45 ปี PAC-MAN ‘ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน เขาวงกตก็ยังเป็นอันเดิม’
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
45 ปี PAC-MAN
‘ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน
เขาวงกตก็ยังเป็นอันเดิม’
Gonzalo Frasca เจ้าของบทความชื่อดัง Videogames of the Oppressed เป็นผู้วางรากฐาน Ludology สาขาวิชาการที่มุ่งเน้นการศึกษา “เกม” และ “การเล่น” (Play)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิเคราะห์กลไกของเกม (Game Mechanics) กฎกติกา และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นกับเกม มากกว่าการเน้นที่เนื้อเรื่อง (Narrative)
Gonzalo Frasca นำแนวคิด Theatre of the Oppressed ของ Augusto Boal มาปรับใช้กับวิดีโอเกม และมองว่า PAC-MAN คือ “ตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ” ในการอธิบาย “การถูกกดขี่เชิงโครงสร้าง” ผ่าน “กลไกของเกม” (Game Mechanics)
Gonzalo Frasca บอกว่า PAC-MAN เป็นเกมที่ “แพ้ตั้งแต่เริ่ม” (Designed to Fail) และเป็น “ชัยชนะที่ว่างเปล่า”
“ต่อให้คุณผ่านด่านไปได้กี่ร้อยด่าน ระบบก็แค่รีเซ็ตตัวเองให้ยากขึ้น การดิ้นรนของคุณไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของเขาวงกตเลย” Gonzalo Frasca กล่าว และว่า
“PAC-MAN เปรียบเหมือนประชาชนในระบอบเผด็จการ หรือทุนนิยมสุดโต่ง ที่ต่อให้ทำงานหนักหรือดิ้นรนเพียงใด ‘โครงสร้างส่วนบน’ หรือ ‘เขาวงกต’ ก็ยังคงเดิม และแข็งแกร่งกว่าเดิมเสมอ” Gonzalo Frasca เปรียบเทียบ PAC-MAN กับ “สัญลักษณ์ทางการเมือง”
Toru Iwatani นักออกแบบวิดีโอเกมชาวญี่ปุ่นเป็นผู้คิดค้นและสร้างสรรค์เกม PAC-MAN ขึ้นในปี ค.ศ.1980 โดยได้แรงบันดาลใจจากถาดพิซซ่าที่ขาดหายไปชิ้นหนึ่ง
“ผมอยากสร้างตัวละครที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร เข้าถึงง่าย และมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนได้ทั่วโลก โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ชายที่ครองตลาดเกมอาร์เคดในช่วงปลายทศวรรษ 1970” Toru Iwatani กล่าว และว่า
“ช่วงปลายทศวรรษ 1970 เกมอาร์เคดส่วนใหญ่เป็นพวกเกมยิงปืน แน่นอนว่ามันเป็นเกมสำหรับผู้ชาย แต่ PAC-MAN ได้เปิดโลกทัศน์ของวิดีโอเกมให้คนทั้งครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง ได้เข้ามาเล่นเกมมากขึ้น”
การเปรียบเทียบเกมระดับตำนานอย่าง PAC-MAN กับเส้นทาง “นักการเมือง” โดย Gonzalo Frasca เป็นอุปมาอุปไมยที่น่าสนใจมาก เพราะทั้งคู่ต่างต้องเอาตัวรอดใน “เขาวงกต” ที่เต็มไปด้วยอันตราย
เขาวงกต (The Maze) คือ “พื้นที่ทางการเมือง”
ฉากในเกม PAC-MAN คือ “เขาวงกต” ที่จำกัดพื้นที่ไว้ เช่นเดียวกับ “นักการเมือง” ที่ต้องทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และระเบียบข้อบังคับที่ซับซ้อน ทุกย่างก้าวต้องคำนวณมาอย่างดี เพราะหากเดินผิดเพียงนิดเดียวอาจถูกต้อนให้จนมุมได้
อาหารเม็ด (Pellets) คือ “คะแนนเสียง”
เป้าหมายหลักของ PAC-MAN คือการกิน “อาหารเม็ด” ให้ครบทั้งฉากเพื่อผ่านด่าน เช่นเดียวกับ “นักการเมือง” ต้อง “เก็บคะแนน” จากฐานเสียงย่อยๆ ทั่วพื้นที่ โดย “อาหารเม็ด” แต่ละจุดเปรียบเสมือนพันธกิจ หรือนโยบายเล็กๆ ที่ต้องทำให้สำเร็จเพื่อ “สั่งสมบารมีทางการเมือง”
สัมภเวสี (The Ghosts) คือ “คู่แข่งทางการเมือง”
ศัตรูทั้ง 4 ตัว (Blinky, Pinky, Inky และ Clyde) มีบุคลิก และการไล่ล่าที่ต่างกัน เปรียบได้กับ “ฝ่ายค้าน” ที่คอยจ้องจับผิดและขัดขวางการทำงาน, “องค์กรตรวจสอบ” ที่คอยไล่บี้เมื่อมีการก้าวเดินที่ผิดพลาด, “กระแสสังคม” บางครั้งก็คาดเดาทิศทางได้ยากเหมือนการเคลื่อนที่ของ “สัมภเวสี” ในเกม และ “ประชาชนในพื้นที่” ที่คอยร้องขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่ได้ก็อาจเปลี่ยนขั้ว
ขนมวิเศษ (Power Pellets) คือ “ช่วงขาขึ้น”
เมื่อ PAC-MAN กิน “ขนมวิเศษ” จะสามารถ “กำจัดสัมภเวสี” ได้ชั่วคราว เมื่อ “นักการเมือง” มีกระแสความนิยมพุ่งสูง (Landslide) พวกเขาจะมีอำนาจในการจัดการกับคู่แข่งได้โดยตรง แต่ “อำนาจ” มี “ระยะเวลาจำกัด” หากหลงระเริงมากเกินไป เมื่อ “อำนาจ” หมดลง “สัมภเวสี” จะกลับมาไล่ล่ารุนแรงกว่าเดิม
ผลไม้ (Bonus Fruit) คือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
ในระหว่างเกม จะมี “ผลไม้” ปรากฏขึ้นเพื่อเพิ่มคะแนนพิเศษ หมายถึง “การคอร์รัปชั่น” ที่เย้ายวนใจ ถ้ามัวแต่เสียเวลาไปวิ่งไล่ตาม “ผลไม้” จนลืมมองศัตรูรอบข้าง ก็อาจทำให้เกมจบ (Game Over) ได้ง่ายๆ
ในช่วงที่ผ่านมา นักรัฐศาสตร์มักเปรียบเทียบ “การเมือง” ว่าเป็น “เกมประเภทหนึ่ง” ซึ่งมีกฎ-กติกา-มารยาท (Constitution/Laws), ผู้เล่น (Politicians) และทรัพยากรที่ต้องจัดสรร (Power/Budget) ผ่าน “ทฤษฎีเกม” หรือ Game Theory
การหยิบยก PAC-MAN มาอธิบาย จึงเป็นการนำ “ทฤษฎีเกม” มาทำให้เห็นภาพพจน์ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการตัดสินใจภายใต้สภาวะกดดัน และสภาพของการแย่งชิงทรัพยากร
Dr. Alex Wade เจ้าของหนังสือ The PAC-MAN Principle : A User’s Guide to Capitalism วิเคราะห์ว่า PAC-MAN คือ “ตัวแทนของทุนนิยม” โดยเปรียบ “เขาวงกต” เป็น “โครงสร้างสังคม” ที่บังคับให้เราต้อง “บริโภค” (กินอาหารเม็ด) อยู่ตลอดเวลาเพื่อเอาตัวรอด
Dr. Alex Wade ไม่ได้มอง PAC-MAN เป็นแค่เกม แต่เขามองว่ามันคือ “พิมพ์เขียวของระบบทุนนิยม” ที่ทำงานอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา
“ชัยชนะในเกม PAC-MAN คือการ ‘ยื้อเวลาตายให้ได้นานที่สุด’ เช่นเดียวกับ ‘ทุนนิยม’ ที่เน้น ‘การเติบโตแบบไม่หยุดยั้ง’ (Infinite Growth) เราทุกคนต่างสวมบทบาทเป็น PAC-MAN ที่ถูกโปรแกรมมาให้บริโภค และแข่งขันจนกว่าจะถึงจุดที่ ‘ระบบล่ม’ หรือ Kill Screen” Dr. Alex Wade สรุป
Katherine Trebeck นักเศรษฐศาสตร์การเมือง เจ้าของผลงาน Failure Demand : A PAC-MAN Metaphor ชี้ว่า เราสามารถใช้เกม PAC-MAN เพื่ออธิบาย “งบประมาณรัฐ” ที่ถูก “กัดกิน” ได้อย่างชัดเจน
“ในปัจจุบัน รัฐบาลส่วนใหญ่ใช้เงินมหาศาลไปกับ Failure Demand หรือความต้องการที่เกิดจากความล้มเหลวของระบบ เช่น งบฯ สาธารณสุข แทนที่จะป้องกันไม่ให้ประชาชนป่วย แต่เรากลับจ่ายงบฯ มหาศาลเพื่อรักษาโรคที่เกิดจากวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ” Katherine Trebeck กล่าว และว่า
“งบฯ ยุติธรรมและการปราบปรามอาชญากรรม การจ้างตำรวจจำนวนมากหรือการสร้างคุกเพิ่มขึ้น ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอซึ่งมาจากความยากจนและความเหลื่อมล้ำ, งบฯ เยียวยาสังคมคือการที่รัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนคนไม่มีรายได้ที่เพียงพอต่อการครองชีพ”
การทุ่มงบประมาณแผ่นดินไปเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากระบบที่ล้มเหลว เปรียบเสมือน PAC-MAN ที่กิน “อาหารเม็ด” หรือ “งบประมาณ” ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูก “สัมภเวสี” หรือ “วิกฤตการณ์” ไล่ทัน Katherine Trebeck กล่าว และว่า
“เราต้องหยุดเป็น PAC-MAN ที่เอาแต่ไล่กิน ‘อาหารเม็ด’ เพื่อแก้ปัญหา แต่ต้อง ‘ออกแบบเขาวงกตใหม่’ เพื่อให้ ‘ความมั่นคง’ และ ‘การมีสุขภาพดี’ เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เราต้องเปลี่ยนจาก ‘การซ่อม’ เป็น ‘การสร้าง’ คือสร้างระบบเศรษฐกิจที่ให้ความเป็นธรรมตั้งแต่แรก เช่น กำหนดเพดานค่าจ้างขั้นต่ำที่ประชาชนสามารถดำรงชีพได้จริง”
“ขั้นตอนต่อมาคือการลด Failure Demand เพื่อให้รัฐสามารถนำงบประมาณไปใช้กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เช่น นวัตกรรม การศึกษา หรือศิลปะ แทนที่จะหมดไปกับการตามล้างตามเช็ดปัญหาเดิมๆ” Katherine Trebeck ทิ้งท้าย
45 ปี PAC-MAN สะท้อนถึงสภาวะที่เรียกว่า “กับดักเชิงโครงสร้าง” (Structural Trap) ที่ประชาชนกำลังเผชิญกับ “วงจรหนูถีบจักร” (The Rat Race)
การทำงานหนักใน “เขาวงกต” ของ PAC-MAN เปรียบเสมือนการพยายามเลื่อนระดับ/ฐานะ ใน “ระบบทุนนิยม” เมื่อคุณผ่านด่าน (ได้เลื่อนตำแหน่ง/มีรายได้เพิ่ม) ระบบไม่ได้ให้คุณพัก แต่มันจะ “เร่งสปีด” ให้เร็วขึ้น “สัมภเวสี” จะฉลาดขึ้น และความกดดันก็จะสูงขึ้น
ดังนั้น แม้คุณจะเก่งขึ้นแค่ไหน แต่กติกาพื้นฐานยังเหมือนเดิม คือคุณต้องทำงานหนักเพื่อให้อยู่รอดในฉากเดิมๆ ที่ไม่มีวันจบสิ้น
เป็น “การปฏิรูปที่ไร้ผล” (Illusory Change) เพราะ “ทางเลือกได้ถูกกำหนดไว้แล้ว”
นักการเมือง และนโยบาย อาจเปลี่ยนหน้าไป แต่ “โครงสร้างเขาวงกต” (อำนาจนิยม, ระบบอุปถัมภ์, กติกาเลือกตั้งที่บิดเบี้ยว) ยังคงเป็นตัวเดิมที่ขังทุกคนไว้ใน “เขาวงกต”
