สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ 520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (2) บทสนทนาในกรงเคลื่อนที่
บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (2)
บทสนทนาในกรงเคลื่อนที่
เมื่อสิ้นเสียงตะโกนที่ค่อยๆ ลับไป เราก็กลับมาจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความวิตก เราไม่รู้ว่าเคลื่อนที่ไปไกลแค่ไหนแล้ว รู้แต่เพียงกรงเหล็กนี้กำลังเคลื่อนที่ไปสู่ดินแดนแห่งการจองจำ รถคันนี้มีลูกกรงล้อมรอบทุกทิศ มีพัดลมที่ใช้งานไม่ค่อยได้ น็อตทุกตัวถูกเชื่อมติดกับพื้นเหล็กอย่างแนบสนิท ที่นั่งทำมาจากไม้ที่ดูไม่เข้ากับสภาพรถเสียเลย ทั้งยังมีผู้คุมเฝ้าดูพวกเราทั้ง 7 ชีวิต พร้อมปืนลูกซองจากข้างหลังของประตูอีกชั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องส่งเราให้ถึงจุดหมาย และหน้าที่ของเราคือ “อยู่เฉยๆ”
บรรยากาศภายในรถมีแต่ความเงียบ ทุกคนต่างคิดและกังวล รวมไปถึงตัวเราเอง จนมีคนหนึ่งเริ่มถาม
“น้องชื่ออะไร”
คนที่ถามเป็นคนตัวใหญ่แต่ไม่มาก ไม่สูงไม่เตี้ย หน้าตาดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี
“ขนุนครับ” เราตอบกลับไป
“ผมชื่อเล็ก” ก่อนแกจะถามคนอื่นต่อ “แล้วลุงล่ะชื่ออะไร?”
พี่เล็กค่อยๆ หันไปคุยกับคนอื่น เป็นการเริ่มบทสนทนาแรกที่ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น
“ลุงชื่อสุนทร ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย กำลังประกันอยู่ลง (ลงโทษ) ตั้ง 10 ปี ใครจะไปอยู่ไหว แก่ขนาดนี้แล้ว” เราไม่ขอลงรายละเอียดบทสนทนาช่วงนี้แล้วกัน เพราะคดีแต่ละคนมีความเฉพาะและเป็นเรื่องส่วนตัว
ในรถคันนี้ทุกคนต่างอัดอั้นและอยากหาที่ระบายเรื่องราวของตัวเองให้ใครสักคนฟัง ไม่มีใครต้องการความเห็นใจ หรือความเห็น พวกเขาต้องการแค่ “เล่า” เรื่องอื่นถ้าไม่เกี่ยวกับเขา “ฟังเป็นพิธี” เพราะทุกคนต่างเป็นตัวเองในเรื่องราวของตัวเอง
เราไม่มีวันรู้หรอกว่าเขาถูกหรือผิด อย่างเดียวที่ต้องรู้คือ “อย่าถูกหลอก” (หลอกให้สงสาร หลอกเอาเงิน หรือแย่สุดหลอกใช้ญาติเราต่อยา) นี้จะเป็นบรรยากาศที่เราจะเจอตลอดการใช้ชีวิตในโลกแห่งนี้ของเรา

ทุกคนต่างคุยกันจนถึงจุดหนึ่ง แล้วหันมาหาเราอีกครั้ง “น้องยังดูเด็กอยู่เลย ไปทำอะไรมาล่ะเนี่ย”
ในใจเราคิด “ฉิบหายแล้ว คิดไว้แล้วว่าต้องโดนถาม ไอ้เราก็ไม่อยากให้คนรู้เยอะด้วยสิ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร จะโดนต่อยมั้ยเนี่ย มันไม่ใช่ห้องเรียนที่แนะนำตัว ยิ้ม แล้วทุกคนมีความสุขนะ งั้นเป็นไงเป็นกันวะ”
“โดนคดี ม.112 ครับ” เราพูดเบาๆ
ทุกคนเงียบ บรรยากาศกลับมาอึมครึมอีกครั้ง ก่อนจะมีคนถามว่า
“แล้วมันคืออะไรหรอ?” เสียงหนึ่งดังขึ้น
“แล้วตูจะอธิบายยังไงเนี่ย ถ้าจะโกหกแล้วเขาจับได้มั้ย” เราเงียบคิดพักหนึ่งแล้วจึงตอบ
“ชุมนุมครับ”
แล้วทุกคนมองแล้วพูดว่า “อ๋อ เสื้อแดงใช่มั้ย นานแล้วนะเนี่ย”
ก่อนจะมีเสียงแทรกมา “ใช่ที่ไหน น้องใช่พวกที่ขวางขบวนหรือเปล่า”
“เอาไงดีวะเนี่ยงานนี้” เราคิดในใจ (อีกแล้ว) “ถ้าปล่อยไว้ไม่ดีแน่”
“ไม่ใช่ครับของผมปี 2563 ชุมนุมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ พูดเรื่องปัญหาการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย (Transition to democracy) ปราศรัยเรื่องตัวแสดงทางการเมือง…” บลาๆๆ
เราพูดไปเรื่อย พยายามเบี่ยงประเด็นด้วยความเนิร์ดของเรา ทุกคนตรงนั้นสีหน้าดูแบบ “มันพูดอะไรของมันวะ?” ก่อนเราขมวดจบด้วย “ผมแค่ชุมนุมครับ ไม่ได้ทำอะไรครับ”
เราไม่ต้องการให้ใครรู้อะไรเยอะและไม่อยากโกหก เพราะเราไม่ใช่คนที่จะโกหกใครเก่ง วิธีนี้ดูจะเหมาะกับความเป็นเรามากที่สุดแล้ว

สิ้นบทพูดเรา ทุกคนก็หันไปคุยเรื่องคดีตัวเองต่อ ราวกับว่าเราไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังไปเลย ซึ่งเราคิดว่าดีแล้วที่เป็นอย่างนี้ อย่าถามเยอะเลยพี่ขอร้อง เราไม่พร้อมจะตอบ หรือมีเรื่องกับใคร แค่การที่ต้องเดินทางในรถคันนี้มันก็ชวนพาเราหดหู่ใจมากพอแล้ว
เมื่อบทสนทนาไม่เกี่ยวกับเราแล้ว เรานั่งริมหน้าต่างก็เริ่มเหม่อมองออกไปผ่านซี่ลูกกรงเล็กๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศแห่งอิสรภาพเป็นครั้งสุดท้าย เส้นทางจากศาลอาญากรุงเทพใต้ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นั้น เป็นถนนเส้นเดียวกันกับที่เราใช้กลับบ้านในทุกวัน ทุกสิ่งบนถนนสายนี้จึงแสนคุ้นตา ทั้งบ้านเรือน ร้านอาหาร และโทลเวย์วิภาวดี แต่วันนี้กรงเหล็กคันนี้ไม่ได้พาเรากลับส่งที่บ้าน เมื่อลงจากโทลเวย์ถึงแยกเกษตร พลขับหักเลี้ยวซ้ายทันที มันมุ่งหน้าไปทางที่ไม่คุ้นเคยที่เต็มไปด้วยมวลไอเสียของรถที่ติดสะสม แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาที่ร้อนแรงเป็นไหนๆ และโรงพยาบาลวิภาวดีที่ค่อยๆ ทิ้งระยะห่างจากสายตาไป
เราเกิดที่ รพ.วิภาวดี เราป่วยก็มารักษาที่ รพ.วิภาวดี และทุกครั้งที่ได้ขึ้นชั้นสูงๆ เพื่อนอนรักษาตัว เรามักมองไกลออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแต่อาคารเตี้ยๆ ไม่เกินสองสามชั้น ทอดตัวยาวออกไป ต้องมองไกลระยะหนึ่งถึงจะเห็นตึกสูงใหญ่ที่ล้อมรอบอีกทีหนึ่ง เราคิดไปเองว่าตรงนั้นเป็น “หมู่บ้านใหญ่ดีจังนะ”
ไม่เคยคิดหรือสงสัยว่า ฝั่งตรงข้ามแท้จริงเป็นที่ใด?
“ใกล้ถึงแล้ว เรือนจำ” พี่เล็กพูด
ก่อนเราจะได้ยินเสียงตะโกน “ขนุน ขนุน” ดังจากป้ายทางเข้าเรือนจำ (รู้ภายหลังว่าคือเสียงแม่พี่เก็ท)
เราในเวลานั้นไม่คิดด้วยซ้ำจะมีใครมายืนรอเหมือนครั้งปี 2564 ที่มีมวลชน นักข่าวหลายสิบชีวิตมายืนส่งเป็นกำลังใจให้เราและทำข่าวหน้าเรือนจำ เวลานั้นคือจุดสูงสุดของกระแสขบวนการเคลื่อนไหวที่ออกมาเฉิดฉายบนท้องถนน ทุกสายตาต่างจับจ้อง
แต่ตอนนี้สังคมกลับเต็มไปด้วยความเงียบที่ปกคลุมไปพร้อมกับความกลัว ผ่านการที่รัฐใช้การกดปราบประชาชนผู้เห็นต่างด้วยดาบอาญาสิทธิ์ที่เรียกว่า “กระบวนการยุติธรรม” เพื่อทำลายความฝันผ่านคำวินิจฉัย ใครที่ยืนหยัดก็ต้องถูกทัณฑ์จำขังไป เช่นเดียวกับเรา ทำให้หลายคนที่สิ้นศรัทธาในบ้านหลังนี้ เริ่มเดินทางไกลจากครอบครัว คนรัก เพื่อไปเริ่มความฝันใหม่ในต่างแดน
“น่าเศร้าที่ขบวนการสร้างคำโกหกของรัฐ จะปลุกผีฝ่ายขวาได้ขนาดนี้” เราได้แต่คิดในใจถึงเรื่องที่อาจเป็นสาเหตุให้เราต้องเข้ามาอยู่ในนี้ (จะจริงหรือไม่ ไม่อาจทราบได้) ก่อนรถจะเบรกจนหน้าเราทิ่มกรงเหล็ก หันไปอีกที รถกำลังถอยเข้าไปในกำแพงขนาดใหญ่ ที่มีประตูเหล็กสองชั้นกำลังเปิดทีละบาน
ตึก ตึก ตึก…
เสียงเคาะไม้ของผู้คุมที่ดังเป็นจังหวะดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ค่อยๆ เปิดออก “พวกมึงลงมาได้แล้ว ถึงบ้านแล้ว” ผู้คุมคนหนึ่งพูดด้วยเสียงที่เข้มขรึม ทำใจเราสั่นกลัว
เพราะชีวิตใหม่ของโลกในกำแพงกำลังจะเริ่มขึ้น…
