ถอดรหัสความสำเร็จ ‘นักบริหาร-มือปราบ’ จากทฤษฎีสู่นวัตกรรมผลงานประจักษ์แจ้ง
คอลัมน์ โล่เงิน
การคัดเลือกข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่นสายงานป้องกันปราบปราม ประจำปี พ.ศ.2569 ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่ดูแลปกป้องทรัพย์สินประชาชนคนกรุง
นายตำรวจที่คว้ารางวัลอันดับ 1 มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี คือ พ.ต.อ.ดร.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผู้กำกับการ สน.เพชรเกษม และ พ.ต.ท.รชต พุ่มพันธุ์ม่วง สารวัตร กก.ดส.บช.น.

ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่คือผลลัพธ์การนำองค์ความรู้เฉพาะทางและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ยุทธศาสตร์การบริหารและนวัตกรรมโรงพัก M-O-T-E
พ.ต.อ.ดร.ปราโมทย์ หรือ “ผู้กำกับโมทย์” นรต.53 คือต้นแบบของนายตำรวจนักบริหารที่ผสมผสานทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์เข้ากับการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างลงตัว
เจ้าตัวเล่าว่ามีประวัติการศึกษาโดดเด่น จบปริญญาโทด้านอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาเอกด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เส้นทางการรับราชการผ่านงานมาหลากหลาย ตั้งแต่พนักงานสอบสวน งานสืบสวนคดีอาชญากรรม ไปจนถึงการเป็นนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการของรัฐสภา
เมื่อดำรงตำแหน่งที่ สน.เพชรเกษม จึงตกผลึกปรัชญาการทำงานที่เรียกว่าระบบ “M-O-T-E” ที่ประกอบด้วย
Moral (คุณธรรม) คือการบริหารด้วยความซื่อสัตย์และคุณธรรมในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา,
Organization (นำองค์กร) การสร้างทีมงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้,
Target (มุ่งสู่เป้าหมาย) การกำหนดเป้าหมายป้องกันปราบปรามที่ชัดเจนเพื่อลดอาชญากรรมในชุมชน
และ Efficiency (ประสิทธิภาพ) การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมายกระดับการบริการประชาชน
หนึ่งในผลงานเชิงนวัตกรรมที่ชัดเจนคือการจัดสร้างศูนย์ CCOC (Command And Control Operations Center) เพื่อควบคุมสั่งการแบบทันสมัย จนได้รับการยกย่องให้เป็นสถานีตำรวจต้นแบบ
ด้านการปราบปราม พ.ต.อ.ดร.ปราโมทย์เล่าว่า ริเริ่มโครงการ “ตำรวจทำดีมีรางวัลทันที” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ภาคสนาม
ผลลัพธ์ที่ประจักษ์คือการนำทีมสืบสวนและสายตรวจจับกุมคดีสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น การทลายแก๊งลักรถจักรยานยนต์รายใหญ่ที่ก่อเหตุโชกโชนกว่า 20 ครั้ง และคดียกเค้าบ้านหรูงัดตู้เซฟกวาดทรัพย์สินไปกว่า 12 ล้านบาท สามารถติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังคว้าอันดับ 1 ด้านการปราบปรามยาเสพติดดีเด่นปี 2568 และรางวัล ITA ระดับผ่านดีเยี่ยมจาก ป.ป.ช.
รางวัลอันดับ 1 สายงานป้องกันปราบปรามปี 2569 คือเครื่องยืนยันความภาคภูมิใจในฐานะนักบริหารที่เข้าถึงใจประชาชนและผู้ใต้บังคับบัญชา
อีกหนึ่งนายตำรวจที่ได้รับรางวัลคือ “สารวัตรอ้าย” ที่มีโปรไฟล์นานาชาติและการสืบสวนเชิงรุกยุคใหม่
บนเส้นทางของนายตำรวจรุ่นใหม่ พ.ต.ท.รชต พุ่มพันธุ์ม่วง นี้ พิสูจน์ให้เห็นถึงการก้าวข้ามข้อกังขาเรื่องการเป็นบุตร พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ด้วยผลงานภาคสนามที่โดดเด่น

พ.ต.ท.รชตใช้เวลาศึกษานานกว่า 10 ปีที่ประเทศอังกฤษ จนจบปริญญาตรีด้าน Marketing, Media and Journalism จาก University of Buckingham ทักษะด้านภาษาและการสื่อสารมวลชนถูกปรับนำมาใช้ในงานตำรวจได้อย่างน่าทึ่ง
สารวัตรอ้ายบอกว่าจุดเปลี่ยนสำคัญคือการทำหน้าที่ตำแหน่ง “นายเวร” ของพี่เจ้า พล.ต.อ.ธิติ แสงสว่าง สมัยดำรงตำแหน่ง ผบก.ปคม. ที่รับผิดชอบการประสานงานกับสถานทูตต่างๆ ใน “คดีโรฮิงญา” เป็นช่วงที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมตำรวจและความละเอียดจากผู้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด
พ.ต.ท.รชตมีประสบการณ์งานสืบสวนที่ ตม.สุวรรณภูมิ ถึง 4 ปี โดยประสานงานกับหน่วยงานสากลอย่าง FBI ประสบการณ์ที่เรียนรู้หล่อหลอมให้มีมุมมองการสืบสวนที่ก้าวหน้า เน้นสืบสวนหาข่าวเสมือนการทำงานของนักสื่อสารมวลชนที่เข้าถึงข้อมูลและช่องทางที่หลากหลาย
ทั้งยังนำทักษะการตลาดมาใช้แกะรอยเครือข่ายอาชญากรรมผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada ซึ่งเป็นจุดที่อาชญากรยุคใหม่ทิ้งร่องรอยไว้
ในบทบาทสารวัตร กก.ดส.บช.น. นำทักษะด้านเทคโนโลยีมาสืบหา Digital Footprints ทลายเครือข่ายอาชญากรรม
ผลงานเด่นที่ทำสำเร็จเป็นที่ประทับใจคือ บุกทลาย “ร้านคาราโอเกะแฝงค้ามนุษย์ย่านจรัญฯ 13” และคดีช่วยเหลือเด็กชายวัย 6 ขวบที่ถูกแก๊งขอทานเมียนมาทำทารุณกรรมจนแขนหัก
นอกจากนี้ ยังนำทีมทลายคลังแสงอาวุธสงครามขายผ่านช่องทางออนไลน์รายใหญ่ฉายา “แบอ๋องลาย” ในพื้นที่ภาคใต้ ยึดปืน M16 และระเบิดเป็นจำนวนมาก
คำสอนของ “พ่อสมยศ” ที่ว่า “อย่าทำตัวเป็นวัวลืมตีน” เป็นรากฐานสู่ความสำเร็จ และต้องเชื่อมโยงหลักการสืบสวนโลกเก่าเข้ากับโลกใหม่ให้ได้
พ.ต.ท.รชตบริหารทีมงานด้วยความสัมพันธ์แบบ “พี่น้องและครอบครัว” เปลี่ยนห้องทำงานให้เป็นเหมือนห้องกินข้าวที่ทุกคนก้าวเข้ามาแชร์ไอเดียและประสบการณ์โดยไม่ยึดติดยศถาบรรดาศักดิ์
แม้จะถูกขนานนามว่าเป็น “ไฮโซอ้าย” แต่ชีวิตจริงวางตัวเรียบง่าย ใส่กางเกงขาสั้นเสื้อบอลไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางได้ตามปกติ
และเลือกใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์
การได้รับรางวัลอันดับ 1 ระดับสารวัตรของนครบาลปี 2569 จึงเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง
ความสำเร็จของทั้ง พ.ต.อ.ดร.ปราโมทย์ และ พ.ต.ท.รชต สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรตำรวจในยุคเปลี่ยนผ่านต้องการบุคลากรที่รักษาสมดุลระหว่าง “โครงสร้างการบริหารที่มีคุณธรรม” กับ “การปฏิบัติหน้าที่เชิงรุกที่เฉียบคม”
นายตำรวจทั้งสองต่างใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะตัวมายกระดับมาตรฐานงานตำรวจให้ทันต่อโลกยุคดิจิทัล
พ.ต.อ.ดร.ปราโมทย์แสดงให้เห็นว่า ความปลอดภัยของประชาชนต้องเริ่มจากการบริหารหน่วยงานที่มีความยุติธรรม และดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเสมือนคนในครอบครัว
ในขณะที่ พ.ต.ท.รชตพิสูจน์ว่า เกียรติยศที่แท้จริงเกิดจากการลงมือทำงานในสนามจริงเพื่อช่วยเหลือผู้เปราะบาง และทำลายต้นตอของอาชญากรรมร้ายแรงอย่างไม่ย่อท้อ
รางวัลอันดับ 1 ที่ได้รับร่วมกันจึงเป็นมากกว่าแค่โล่รางวัล แต่มันคือ “คำมั่นสัญญา” ที่ตำรวจนครบาลมีให้แก่ประชาชนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรู้ ความรักในวิชาชีพ และเกียรติยศที่สร้างขึ้นด้วยผลงานของตนเองอย่างแท้จริง
