| สุจิตต์ วงษ์เทศ
นาฏศิลป์และดนตรีแบบประเพณีที่พบในไทย มีความหมายและมีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง ดังนี้
(1.) วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ที่มีรากเหง้าเก่าแก่มาจากการละเล่นร้องรำทำเพลงและดีดสีตีเป่าในพิธีกรรมทางศาสนาผี มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว
(2.) หลังติดต่อค้าขายกับจีนและอินเดีย จึงเลือกรับบางอย่างของวัฒนธรรมจีนและอินเดียมาผสมกลมกลืน แล้วเรียกภายหลังว่าวัฒนธรรม “ผี-พราหมณ์-พุทธ” ทำให้ร้องรำทำเพลงและดีดสีตีเป่าก้าวหน้าด้วยการจัดระเบียบการประสมวง ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.1000
(3.) ความเคลื่อนไหวของบางประเทศที่อยู่ใกล้ทะเลกับบางประเทศกลุ่มเกาะที่นับถือ “ผี-พราหมณ์-พุทธ” เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ก่อน พ.ศ.2000 ทำให้ลักษณะบางอย่างทางวัฒนธรรมถูกปรับเปลี่ยนในบางประเทศ แต่เค้าเดิมยังมีสืบเนื่องมา
(4.) หลังจากนั้นอีกนานมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง “ชาตินิยม” ในประเทศไทย ได้แก่ เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นประเทศไทย และเปลี่ยนชาวสยามเป็นชาวไทย พ.ศ.2482 ทำให้ร้องรำทำเพลงและดีดสีตีเป่าถูกเรียกเหมือนกันทั้งประเทศว่านาฏศิลป์ไทยและดนตรีไทย
(5.) วัฒนธรรมป๊อปจากโลกตะวันตกแผ่ถึงไทยเมื่อหลัง พ.ศ.2470 ดึงดูดและผลักดันสังคมไทยอยู่ใต้พลัง “เพลงไทยสากล” ส่งผลกระทบถึงนาฏศิลป์และดนตรีไทยแบบประเพณีเริ่มหมดพลัง กระทั่งมีปฏิกิริยาต่อต้าน “ป๊อป” ด้วยการ “แช่แข็ง” ตนเองด้วยความเคลื่อนไหว ดังนี้
(ก.) นาฏศิลป์และดนตรีไทยแบบประเพณีของลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางเท่านั้น ถูกเรียกชื่อใหม่ว่า “นาฏศิลป์และดนตรีไทยเดิม” หมายถึง “ไทยแท้” (โดยไม่รวมลุ่มน้ำอื่นและภาคอื่น)
(ข.) นาฏศิลป์และดนตรีลุ่มน้ำอื่นและภาคอื่นๆ แยกไปต่างหาก แล้วถูกเรียกว่า “นาฏศิลป์และดนตรีพื้นบ้าน” ซึ่งมีความหมายเชิงด้อยค่าว่า “ไม่ไทย”

ไทยแท้ กับ “ไม่ไทย”
นาฏศิลป์และดนตรีในประเทศไทย เผชิญหน้าวัฒนธรรมป๊อป จึงถูกทางการแบ่ง 2 ระดับ คือ ไทยเดิม (หรือไทยแท้) กับพื้นบ้าน (หรือพื้นเมือง) คือ “ไม่ไทย”
แต่ตามหลักฐานวิชาการ ยืนยันว่า ทั้งหมดเป็น “ลูกผสม” (ไม่มีอะไรไม่ผสม) ของวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ทั้งภายในอุษาคเนย์และจากภายนอก ดังนี้
(1.) นาฏศิลป์และดนตรีไทยเดิม (หรือไทยแท้) อยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ได้แก่ โขน, ละคร, ระบำ, มโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย ฯลฯ แต่หลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยา ยืนยันว่า “ไทยแท้ไม่มี” ดังนี้
ตัวอย่าง เพลงดนตรี ประกอบด้วยดีดสีตีเป่า หมายถึงเสียงของทำนอง, คำร้อง และเครื่องมือที่พบในดินแดนไทย โดยจำแนกกว้างๆ 2 กลุ่ม ได้แก่ แหล่งดั้งเดิมภายในอุษาคเนย์ และรับแบบแผนจากภายนอก
ก. แหล่งดั้งเดิมหลายพันปีมาแล้วภายในอุษาคเนย์ เป็นวัฒนธรรมร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ได้แก่ เครื่องดีด เช่น ซึง, ติ่ง เครื่องตี เช่น ระนาด, ฆ้อง, กลอง, เกราะ-โกร่ง-กรับ เครื่องเป่า เช่น ปี่, แคน
ข. รับจากภายนอก ได้แก่ จีน ซอ, ขิม ฯลฯ อินเดีย ราว 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1000 ได้แก่ แตร, สังข์, บัณเฑาะว์, พิณ, เบญจดุริยางค์ (กลอง 4 ปี่ 1) อิหร่าน ราว 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1000 ได้แก่ รบับ (ซอสามสาย), รบานญา (รำมะนา)
(2.) นาฏศิลป์และดนตรีพื้นบ้าน (หรือพื้นเมือง) อยู่ลุ่มน้ำต่างๆ ในภาคอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ภาคกลาง) ซึ่งเท่ากับนาฏศิลป์และดนตรีของภาคอื่นๆ ทั่วประเทศถูกกีดกันว่า “ไม่ไทย” ดังนี้
ภาคเหนือ สะล้อ ซอ ซึง ภาคอีสาน ฟ้อน, เซิ้ง, แอ่วลาว เป่าแคน ภาคใต้ โนราชาตรี, หนังตะลุง
แต่หลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและวรรณกรรมกลับตรงข้าม กล่าวคือ วัฒนธรรมเหล่านั้นเคยถูกยกย่องใช้งานในราชสำนักอยุธยามายาวนานมาก ดังนี้
ดนตรีในวัฒนธรรมล้านนา (ภาคเหนือ) เป็นเครื่องบรรเลงขับกล่อมในพิธีกรรมของราชสำนักอยุธยา (พบในอนิรุทธคำฉันท์) ประเพณีขับซอของล้านนาเป็นการละเล่นของชาวอยุธยา แล้วมีพัฒนาการเป็นขับเสภาสมัยรัตนโกสินทร์
การละเล่นในวัฒนธรรมอีสาน เป็นการละเล่นในพิธีกรรมราชสำนักอยุธยา ดังนี้ แคน เป็นเครื่องบรรเลงขับกล่อมในราชสำนักอยุธยา (พบในอนิรุทธคำฉันท์) เซิ้ง เป็นการละเล่น “ระเบ็ง” ในราชสำนักอยุธยา แอ่วลาว มีเสียงโหยหวนและลูกคอ ซึ่งเป็นต้นแบบเทศน์มหาชาติ และลำสวดในอยุธยา
วัฒนธรรมภาคใต้ ดังนี้ โนราชาตรี เป็นการละเล่นละครชาวบ้านของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับความนิยมสูงมากสมัยอยุธยา รู้จักในชื่อนางมโนห์รา หนังตะลุง จำลองจากหนังใหญ่เล่นรามเกียรติ์ แพร่หลายในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ทั้งโนราชาตรีและหนังตะลุงจากเมืองเพชรบุรี ถูกทำให้แพร่หลายลงไปคาบสมุทรตอนล่างพร้อมภาษาไทยเมื่อคราวฟื้นฟูเมืองนครศรีธรรมราช หลัง พ.ศ.1700

แบบอย่างจากอินเดีย
เพลงดนตรีดีดสีตีเป่าและปี่พาทย์ที่พบในไทย ล้วนได้แบบอย่างจากอินเดีย ซึ่งข้อความนี้อยู่ในหนังสือ ตำนานเครื่องมโหรีปี่พาทย์ พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2471)
และยกย่องเป็นต้นแบบตำรานาฏศิลป์และดนตรีไทยในสถานศึกษาทุกระดับทั่วประเทศทุกวันนี้
(1.) “เครื่องดีดสีตีเป่าของไทยเรา โดยมากได้แบบอย่างมาจากอินเดียดึกดำบรรพ์เช่นเดียวกันกับพวกเขมร มอญ พม่า และชวา มลายู เพราะฉะนั้นเครื่องดีดสีตีเป่าของชาวประเทศเหล่านี้จึงคล้ายคลึงกัน ยังสังเกตเห็นได้จนทุกวันนี้” (ตำนานฯ)
หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่พบตั้งแต่สมัยก่อนจนทุกวันนี้ เครื่องดีดสีตีเป่าในไทยมีที่มา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มดั้งเดิมที่มีอยู่หลายพันปีแล้วในอุษาคเนย์ กับกลุ่มรับจากภายนอก ได้แก่ จีน, อินเดีย, อิหร่าน ฯลฯ ดังนั้น เครื่องดีดสีตีเป่าทั้งหมดของไทยไม่มาจากอินเดีย แต่รับมาบางอย่างเท่านั้น
(2.) “กระบวนจัดเครื่องสังคีตเข้าประสมวงก็ดี ที่กำหนดว่าเครื่องสังคีตประสมวงอย่างไร ควรเล่นในการงานอย่างไรก็ดี ก็เป็นของมีมาแล้วในอินเดียโบราณ พวกชาวอินเดียได้นำแบบแผนมาสู่ประเทศนี้ตั้งแต่ครั้งขอมยังเป็นใหญ่ ครั้นไทยได้มาปกครองก็รับต่อมาจากพวกขอม แล้วมาคิดแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยลำดับมา จนเป็นเครื่องดีดสีตีเป่าที่ไทยเราเล่นกันในทุกวันนี้” (ตำนานฯ)
การประสมวงดนตรีมี 2 กลุ่ม คือ ประสมแบบดั้งเดิมอุษาคเนย์ กับประสมแบบแหล่งที่รับมา ได้แก่
รับจากจีน ผสมวงแบบจีน คือ เครื่องสาย มีซอด้วง, ซออู้ เป็นต้น
รับจากอินเดีย ผสมวงแบบอินเดีย คือ เครื่องประโคมในพิธีกรรมศักดิสิทธิ์ ได้แก่ แตร, สังข์, บัณเฑาะว์ และประสมวงแบบเบญจดุริยางค์ (กลอง 4 ปี่ 1)
(3.) “ตำราปี่พาทย์ที่เราได้แบบจากอินเดียนั้น กำหนดว่าวงหนึ่งมีเครื่อง 5 สิ่ง—-ทั้ง 5 สิ่งนี้เรียกรวมกันว่าเบญจดุริยางค์” (ตำนานฯ)
วงปี่พาทย์ ประกอบด้วย “ปี่ฆ้องกลอง” หรือ “ฆ้องกลองปี่” ได้แก่ ปี่นอก/ใน, ฆ้องวง, กลองทัด (ระนาด มีเพิ่มสมัยหลัง) ฯลฯ เครื่องมือเหล่านี้ไม่มีในอินเดีย เพราะเป็นเครื่องมือดั้งเดิมมีกำเนิดและมีพัฒนาการในอุษาคเนย์
แต่ถูกบังคับให้เป็น “เครื่องห้า” ตามตำราอินเดียเบญจดุริยางค์ ซึ่งไม่ใช่ เพราะเป็นคนละชุดกัน
