bg-single

มนุษย์ในเงาสลัวของสังคม

27.04.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

“พี่นง” (นามสมมุติ) ทำอาชีพ sex worker มาจนกระทั่งอายุ 58 ปี ทำๆ หยุดๆ เพราะช่วงที่เก็บเงินได้ก็ลองไปลงทุนซื้อของมาขาย แต่พอเจ๊งก็ต้องกลับมาทำอาชีพนี้อีก โดยทุกวันนี้เลือกรับเฉพาะลูกค้าประจำเป็นส่วนใหญ่

จุดเริ่มของอาชีพเกิดจากการไม่มีทางเลือก วันที่ลูกคลอด สามีอุ้มลูกมาจากโรงพยาบาล วางไว้ที่บ้าน แล้วทิ้งแม่ลูกไปตั้งแต่วันนั้น แม่ลูกอ่อนไม่มีช่องทางหาเงิน กระทั่งเพื่อนแนะนำอาชีพนี้

เธอเล่าว่า ขณะให้บริการลูกค้า ทารกน้อยก็นอนอยู่บนไม้กระดานที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดอยู่ข้างๆ ทารกส่งเสียงร้องไห้กระจองงอแง แม่เองก็น้ำตาไหลด้วยความเศร้าและรู้สึกแย่ที่ต้องมาทำอาชีพนี้

2

ผู้คนจำนวนหนึ่งมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ sex worker อาจเรียกขานด้วยถ้อยคำด้อยค่าต่างๆ แต่เมื่อผมลงพื้นที่ไปทำสารคดี “สามัญชนคนไทย” ได้พูดคุยกับคนทำอาชีพนี้ (ซึ่งซ้อนกันกับการเป็นคนไร้บ้านจำนวนหนึ่งด้วย) ทำให้เห็นสภาพชีวิตและเงื่อนไขของคนจำนวนหนึ่งในสังคมนี้ว่า มีเหตุปัจจัยที่ทำให้คนคนหนึ่งมาทำอาชีพให้บริการแตกต่างกันเป็นล้านแปด

เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว ช่องว่างทางโอกาสที่ถ่างกว้าง คนรวยก็รวยมาก คนจนจะหาเงินแต่ละบาทช่างยากเย็น อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาหรือช่องทางพัฒนาทักษะ

“ออม” คืออีกคนที่ผมได้คุยด้วย ตอนนี้อายุ 45 ปี เข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ 13 เพราะบ้านแตก มาถึงก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง ต้องนอนบนฟุตบาทแถวคลองหลอด อาบน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา เจอเพื่อนก็ถูกชวนไปทำงานนี้ ได้ค่าบริการครั้งแรก 4,500 บาท “ตอนนั้นหนูเด็กเลยได้ราคาพิเศษ” ทุกวันนี้เธอได้ค่าจ้างครั้งละ 300 บาท คืนหนึ่งอาจทำงานได้ 3-4 รอบ

“ลูกค้าบางคนก็แย่ ต่อราคาเหลือ 200 รวมค่าห้อง” ผมถามว่าค่าห้องเท่าไหร่ เธอตอบว่าค่าห้อง 80 บาท นั่นหมายความว่าค่าบริการของเธอจะลดเหลือ 120 บาท “แต่แบบนี้หนูก็ไม่ไปด้วย”

3

ในช่วงหัวค่ำไปจนถึงกลางดึก ถ้าขับรถผ่านถนนราชดำเนินบริเวณคอกวัวเลยมาถึงคลองหลอด เราจะเห็นสตรีหลากวัยนั่งบนเก้าอี้พร้อมกระเป๋าถืออยู่ในแสงสลัว พวกเธอเริ่มงานกันตั้งแต่ 5-6 โมง และนั่งอยู่แบบนั้นจนถึงเกือบเช้า แล้วแต่ว่าวันนี้อยากทำงานกี่รอบ ซึ่งทั้งหมดนั้นแลกกับเงินจำนวนไม่ถึงพัน หรืออาจเกินพันนิดหน่อย

ผู้หญิงเหล่านี้มีที่มาหลากหลาย

บางคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว บางคนพ่อแม่ป่วยต้องดูแล

บางคนหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว จำนวนหนึ่งถูกให้ออกจากงานประจำ โรงงาน บริษัท จำนวนหนึ่งเป็นคนไม่มีการศึกษา

บางคนเป็นอดีตข้าราชการ

บางคนก็อาจเป็นคนมีการศึกษา หรือศึกษาอยู่ ซึ่งไม่อาจไล่เรียงได้หมด แต่มีเหตุผลบางประการที่พาพวกเธอมานั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้

มันไม่ใช่อาชีพที่ปลอดภัยเลยในสภาพการทำงานเช่นนี้ คนที่ถือเงิน 200-300 บาทมาแลกกับบริการก็ไม่ได้สุภาพหรือน่าไว้ใจไปเสียหมด มีการบังคับ มีการใช้ยา บางคนขโมยเงินของผู้หญิงไปอีกต่างหาก

ถ้าเราได้เดินผ่านหรือขับรถผ่านในยามค่ำคืน จะพบว่าฟุตบาทราชดำเนินนั้นเป็นโลกที่แตกต่างจากตอนกลางวัน sex worker ที่ทำงานมีตั้งแต่วัย 20 กว่าไปจนถึงอายุ 78 ปี

การที่สังคมมีคนทำงานให้บริการเช่นนี้จนถึงตอนสูงวัยก็สะท้อนว่า สวัสดิการดูแลผู้คนในประเทศนี้ยังไม่สามารถดูแลประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ และโอกาสของผู้คนยังขาดความเท่าเทียมอยู่มาก

ถ้าเลือกได้ คนจำนวนมากคงไม่อยากทำอาชีพนี้

4

กระนั้น อาชีพนี้ก็มีความฟังก์ชั่นที่ซับซ้อน ระหว่างเดินถ่ายรายการในแสงสลัวของเมืองกรุง ผมสังเกตเห็นว่าในสังคมนี้มีผู้คนที่โดดเดี่ยวและอาจถูกนิยามเป็น “ผู้แพ้” อยู่มากมาย ฉะนั้น สำหรับอาชีพบริการมันจึงไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์ มันมีมุมของการบำบัดความเหงา กระทั่งบำบัดสุขภาพจิตอยู่ด้วย

ยิ่งคุยด้วย ยิ่งเดินผ่านผู้คนไร้บ้าน และสังเกตผู้ที่ผ่านมาเป็นลูกค้า ผมมีคำถามในใจว่า สังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเราผลิตผลลัพธ์แบบไหนออกมาบ้าง เราสามารถมีสังคมที่ดีกว่านี้และให้โอกาสผู้คนได้มีชีวิตที่ดี รู้สึกมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ที่ใกล้เคียงกันกว่านี้ได้ไหม

ผมถามคุณออมว่า จากชีวิตที่เล่าให้ฟังมันหนักหนาไม่น้อยเลย ในชีวิตมีความสุขกับอะไรบ้าง

คำตอบของเธอกระแทกใจทีมงานทุกคน “ไม่มีค่ะ ชีวิตหนูไม่มีอะไรที่มีความสุขหรอก”

ผมถามต่อไปว่าแล้วอะไรที่ทำให้ตื่นมามีชีวิตในแต่ละวัน มีชีวิตไปเพื่ออะไร

เธอตอบว่า “เพื่อตัวเอง” ไม่มีเหตุผลอื่น เพราะแม่ก็ไม่เลี้ยง และไม่มีคนอื่นอีกในชีวิต–เป็นการใช้ชีวิตเพียงเพื่อมีชีวิต อย่าได้ถามถึงความฝันหรืออนาคต

ในขณะที่พี่นงบอกกับผมว่า “แต่ก่อนรู้สึกแย่กับตัวเองที่ต้องมาทำงานแบบนี้ แต่พอได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่มาดูแล จึงเข้าใจว่านี่ก็คืออาชีพนึง เราก็เป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรีเหมือนอาชีพอื่น ก็ไม่รู้สึกแย่แบบเดิม ภูมิใจที่ได้หาเงินเลี้ยงลูกจนโต”

พี่นงยังบอกกับผมอีกว่า ประสบการณ์ทำให้เธอดูลูกค้าออกว่าคนไหนดี-ไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ไม่ไป อายุงานทำให้เธอรู้ว่าทำอย่างไรลูกค้าจะรู้สึกและกลับมาใช้บริการอีก

เธอวางแผนในการสร้างลูกค้าประจำและเก็บออมเงิน–อันที่จริงก็เหมือนทุกอาชีพ มันต้องการแนวความคิด ทักษะ ความสามารถ รวมถึงความตั้งใจในการประกอบอาชีพ

5

พี่สุรางค์ จันทร์แย้มแห่งมูลนิธิ SWING Thailand บอกกับผมว่า อยากปรับเปลี่ยนทัศนะของผู้คนในสังคมให้เปิดกว้างต่อการที่ใครสักคนจะตัดสินใจใช้เนื้อตัวร่างกายของตัวเองในการทำงาน ว่ามันก็เป็นอาชีพหนึ่ง ไม่ได้ด้อยค่ากว่าอาชีพอื่น

คุณจ๋า-อัจฉรา สรวารี แห่งมูลนิธิอิสรชนก็บอกว่า การทำงานบริการแล้วเรียกลูกค้าได้ มีลูกค้าประจำนั้นต้องผ่านการฝึกฝน ผ่านประสบการณ์ โดยเปรียบเทียบกับเกอิชา ว่าก็ต้องมีฝีมือ เราควรมองเห็นในแง่มุมนี้ด้วย

ตอนคุยกับป้ามลแห่งบ้านกาญจนาฯ ป้ามลอธิบายถึงเด็กก้าวพลาดทั้งหลายว่า มันไม่ใช่ความผิดของปัจเจก แต่นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้าง เด็กเหล่านี้เป็นผลผลิตของสังคมที่ผลักให้พวกเขากลายไปเป็น “ผู้แพ้”

ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน มีหลายเรื่องที่เราสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ อาชีพนี้ควรถูกตีตราว่าเป็นอาชีพผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะการที่เป็นแบบนี้ทำให้เสียงของคนที่ทำอาชีพนี้ไม่ถูกนับ จะเรียกร้องสิทธิใดๆ ก็ทำได้ยาก, สวัสดิการที่ดูแลมนุษย์ทุกคนในสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีควรจะมีขั้นต่ำอยู่ที่ตรงไหน, โอกาสที่เหลื่อมล้ำอันนำมาซึ่งคนที่หลุดจากระบบงาน ระบบการศึกษา ควรแก้ไขอย่างไร

รวมถึงทัศนคติที่คนในสังคมมีต่อคนทำอาชีพบริการเช่นนี้ว่าควรถูกปรับให้มีความเข้าใจมากขึ้นอย่างไรบ้าง

6

สำหรับผม สิ่งที่น่าเจ็บปวดก็คือ เมื่อเราเดินออกมาจากซอยสลัว เดินผ่านโซนที่มีพี่ๆ น้องๆ นั่งเก้าอี้รอลูกค้ากันอยู่ เราก็จะพบร้านรวงเก๋ไก๋ที่ขายเครื่องดื่มราคาแพง โรงแรมชิคๆ รถคันละหลายล้านขับผ่านไป

มันไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็ชวนสะท้อนใจว่า เรากำลังอยู่ในสังคมแบบไหน ราวกับว่าเราอยู่กันคนละจักรวาล

เงินหนึ่งร้อยบาทสำหรับบางคนไม่ใช่จำนวนมากมายอะไร แต่สำหรับอีกคนกลับเป็นสิ่งที่กว่าจะได้มาต้องผ่านช่วงเวลาที่รู้สึกผิดและอายกับตัวเอง เนื่องด้วยเค้าก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านั้น

ลองคิดถึงผู้หญิงวัย 78 ปีที่ต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง เธอจะทำอะไรได้บ้าง ใครจะรับเธอไปทำงานอะไรบ้าง

สังคมเราน่าจะดูแลกันได้ดีกว่านี้มิใช่หรือ

ผมเดินทางกลับบ้านด้วยความคิดเต็มหัว และความรู้สึกหน่วงเต็มหัวใจ รู้สึกขอบคุณทีมงานที่ชวนทำประเด็นนี้ และคิดว่านี่คือโจทย์ของสังคมที่เราควรจะ “รับรู้” กันและกันมากกว่าที่เป็นอยู่

รวมถึงช่วยกันผลักดัน “คุณภาพชีวิต” ของกันและกัน

คุณจ๋าแห่งอิสรชนบอกกับผมว่า “เราควรเรียกร้องสิทธิพื้นฐาน คุณภาพชีวิต และสวัสดิการที่ดีให้กับทุกคน เพราะเราไม่รู้หรอกว่า วันหนึ่งเราอาจกลายเป็นคนหนึ่งที่หลุดออกจากระบบงาน

แล้วกลายเป็นคนไร้บ้านก็เป็นได้”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย