bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | ‘แบบอย่าง’ สิ่งสืบทอดจาก ‘สงกรานต์’

24.04.2026

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง

เวลานาทีที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ เป็นเวลาสายของวันที่ 13 เมษายน 2569 วันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดราชการไปสองวันแล้ว วันนี้เป็นวันจันทร์และเป็นวันเริ่มต้นวันหยุดราชการพิเศษในเทศกาลสงกรานต์ซึ่งจะยืดยาวไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน นั่นหมายความว่าเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ราชการหยุดกันยาวถึงห้าวันเต็มเลยทีเดียว

ช่วงเวลาอย่างนี้ สำหรับผมซึ่งเป็นคนเกษียณอายุราชการแล้วแต่ยังมีคนชวนไปประชุมโน่นนี่อยู่เสมอจึงรู้สึกปลอดโปร่งใจเป็นพิเศษ เพราะไม่มีใครนัดหมายประชุมอะไรช่วงนี้แน่ ทำให้มีโอกาสนั่งทบทวนกับตัวเองว่า สงกรานต์ในอดีตที่ผ่านมาของผม กับสงกรานต์ปัจจุบันของผมแตกต่างกันอย่างไร

ข้อสำคัญ คือ เรื่องประเพณีรดน้ำสงกรานต์ ซึ่งแต่ละภูมิภาคแต่ละท้องถิ่นก็มีธรรมเนียมที่แตกต่างกันออกไปบ้าง เช่น ถ้าเป็นธรรมเนียมภาคกลางซึ่งเป็นถิ่นเกิดของผม แต่ไหนแต่อะไรมาก็เรียกธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องนี้ว่า รดน้ำสงกรานต์ หรือรดน้ำขอพร ชอบแบบไหนก็เรียกแบบนั้น

และเป็นคนละเรื่องกันทีเดียวกับการ “รดน้ำดำหัว” ของเมืองเหนือ

ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยจะเห็นเป็นคำคล้องจองมีสัมผัสนอกสัมผัสในกันหรืออย่างไรก็ไม่รู้ล่ะ พอขึ้นต้นว่า “รดน้ำ” ทีไร ก็ต้อง “ดำหัว” ทุกครั้งไป

โดยไม่ทันตั้งหลักให้ถูกต้องว่าจะปฏิบัติตามธรรมเนียมภาคกลางหรือธรรมเนียมล้านนา

เนื่องจากผมเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดที่นี่ โตที่นี่ และสงสัยว่าจะตายที่นี่ สิ่งที่ผมพบเห็นและครอบครัวผมยึดถือปฏิบัติ คือ พอถึงเทศกาลสงกรานต์พ่อกับแม่ก็จะพาผมไปเคารพกราบไหว้ผู้ใหญ่ของครอบครัว เช่นคุณย่าคุณยายหรือคุณลุงคุณป้าผู้ใหญ่ โดยนำน้ำอบไทยไปรดน้ำ ขอพรจากท่าน

เวลาไปรดน้ำก็ไม่ต้องกล่าวอวยพรท่านแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องที่ผู้ยิ่งด้วยอาวุโสจะเป็นคนกล่าวอวยพรเราซึ่งเป็นผู้น้อยและไปขอรับพรจากท่าน

นอกจากรดน้ำกันแบบที่ว่านี่แล้ว พ่อแม่ก็จะหาเครื่องหอมหรือเครื่องนุ่งห่มไปมอบให้แก่ท่านผู้ใหญ่นั้นด้วย

ถ้าว่ากันตามขนบดั้งเดิม เครื่องหอมนั้นมีน้ำอบน้ำปรุง เป็นต้น ส่วนเครื่องนุ่งห่มก็มีผ้าสองผืนยืนพื้น เป็นผ้าสำหรับนุ่งโจงกระเบนหนึ่งผืน และผ้าสำหรับห่มอีกหนึ่งผืน

แต่ในยุคสมัยที่พ่อแม่ผมเป็นผู้นำการปฏิบัติหรือพาผมกราบไหว้ผู้ใหญ่นั้น ท่านเยื้องไปเป็นอย่างอื่นที่เหมาะแก่ยุคสมัยบ้างแล้ว เช่น นำสบู่หรือน้ำอบฝรั่งไปมอบให้แก่ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลาย ผ้านุ่งโจงกระเบนที่ไม่มีใครใช้แล้วก็เปลี่ยนเป็นผ้าอย่างอื่น จะเป็นผ้าชิ้นสำหรับตัดเสื้อผ้า กางเกงแพรสำหรับนุ่งนอน หรือเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปก็ได้ทั้งนั้น บางปีก็เปลี่ยนไปเป็นผ้าอย่างอื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าสารพัดประโยชน์แล้วแต่จะเห็นเหมาะสม

เมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่นขึ้นมาแล้ว ญาติผู้ใหญ่ยังมีอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่นคุณย่าของผมท่านเสียชีวิตเมื่อปี 2525 ผมมีอายุได้ 27 ปีแล้วและทำงานเป็นครูสอนหนังสือแล้วด้วยซ้ำไป ผมจึงได้รดน้ำคุณย่าของตัวเองมายาวนานตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่

เทศกาลวันหยุดสงกรานต์ผมจึงต้องนัดกับตัวเองว่า ครอบครัวของเราซึ่งมีพ่อแม่เป็นผู้นำจะต้องตระเวนไปรดน้ำผู้ใหญ่ทั้งหลาย มีคุณย่า เป็นต้น

“ผู้ใหญ่” ในที่นี้ก็มีเงื่อนไขนะครับ ว่าต้องเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปแล้วจึงรับรดน้ำได้ ไม่ใช่แต่เพียงว่าเคารพนับถือกันแล้วอายุเท่าไหร่ไม่สำคัญ รดน้ำได้เสมอ แบบนั้นโบราณท่านไม่ทำกันครับ

เพราะฉะนั้นตัวผมเองเมื่อยังอยู่ในราชการ ซึ่งแปลได้ว่าอายุยังไม่ถึง 60 ปีบริบูรณ์ แม้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่สำคัญและมีผู้ร่วมงานที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาขอรดน้ำด้วยไมตรี ผมก็ต้องกล่าวขอโทษและอธิบายเหตุผลอย่างที่เขียนมาแล้วข้างต้น ใจความสำคัญ คือ ผมยังไม่แก่ถึงขนาดนั้น ฮา!

แต่ไหนๆ ก็มาถึงห้องทำงานผมแล้ว ในห้องทำงานผมก็มีพระพุทธรูปประดิษฐานเป็นที่เคารพสักการะอยู่ ผมจึงเป็นผู้นำสรงน้ำพระพุทธรูปและขอเชิญท่านที่มาพร้อมกันอยู่ในที่นั้นร่วมกันสรงน้ำพระพุทธรูปต่อไป

สรงน้ำพระแล้วผมก็กล่าวอวยชัยให้พรอะไรนิดหน่อยพอหอมปากหอมคอแล้วแยกย้ายกันไปเที่ยวหรือไปทำงานต่อตามใจ

แต่เมื่อวันเดือนปีผ่านไป ผู้ที่อยู่ในฐานะที่ผมจะนำอบไปรดน้ำขอพรจากท่านก็มีน้อยลงไปเรื่อย จนทุกวันนี้เหตุการณ์ได้กลับตาลปัตรกลายเป็นว่า เวลาวันหยุดเทศกาลสงกรานต์อย่างนี้ ผมควรนั่งนิ่งอยู่กับบ้านเพื่อให้ลูกศิษย์หรือญาติผู้น้องทั้งหลายมารดน้ำสงกรานต์ที่บ้าน อย่าได้เพ่นพ่านไปไหนให้มากนัก

เมื่อวานก็มีไปแล้วสองราย บ่ายวันนี้จะมีคนมารดน้ำผมอีกสองราย พรุ่งนี้สายมีอีกหนึ่งราย ผู้ใหญ่แบบผมนั่งอยู่กับบ้านให้จงดีก็แล้วกัน

หลานสนิทใกล้ชิดผม คือ ก้านและแก้ม ซึ่งเป็นลูกของยุ้ยผู้เป็นน้องชายของผมก็ได้มารดน้ำสงกรานต์ผมแล้ว โดยนำสบู่เหลวมามอบให้เป็นของใช้สอย ถือได้ว่าเป็นเครื่องหอมที่แปรไปตามยุคสมัยและสามารถใช้งานได้จริง

เมื่อหลานมาทำอย่างนี้ ลุงแห่งชาติก็ต้องปลื้มใจมากเป็นธรรมดา

กล่าวมาถึงตรงนี้แล้วมีข้อคิดอยากจะชวนท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูอย่างหนึ่งว่า การรักษาและสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมอย่างนี้ ถ้าจะไปเขียนไว้ในตำราสำหรับเรียนกันในโรงเรียนผมก็ไม่หวงห้ามประการใด

แต่การอ่านจากตำราหรือจะสู้การได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ ผมรดน้ำสงกรานต์ผู้ใหญ่ได้ถูกต้อง รู้ว่าต้องทำอย่างไร รู้ว่าต้องนำอะไรไปกราบท่านผู้ใหญ่ ก็เพราะพ่อแม่เป็นผู้นำการปฎิบัติ เมื่อเห็นเป็นประจำทุกปีผมเองก็เข้าใจและทำได้เองสืบต่อมาแม้พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว

หลานทั้งสองคนของผมก็เช่นเดียวกัน เขาได้เห็นลุงและพ่อรดน้ำสงกรานต์ผู้ใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร วันนี้แม้พ่อเขาไม่อยู่แล้ว แต่ก้านและแก้มก็ยังมีแม่และลุงเป็นผู้ใหญ่ในบ้านที่เมื่อเทศกาลสงกรานต์แล้วเขาก็ต้องคิดอ่านกันสองคนพี่น้องเตรียมข้าวของมารดน้ำผู้ใหญ่ทั้งสองคนตามแบบที่เห็นมาตั้งแต่เป็นเด็ก

ที่เล่ามาอย่างนี้เพื่อตั้งเป็นข้อสังเกตว่า การปฏิบัติที่เป็นวัฒนธรรมของชาติเรานี้ ยั่งยืนสืบมาได้ด้วยผู้ใหญ่ทำให้ลูกหลานเห็น เมื่อเขาเห็นแล้วก็ซึมซับและรับทราบไปเองโดยไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไชแต่งตำราเรียนมาบอกกัน

จากตัวอย่างเรื่องการสืบทอดธรรมเนียมรดน้ำสงกรานต์ที่คุยกันมานี้ ถ้านึกขีดวงให้กว้างออกไปก็มีเรื่องให้นึกเปรียบเทียบกันมาก

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราหวังให้ลูกของเราเป็นคนขยันทำมาหากิน ไม่ติดเหล้าเมายา ไม่เล่นการพนัน พูดโกหก พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในครอบครัวก็ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างเช่นว่านั้นด้วย

แน่นอนว่าพ่อที่เมาแอ๋ แม่ที่นั่งอยู่ในวงไพ่ทุกวัน จะเอาปัญญาที่ไหนไปสอนลูกได้ เด็กที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่มีอบายมุขรอบด้านสักกี่คนเชียวที่จะรอดพ้นภัยพาลไปได้โดยสวัสดี

แม้กระทั่งเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ผมนึกว่าถ้าผมเป็นลูกหลานที่เติบโตขึ้นมาในบ้านนักการเมือง ถึงเทศกาลเลือกตั้งทีไรก็เห็นพ่อแม่ลุงป้าน้าอาเตรียมเงินเอาไว้แจกชาวบ้านเพื่อซื้อเสียง วันหนึ่งครั้งเมื่อผมอายุถึงเกณฑ์แล้วจะต้องลงสมัครผู้แทนสืบตระกูลตัวเองบ้าง ผมก็ย่อมคิดนโยบายอะไรที่เข้าท่าไม่ออก เพราะนึกไปก็เท่านั้น สู้จ่ายเงินซื้อเสียงไม่ได้ เพราะพ่อกับลุงเคยทำสำเร็จมาแล้ว

ทำไมผมจะทำสำเร็จบ้างไม่ได้

และอันที่จริง เรื่องอย่างนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เห็นการเห็นแบบอย่างในครอบครัวที่ใกล้ชิดกับเราเท่านั้น

แม้เป็นลูกชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่เป็นนักการเมือง แต่ถ้าเด็กเติบโตขึ้นมาโดยเห็นการซื้อเสียงเป็นเรื่องธรรมดา บ้านเขาเองและคนทั้งหมู่บ้านก็รับเงินแจกทุกทีที่การเลือกตั้งตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นจนถึงระดับชาติ วันหนึ่งถ้าเขาอยากจะลงสมัครรับเลือกตั้งขึ้นมา เขาต้องทำอย่างไรบ้าง ให้อธิบายมาพอเข้าใจ (20 คะแนน)

แต่ที่ผมพูดมาอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าคนสมัครรับเลือกตั้งทุกคนจะเห็นดีเห็นงามกับการซื้อเสียงไปเสียทั้งสิ้น นักการเมืองและพรรคการเมืองที่เสนอตัวเสนอนโยบายให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกใช้งานโดยไม่ซื้อเสียงยังมีอยู่ และหวังว่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

นี่ขึ้นต้นเรื่องสงกรานต์มาดีๆ ทำไมเขียนเลี้ยวไปเลี้ยวมาถึงตรงนี้ได้ก็ไม่รู้

ขับรถย้อนศรกลับไปพูดถึงเรื่องสงกรานต์อีกทีหนึ่งก็แล้วกันครับ

สรุปว่า รดน้ำแบบภาคกลางกับรดน้ำดำหัวของภาคเหนือเป็นคนละเรื่องกัน และการสืบทอดประเพณีที่ถูกต้อง ผู้ใหญ่ต้องนำปฏิบัติ เมื่อลูกหลานเห็นแล้ว เขาก็จะรับไว้ในระบบชีวิตของเขาเองโดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญ

เรื่องอะไรที่เคี่ยวเข็ญให้คนทำตาม แต่ไม่ได้ทำด้วยความสมัครใจด้วยความเข้าใจ ลงท้ายก็เจ๊งทุกเรื่องไปครับ

ทั้งๆ ที่รู้กันอย่างงี้ก็ไม่เห็นมีใครเข็ดหลาบสักทีนะครับ แปลกจริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร