บทความพิเศษ
สีสัน บทวิจารณ์
ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์
มีกลิ่น ตะวันตก
ในความเห็นของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ผ่านหนังสือ “การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475” อันมีรากฐานจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา
นี่เป็นบทความวิจารณ์การเมืองอันสะท้อนความรู้สึกของคนชั้นกลาง
เหมือนที่ปรากฏผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นไม่ว่าจะเป็น “ราษฎร” ฉบับวันที่ 9 มกราคม 2471 ในชื่อว่า
“เห็นว่าเจ้าเป็นลูกตุ้มถ่วงความเจริญ”
หรือที่ปรากฏผ่านหนังสือพิมพ์ “ไทยหนุ่ม” ฉบับประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2472 ที่ว่า
“สยามไม่ใช่คอกควาย”
เพียงแต่ว่าภาษาเขียนและการอ้างอิงต่างๆ ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ใกล้เคียงไปในทางบทวิจารณ์การเมืองแบบตะวันตก
ขอให้อ่าน
แนวโน้ม กุหลาบ สายประดิษฐ์
ผลึกความคิด ใน มนุษยภาพ
เขากล่าวว่า การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นมาถึงจุดที่หมดความชอบธรรมแล้ว
และด้วยความเชื่อมั่นของเขาในหลัก “สิทธิ” ของมนุษย์ที่พึงมีชีวิตอยู่อย่างเท่าเทียมกันภายในกรอบของนิติธรรม เขาเห็นว่า คนชั้นสูงในเวลานั้นได้ทำการปกครอง อย่าง “โกหกตอแหล” ไปวันๆ
ไม่ยอมสู้หน้ากับความจริง
และเห็นว่า คนชั้นสูงของสยามนั้นกำลังหลงผิดคิดว่ามีอำนาจแล้วจะทำอะไรถูกหมด
เขากล่าวว่า เวลาที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงแล้ว
และถ้าคนชั้นสูงยอมรับความจริงก็จะแลเห็นและนำการเปลี่ยนแปลงไปได้ มิฉะนั้น ก็จะมีการรวมหมู่เป็นคณะเหมือนดังที่เกิดในที่อื่นๆ และใช้กำลังบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(คือรัฐบาล) ไม่โกหกตัวเอง ไม่ทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง และบังคับให้สู้หน้ากับความเป็นจริง
อาจกล่าวได้ว่า นี่คือคำประกาศของคนชั้นกลางให้มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองที่ชัดเจน
และเผยแพร่ก่อนที่จะมีประกาศของคณะราษฎรในอีก 6 เดือนถัดมา
จาก นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
มาสู่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
เมื่อเขียนบทความพิเศษเรื่อง “มนุษยภาพ” หรือ ปรัชญาการเมืองของความเป็นมนุษย์ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2548
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ สรุปความเห็นของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และตั้งข้อสังเกตใหญ่ๆ 3 ประการ
ประการแรก ในบทความครั้งหลัง (3 ตอนในหนังสือพิมพ์ศรีกรุง 10, 16 และ 21 มกราคม 2474 (ตามปฏิทินเก่า) กุหลาบได้เพิ่มเติมข้อความสำคัญในส่วนนำของบทความซึ่งกล่าวถึงเจตนาของผู้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
เขาเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อ “ปรับฐานะของมนุษย์ให้ได้ระดับอันทุกคนควรจะเป็นได้”
ประการที่สอง กุหลาบใส่ชื่อจริง นามสกุลจริง ในการตีพิมพ์ครั้งหลังด้วย
ในขณะที่การพิมพ์ครั้งแรก (ไทยใหม่ 8 และ 11 ธันวาคม 2474) ไม่ได้ใส่ชื่อ ทั้งนี้ เป็นการแสดงความกล้าหาญและความรับผิดชอบของกุหลาบเองต่อปฏิกิริยา และผลที่จะเกิดอันอาจตามมา
จากการที่หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์บทความนี้
ประการที่สาม แสดงว่า “ในขณะนั้น หนังสือพิมพ์ ปัญญาชน ผู้นำราษฎรทั้งหลาย ได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่ระบอบใหม่ที่เชื่อว่าก้าวหน้ามากกว่าระบอบเก่า”
จากนั้น ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ก็ขับเคลื่อนบทความเข้าสู่พื้นที่แห่ง “มนุษยภาพ” เต็มพิกัด
จำเป็นต้องอ่าน
เริ่มจาก นิยาม มนุษยภาพ
สอดสวม กับ ความเป็นจริง
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เกริ่นนำ “มนุษยภาพ” ด้วยข้อความ ดังต่อไปนี้
“มนุษยภาพ หรือ ความเป็นมนุษย์ หรือ ความเป็นคน ควรวางอยู่บนลักษณะอย่างไร
ชาวโลกทั้งหลายแม้ที่ได้บรรลุอารยธรรมแล้วก็ยังมีความเห็นแตกต่างไม่ลงรอยกัน ที่จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก เพราะพลโลกทุกคนย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างครบครัน
ในต่างประเทศเขามีความสนใจนัก ประหลาดที่ในบ้านเราเกือบจะไม่มีการนำพากันเสียเลย
ตัวเราเป็นใคร เรามีสิทธิอะไรบ้าง และควรใช้สิทธินั้นได้ภายในขอบเขตต์เท่าใดที่นิติธรรมของประเทศอนุญาตให้
พวกเราโดยมากไม่ทราบ และไม่พยายามที่จะทราบ
ข้าพเจ้าเข้าใจไม่ได้เลยว่า เหตุใดพลเมืองสยามจึ่งพาความสนใจของเขาข้ามแดนปัญหาสำคัญอย่างอุกฤษฐ์นี้ไปเสีย บางทีก็จะเป็นด้วยเขามัวเป็นห่วงท้องของเขามากเกินไป
ถ้าเป็นจริงดังนี้ก็จะน่าอนาถใจเหลือเกิน” (ไทยใหม่, 8 ธันวาคม 2474 สะกดคงตามต้นฉบับเดิม)
เป็นการวิพากษ์ภูมิปัญญาสังคมไทยที่เป็นอยู่ในขณะนั้นอย่างถึงแก่นและก็ยังไม่ล้าสมัย
แม้ในสมัยของโลกยุคโลกาภิวัตน์และรัฐบาลประชานิยมแห่ง พ.ศ.2548
ความคิด วิทยาศาสตร์
วิเคราะห์ สังคมสยาม
ในประเด็นต่อมา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้นำเอาความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มาเป็นกรอบในการอภิปรายปัญหาและวิเคราะห์สังคม
โดยแสดงให้เห็นว่า มนุษย์นั้นควรจะมีที่มาหรือกำเนิดอันเดียวกัน
ถ้าเราเชื่อว่าคนในสังคมของเรามีกำเนิดมาจากลิง ทุกคนตั้งแต่ชนชั้นนำลงมาถึงไพร่กระยาจกก็ต้องมาจากลิงเหมือนกัน
ลองอ่านข้อเขียนตัวจริงดูให้ได้สัมผัสความรู้สึกอันหนักแน่นของผู้เขียนเองดังนี้
“การเขียนเรื่องมนุษยภาพโดยตั้งใจให้ค่อนข้างละเอียดถี่ถ้วนในยามนี้จะได้ชื่อว่าเป็นกาลัญญูหรือไม่ยังสงสัย
แต่ก็ช่างเถอะ
ข้าพเจ้าไม่ตั้งต้นเรื่องนี้โดยพิจารณาถึงการสืบกำเนิดของมนุษย์ซึ่งตามมติของดาวินว่ามาจากลิง และตามคัมภีร์ศาสนาคริสเตียนว่ามนุษย์คือสิ่งที่พระเจ้าได้สร้างขึ้น
แรกเริ่มทีเดียว มนุษย์จะมาจากอะไร หรือใครเป็นผู้สร้าง ย่อมไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ความสำคัญอยู่ที่ถ้าเราเชื่อว่าลิงเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ เราก็ต้องเชื่อต่อไปว่ามนุษย์ทุกคนย่อมมีลิงเป็นบรรพบุรุษ ไม่ใช่ว่าครอบครัวของนาย ก.มีลิงเป็นบรรพบุรุษ แต่ครอบครัวของ นาย ข.มีกิ้งกือ ไส้เดือนเป็นบรรพบุรุษ หามิได้
หรือถ้าเราเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ พระเจ้าก็ต้องสร้างมนุษย์ทุกคน เปนอันยุตติกันได้ในชั้นนี้ว่ามนุษย์จะมีที่มาจากที่ใดก็ตาม
ได้มาจากทางเดียวกันหมด”
โปรดอย่ารอ แต่จงติดตาม
“มนุษยภาพ” ด้วยความระทึก
ความจริง บทความของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ได้ยกข้อเขียนของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาให้อ่านอีกหลาย
พร้อมกับความเห็นต่อแต่ละพารากราฟ
แม้กระทั่งพารากราฟที่เพิ่งอ้างอิงและยกมาให้อ่านเมื่อครู่
