคนที่ 13 ของการกีฬาแห่งประเทศไทย เมื่อดูตามวาระของ ดร.ก้องศักด ยอดมณี แล้วนั้น ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2565 นี้ก็จะหมดวาระ 4 ปี ตามสัญญาจ้าง ที่เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2561 เป็นต้นมา

ขั้นตอนแรกของการสรรหาผู้ว่าการ กกท. คนใหม่คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่จะทำกันในการประชุมบอร์ด กกท.
คณะกรรมการสรรหาฯ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับจากภาคส่วนต่างๆ โดยจะมีการเสนอชื่อในการประชุม เพื่อให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ คณะกรรมการสรรหาฯ จะมีกี่คนแล้วแต่ที่ประชุม อาจจะได้ครบทีเดียวเลยทั้งประธาน และคณะกรรมการทั้งหมด หรือได้บางส่วน และรอการพิจารณาบางส่วนก็เป็นไปได้
คณะกรรมการสรรหาฯ จะเป็นคณะทำงานแทนบอร์ด กกท. และจะเป็นผู้กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ ในการคัดเลือกทั้งหมด เมื่อได้คุณสมบัติ และหลักเกณฑ์เรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนการสรรหา ไล่ตั้งแต่ประกาศรับสมัคร, ตรวจคุณสมบัติ, แสดงวิสัยทัศน์, การทดสอบภาษาอังกฤษ, สัมภาษณ์ ฯลฯ
จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ จะสรุปผู้ที่เหมาะสมจากการคัดเลือก ก่อนเสนอชื่อต่อคณะกรรมการ กกท. หรือบอร์ด กกท. เพื่อพิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย และเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป
นั่นคือ กระบวนการตามครรลองที่ปฏิบัติกันมา
คราวนี้ก็เช่นกัน เมื่อเห็นโฉมหน้า “ประธานบอร์ด กกท.” แล้วว่าคือ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าหลายค่าย หลายคนเริ่มขยับตัวเปิดโฉมหน้าเสนอตัวลงสมัครชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าการ กกท.” คนที่ 14 ที่จะคุมค่ายหัวหมาก และจะเป็นผู้กุมชะตาวงการกีฬาของเมืองไทยต่อไปอีกอย่างน้อย 4 ปี หรือขยายเป็น 8 ปีได้
รายแรกที่แสดงความสนใจในการชิงเก้าอี้ และเปิดตัวไปแล้วนั่นคือ “มาดามเก๋” “ดร.เก๋” ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา ภรรยาของ “บิ๊กท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, กรรมาธิการสหพันธ์กีฬาสเก็ตน้ำแข็งนานาชาติ และเจ้าของโครงการ Safeguarding in Sport เพื่อปกป้องนักกีฬาและบุคลากรในวงการกีฬา จากการถูกคุกคามและความรุนแรงทุกรูปแบบ
“มาดามเก๋” เปรียบเสมือนตัวแทนจากค่ายอัมพวันที่หวังและต้องการจะเข้ามาปักหมุดในค่ายหัวหมาก หลังจากที่ผ่านมาค่ายอัมพวันมีปัญหาระหองระแหงกับค่ายหัวหมากในหลายๆ เรื่องทั้งนโยบาย และงบประมาณ รวมถึงบาทบาทการขับเคลื่อนวงการกีฬาของไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ค่ายอัมพวันแทบจะไม่มีบทบาทเหมือนในอดีต เพราะค่ายหัวหมากอย่าง กกท. รวบงาน และงบประมาณดำเนินการเองทั้งหมด

รายต่อมาที่เปิดหน้าชัดเจนในการลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการ กกท. คือ เจน ปิยะทัต ผู้ก่อตั้ง และประธานที่ปรึกษาสโมสรแบดมินตันแกรนนูลาร์ ที่มาพร้อมกับการชูนโยบายหลากหลายเพื่อโหนกระแสเอาใจคนกีฬา
ชูจุดเด่นว่า บทบาทของผู้ว่าการ กกท.ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมกีฬาในภาพรวม แต่ต้องเป็น “พี่เลี้ยง” ที่เข้าใจ เข้าถึง และช่วยแก้ปัญหาให้กับนักกีฬาได้จริง
และการค่อยๆ ปล่อยนโยบายจากกระแสที่สังคมกีฬาต้องการ อาทิ นำสนุกเกอร์ออกจาก พ.ร.บ.การพนัน, การขยายเวลาเล่มพาสปอร์ตเดินทางของนักกีฬา ฯลฯ
หลังจากนี้เชื่อว่า ยังมีอีกหลายต่อหลายคนที่จะเปิดหน้าลงสมัครกันออกมา พร้อมๆ กับการ “วิ่ง” ในทางการเมือง และทุกทางที่ทำได้
ทุกๆ ครั้งของการสรรหาที่ผ่านมาแค่ความสามารถไม่พอต้องวิ่งกันจน “ฝุ่นตลบ” ทั่วค่ายหัวหมาก วิ่งเต้นเข้าหานักการเมือง หา “ผู้ใหญ่” มากดดันการทำงานของคณะกรรมการสรรหาฯ กดดันบอร์ด กกท.
เรียกได้ว่าทุกคนที่สมัครชิงตำแหน่งต้องมี “หน้าเสื่อ” คนนั้นส่งมา คนนี้ส่งมา มีการวัดพลัง วัดกำลังภายในกัน เป็นเรื่องปกติ
ถึงตอนนี้คงยังบอกไม่ได้ว่า “ใคร” จะเต็ง “ใครจะเข้าวิน”
ประการสำคัญคือ ตัวแทน “คนใน” ค่ายหัวหมาก ยังไม่ยอดเปิดเผยกันออกมาว่า รองผู้ว่าการ กกท.ชุดปัจจุบัน รายใด จะเป็น “ตัวแทนคนใน” เพื่อลงชิงเก้าอี้ เพื่อปกป้องศักดิ์และศรีของ “คนใน” กกท. ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ “ข้ามห้วย” มาบริหารงาน ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีนักต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน กกท.
แว่วมาว่า ภายใน กกท.เองมีตัวแทนที่ “คนใน” สนับสนุนให้ลงชิงเก้าอี้แล้ว มีการตกลงกันไว้แล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะเผยโฉมหน้าออกมาว่า เป็นรายใด
แต่เชื่อเถอะว่า คนที่มีอำนาจตัดสินใจว่า “ใคร” จะเป็นผู้ว่าการ กกท.คนที่ 14 ไม่ได้นั่งอยู่ในบอร์ด กกท.
ไม่เชื่อคอยดูกัน…
