| การศึกษา
เข้าสู่การทำงานจริงเต็มรูปแบบ สำหรับรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลายกระทรวงมีการแถลงนโยบายกำหนดทิศทางขับเคลื่อนการทำงาน
ในส่วนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้มอบนโยบายโดยนำกรอบการจัดทำงบประมาณ ปี พ.ศ.2570 มาแปลงเป็นนโยบาย แบ่งเป็น 5 ภารกิจหลัก คือ
1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำภาระงานอื่น ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร อาหารกลางวัน จัดทำ “Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” ร่วมกับท้องถิ่น ไม่ให้ครูต้องมาทำหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง
2.รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ ยกเลิกการจัดสรรงบฯ รายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม โดยจะจัดเปลี่ยนเป็นให้งบฯ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ
3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้นการคิดวิเคราะห์ และให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ผลักดันนโยบาย “AI for All” เพื่อเตรียมความพร้อมการทดสอบตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2029
4. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยา และนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียน และบุคลากรจากความรุนแรง
5. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง
ทั้งนี้ ศธ.ได้วางกรอบเป้าหมายระยะ 5 ปี 2026-2030 โดยเริ่มจากการกางพิมพ์เขียว และนำร่องโครงการนวัตกรรมในช่วง 1-2 ปีแรก อาทิ ระบบเอกสารดิจิทัล และระบบครัวกลาง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษา และขยายผลการใช้ AI เพื่อช่วยงานครูทั่วประเทศ
โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในปี 2030 ที่การศึกษาไทยจะถูกพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบ เด็กไทยเรียนไปมีงานทำ ทัดเทียมมาตรฐานโลก จากนั้นจะสร้าง Blueprint ด้วยพลังของทุกคน
ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องสำคัญที่ประชาชนกำลังลุ้น คือมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ในช่วงวิกฤตพลังงาน ที่นำมาสู่สถานการณ์ข้าวยากหมากแพงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2569 กลางเดือนพฤษภาคมนี้
แต่แนวทางที่ออกมากลับยังไม่โดนใจเท่าที่ควร
ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็น หั่นค่าใช้จ่ายทันที ขอความร่วมมือสถานศึกษาทั่วประเทศพิจารณาลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมอนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ นอกจากนี้ ยังปรับลดข้อบังคับด้านเครื่องแต่งกายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้มากที่สุด อาทิ ชุดนักเรียน อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวทสุภาพ, ชุดลูกเสือ-เนตรนารี ไม่บังคับซื้อชุดเต็มยศ อนุโลมให้ใส่เพียง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้
ไปจนถึงการจัดร้านธงฟ้า สั่งร้านศึกษาภัณฑ์หั่นราคาสินค้าลง 50% กว่า 200 รายการ
แนวทางดังกล่าวยังสวนทางกับปัญหาหลักๆ คือ ปัญหาปากท้อง การเดินทาง ที่ต้องได้รับการแก้ไขแบบองค์รวม ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงหน่วยงานเดียว
ขณะที่มาตรการที่ออกมาก็ยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะเงินบำรุงการศึกษา ที่ยังเป็นแค่ “การขอความร่วมมือให้ลด” แต่ยังไม่มีมาตรฐานกลาง เพื่อให้โรงเรียนนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งแน่นอนว่า จะมีทั้งโรงเรียนที่ให้ และไม่ให้ความร่วมมือ!!
นายประเสริฐมอบหมายให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ไปหารือ เพื่อออกแนวปฏิบัติดังกล่าว
หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตกผลึก และสรุปแนวทางช่วยลดภาระผู้ปกครอง ลดภาระประชาชน ออกมาก่อนเปิดเทอม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว มาตรการที่ยังไม่ตอบโจทย์ อาจส่งผลให้ปัญหาเหลื่อมล้ำขยายวงกว้างยิ่งขึ้น
สุดท้ายแล้ว ผู้ที่ได้รับกรรมหนีไม่พ้น เด็กไทย ซึ่งหมายถึงอนาคตประเทศ
