E-DUANG
ความคิดในการจัดตั้ง”คณะกรรมการเพื่อป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ”ของรัฐบาลเหมือนกับเป็น”ธุรกรรม”ตามความเคยชินแต่มีความจำเป็น
เป็นความเคยชินตาม”ระบบ”อันแต่ละรัฐบาลรับกันมาตั้งแต่ยุคที่”จอมพล”เป็นนายกรัฐมนตรี
กระทั่งยุคที่”นาย”เข้ามาเป็นภายหลังได้รับ”การเลือกตั้ง”
จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ทำอย่างนี้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็ทำอย่างนี้ นายบรรหาร ศิลปะอาชา ก็ทำอย่างนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ทำอย่างนี้
จึงชอบแล้วที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะทำเหมือนที่เคยได้รับมาแล้วเมื่อเกิดกรณีโควิด
และเหมือนที่ตั้งด้วยมือตนเองในกรณี”น้ำท่วมหาดใหญ่”
กระนั้น ผลอันเกิดตามภายหลังคำสั่งแต่งตั้งก็ไม่เหมือนกัน และนั่นคือผลอันทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เหมือน นายชวน หลีกภัย ไม่เหมือน นายบรรหาร ศิลปะอาชา
ผลอันตามมาต่างหากเป็น”คำตอบ” เป็น”บรรทัดฐาน”
ต่อกรณี”ภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ”สะท้อนออกอย่างเด่นชัดในระยะหลัง
ไม่เพียงแต่จากผลสะเทือนของฝุ่น PM 2.5
หากแต่ที่มาแห่งฝุ่น PM 2.5 ยังนำไปสู่ปัญหาข้างเคียงมากมาย นั่นก็คือ การก่อให้เกิดมลพิษไม่เพียงทางอากาศหากแต่นำไปสู่ภัยพิบัติในสายน้ำ
เป็นเรื่องที่มิได้จำกัดเพียง”ในประเทศ” หากแต่เป็นเรื่องอันแยกไม่ออกจาก”นอกประเทศ”
ความเรียกร้องหนึ่งซึ่งดังขึ้นคือ เรียกร้อง”อากาศสะอาด”
รูปธรรมหนึ่งอันสะท้อนความปรารถนา”ร่วม”ในทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมก็เห็นได้จากรายละเอียดอันปรากฏในร่างพรบ.อากาศสะอาด
กระบวนการแห่งการดำรงอยู่ของร่างพรบ.อากาศสะอาดจึงเป็นกระบวนการอันทรงความหมาย
ส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในการจัดการ”ภัยพิบัติ”
ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะจัดตั้ง”คณะกรรมการเพื่อป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ”จึงมีความสำคัญ
สำคัญทั้งในด้านการทำงานของ”คณะกรรมการ”
สำคัญทั้งในด้านคณะกรรมการจะสามารถประมวลปัญหาเข้ามาได้อย่างเป็นระบบแค่ไหน เพียงใด และบุณรณาการการจัดการกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
ด่านแรกสุดก็คือ ท่าทีและเจตจำนงพื้นฐานของรัฐบาลและของคณะกรรมการ
มีบทสรุปอย่างไรต่อร่างพรบ.”อากาศสะอาด”
จะผลักดันให้ร่างพรบ.อากาศสะอาดผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมวุฒิสภาเหมือนอย่างที่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่
คำถามนี้จะชี้ขาดผลงานทั้งของ”คณะกรรมการ”และ”รัฐบาล”
รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง นักการเมืองใดนักการเมืองหนึ่งสังคมจะวัดผลงานและความสำเร็จอย่างไร
สนใจเพียงคำแถลงหรือการตั้งคณะกรรมการอย่างเดียวมิได้
ปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริงคือ การสามารถทำงานได้อย่างมีบูรณาการแก้ปัญหาความทุกข์ของประชาชนได้
เมื่อท่านพูด คนจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำ คนจะเชื่อมั่นศรัทธา
